อีกไม่ถึงเดือนข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอีกครั้ง หลังมีการประกาศเลือกตั้งทั่วไปควบคู่กับการทำประชามติ เปิดทางให้เกิดการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกหมดหวังกับการเมืองไทย
เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากฝ่ายใด ปัญหาปากท้องกลับดูเหมือนไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่าบริบททางการเมืองนั้นกลับส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้ปัจจุบัน ไทยจะบอกตัวเองว่าเป็นการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย แต่ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ร่างขึ้นด้วยอำนาจของทหาร ซึ่งยังคงไม่ถูกยกร่างแก้ไขนั้น ก็เปรียบเสมือนประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะยังอยู่ภายใต้กฎหมายปกครองสูงสุดที่เป็นเผด็จการ ซึ่งกับดักนี้ทำให้เกิดการสร้างระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ จนนำไปสู่การการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในคนเพียง 1% ของประเทศ
เศรษฐกิจไทยติดกับดัก เพราะการเมืองไม่เคยมั่นคงจริงหรือไม่
The Momentum สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ ‘อาจารย์ต้น’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตอาจารย์ประจำสถาบัน National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มานานเกิน 1 ทศวรรษ ก่อนจะลาออกมาทำงานการเมืองเต็มตัว
วีระยุทธยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไม่อาจแยกขาดออกจากบริบททางการเมืองและกฎหมายได้
“สังคมไทยมักมองนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายเทคโนโลยีเป็นคนละส่วน เช่น นโยบาย Thailand 4.0 ที่ถูกพูดถึงกันตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ในความเป็นจริง ถ้ากลไกอื่นของรัฐไม่ทำงานสอดประสานกัน นโยบายก็ไม่เกิดผล โดยเฉพาะภายใต้ระบอบที่มาจากอำนาจทหาร ทำให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายไม่ง่ายอย่างที่ควรจะเป็น”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ แม้รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดูดีแค่ไหน แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่กล้าจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในกลไกกระบวนการยุติธรรม ระบบศาล รวมถึงศาลด้านธุรกิจ ส่งผลให้หลายบริษัทเลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ แม้มีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ถูกมองว่ามีความแน่นอนและปลอดภัยทางกฎหมายมากกว่า
วีระยุทธย้ำว่า แนวคิดเรื่อง ‘การปฏิรูป’ (Reform) ไม่สามารถแยกเป็นรายเรื่องได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการปฏิรูประบบโดยรวม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และกระบวนการยุติธรรม เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหาปากท้องของประชาชน ตัวอย่างเช่น กรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่ไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบได้ หรือกลไกการเข้าชื่อถอดถอนที่ไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ซึ่งมีที่มาจากประชาชน
เพราะ ‘ที่มา’ ของรัฐธรรมนูญย่อมกำหนด ‘ทิศทาง’ ของระบบ หากรัฐธรรมนูญถูกออกแบบโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ระบบการเมืองก็จะกลายเป็นระบบปิด และนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว
ประเด็นนี้เป็นที่รับรู้ในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยสั่นคลอนบ่อยครั้ง เนื่องจากองค์กรที่อยู่นอกระบบรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามามีบทบาทกำหนดชะตากรรมประเทศได้ เขาจึงเห็นว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งที่มาของอำนาจ และกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดเจน เพื่อให้อำนาจจากการเลือกตั้งเป็นของประชาชน
“การปฏิรูประบบราชการ แม้อาจไม่ใช่ประเด็นที่เร้าใจในสายตาสังคมไทย แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญในมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีคุณภาพ
“ในทางตรงกันข้าม หากมีระบบที่คลุมเครือ นักลงทุนสีเทามักชอบเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่นักลงทุนที่ดีจะมองหา Stability (เสถียรภาพ) และ Accountability (ความรับผิดรับชอบ) ของรัฐเป็นหลัก ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ตอบทั้ง 2 โจทย์เลย
“หมายความว่า การมีเสถียรภาพก็ยากมาก การจะมีนายกรัฐมนตรีปี 1 ได้ก็เก่งแล้ว ขณะที่ในมิติของ Accountability ปัญหายิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรอิสระ เป็นข้อครหาที่ว่าซื้อกันได้ง่ายกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอ ซึ่งเป็นที่มาของความไร้เสถียรภาพทางการเมือง”
สุดท้าย วีระยุทธกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่ประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งกรณีเงินทุนไหลออก ปัญหาทุนสีเทา สินค้าแพลตฟอร์ม และสินค้านำเข้าไร้มาตรฐานที่เข้ามาตีตลาดภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึง ‘รูรั่ว’ ของระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจัยทางรัฐธรรมนูญและโครงสร้างทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกัน
