การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า และการใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยของสำนักงานประกันสังคมที่สะสมมาหลายปี ไม่ได้ถูกเปิดโปงขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นหลังจาก ‘ผู้ประกันตน’ มีตัวแทนของตนเองเข้าไปนั่งในบอร์ดผ่านการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 2566 

เดิมโครงสร้างของบอร์ดประกันสังคมมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่เมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือที่มาของบอร์ด 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้ประกันตนหรือ ‘ฝ่ายลูกจ้าง’ และฝ่ายผู้ประกอบการหรือ ‘นายจ้าง’ ฝ่ายละ 7 คน ที่ต้องผ่านการเลือกตั้งเข้ามาจึงจะสามารถนั่งในบอร์ดได้ มีเพียงฝ่ายรัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาโดยตำแหน่ง 

ทั้งนี้เพื่อให้ทั้ง 3 ฝ่าย ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า ‘ไตรภาคี’ มีส่วนผลักดันและดำเนินนโยบายอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ในแง่สิทธิประโยชน์ บริหารงบประมาณกองทุน ลงทุน รวมไปถึงตรวจสอบการทำงานของฝ่ายอื