เศรษฐกิจไทย-ปัญหาปากท้อง-รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์การพัฒนา และเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวถึงผลกระทบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ภายในกิจกรรมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569
อภิชาตระบุว่า การเมืองและเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นโยบายสาธารณะทุกประเภทล้วนเกิดจากการตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้นหากโครงสร้างการเมืองมีปัญหา ย่อมส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ เพราะยังคงอยู่ภายใต้ ‘ระบอบประยุทธ์’ แม้พลเอกประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ระบอบดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ผ่านกลไกและตัวแทนสำคัญ นั่นคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
เขาอธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลผลิตของชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า Power Elite ซึ่งใช้อำนาจจากการรัฐประหารในการกำหนดกติกาทางการเมืองและกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบได้ และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก เนื่องจากออกแบบตัวบทมาเพื่อล็อกสถานะเดิม (Status Quo) เอาไว้ ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ก่อนหน้านี้อภิชาตเปรียบเทียบสภาพเศรษฐกิจไทยว่าเป็น ‘เศรษฐกิจต้มกบ’ คือการเสื่อมถอยอย่างช้าๆ โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปรียบเสมือนการเอาหินทับฝาหม้อ และล็อกกุญแจซ้ำหลายชั้น ทำให้ระบบการเมืองไม่เปิดโอกาสให้ประเทศกระโดดออกจากหม้อได้ เงื่อนไขทางการเมืองจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในกลไกหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือวุฒิสภา ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับองค์กรอิสระต่างๆ จนทำให้การบริหารประเทศในประเด็นสำคัญถูกกำหนดผ่านกลไกที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน โดย สว.ทำหน้าที่เสมือน ‘คีย์แมน’ ของระบบการเมืองไทย ที่ต้องถูกปลดล็อกก่อนจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอื่นได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการมีนายกฯ ถึง 3 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ส่งผลให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ซึ่งการใช้กำลังฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรม จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่อง ไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว
ขณะเดียวกันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ตหรือมาตรการแจกเงินในรูปแบบใด ล้วนไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เนื่องจากเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสุดท้ายจะไหลออกนอกประเทศ ผ่านการนำเข้าสินค้าของแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีฐานการผลิตและนวัตกรรมเป็นของตนเองที่มากพอ
เขาระบุทางออกของปัญหานี้ว่า ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็ง และมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่ใช่ปัญหาเชิงนโยบายเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือระดับการผูกขาดทางเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในระดับสูง งานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า บริษัทขนาดใหญ่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์แรกของประเทศ ครอบครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 85 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประมาณ 500 คน ที่ถือครองมูลค่าหุ้นในระบบเศรษฐกิจไทยถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ รวมถึงกำไรของระบบเศรษฐกิจอีก 1 ใน 3
“ระดับการผูกขาดที่สูงส่งผลโดยตรงต่อการขาดนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น ตลาดเบียร์เสรีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากผู้ผูกขาดเดิมกลัวเสียผลประโยชน์ เลยสร้างกติกาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมขึ้้นมา เช่น การกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ส่งผลให้การแข่งขันและนวัตกรรมถูกปิดตาย”
เขาพูดถึงปัญหาในระบบการเมืองไทยว่า แม้บางพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่ได้รับความนิยม แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรง หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับระบบราชการและโครงสร้างอำนาจเดิมได้
ท้ายที่สุดอภิชาตสรุปว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจาก ‘วิกฤตเศรษฐกิจต้มกบ’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทันที แต่สิ่งที่แน่นอนคือ หากไม่แก้ไข ระบบทุกอย่างจะยังคงอยู่กับที่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีสถาบันทางการเมืองที่มั่นคง
งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบในระดับโลก Democracy Does Cause Growth ผลงานของ ดารอน อาซีโมกลู (Daron Acemoglu), เจมส์ เอ. โรบินสัน (James A. Robinson) และไซมอน จอนห์สัน (Simon Johnson) สามนักวิชาการ AJR ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานว่าด้วยความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ประเทศที่มีสถาบันทางการเมืองแบบเอารัดเอาเปรียบ ขาดหลักนิติธรรม และไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้
แนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำอย่างเป็นรูปธรรมในงานวิจัย ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจาก 184 ประเทศ ในช่วงปี 1960-2010 หลังการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยสร้างความมั่งคั่งได้ทันที หากแต่เพราะประชาธิปไตยเอื้อต่อการก่อรูปของเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบยุติธรรมที่เข้มแข็ง เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาทุนมนุษย์
งานวิจัยของอาซีโมกลูพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 25 ปี ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศเผด็จการโดยเฉลี่ยราว 20% ความต่างนี้ไม่ได้เกิดจากความเร็ว แต่เกิดจาก ‘ทิศทาง’ ของการพัฒนา
จากผลการสำรวจด้านเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom Index) ปรากฏผลว่าประเทศที่มีเสรีภาพสูง ประชาชนจะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวมากกว่าหลายเท่า
ในกรณีของประเทศไทย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสรีภาพปานกลาง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวห่างจากประเทศเสรีสูงถึงประมาณ 4 เท่า และอยู่ในลำดับที่ 84 จาก 184 ประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งคือ การขาดหลักนิติธรรมและการทุจริตของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองโดยตรง
เศรษฐกิจไทยภายใต้การรัฐประหาร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงและขึ้นตรงกับการบริหารทางการเมือง โดยเฉพาะการทำ ‘รัฐประหาร’ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แม้รัฐประหารมักถูกอ้างว่าเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนภาพตรงกันข้ามในระยะยาว
เมื่อปี 2557 การทำรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนหน้านั้น ในช่วง 2530-2550 ไทยเคยมีภาพของ ‘เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย’ ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเฉลี่ยปีละ 5-6% และความสามารถแข่งขันในระดับโลก เช่น การเป็นฐานการผลิตรถยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่สำคัญของภูมิภาค
แต่หลังการรัฐประหาร เศรษฐกิจไทยกลับไม่สามารถกลับไปสู่ระดับการเติบโตเดิมได้อีก ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีหลังปี 2557 อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ และตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สะสมตลอดภายใต้ คสช.คือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชน ในปี 2557 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 80% ของ GDP ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรงและเปราะบาง เมื่อเศรษฐกิจเผชิญกับวิกฤต เช่น โควิด-19 ไทยจึงฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน
ตัวแปรสำคัญส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองหรือการเลือกตั้ง เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทิศทางสุดท้ายก็ดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเดิม วงจรเช่นนี้เป็นมานานเกือบ 20 ปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศจำเป็นต้องหยุดชะงัก หากแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา บ้านเมืองถูกกดทับไว้ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองที่สืบทอด ตั้งแต่วิกฤตการเมืองปี 2549 และอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
อำนาจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะสามารถผลักประเทศให้ก้าวต่อไปได้ ประตูทางออกเดียวจากลูป 10 ปีนี้ คือการร่วมกันร่างกติกาที่เป็นธรรมและเท่าเทียม เพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นพื้นที่ของประชาชน ไม่ใช่กลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อค้ำจุนอำนาจเดิม
เพราะตราบใดที่กติกายังไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความหวังของผู้คนก็จะยังคงติดอยู่ในวงจรเดิม การเลือกตั้งไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรมซ้ำซาก แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคต ให้กลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง
อ้างอิง
https://themomentum.co/the-economics-of-the-2014-coup/
https://thematter.co/thinkers/how-coup-detat-affect-economic-development/135887
https://www.bbc.com/thai/thailand-39984556
https://www.the101.world/10-year-public-forum/
https://waymagazine.org/10th-national-council-for-peace-and-order/
Tags: รัฐธรรมนูญ, เศรษฐกิจ, รัฐประหาร, การเติบโตทางเศรษฐกิจ, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, การเมือง, Feature, เศรษฐกิจไทย




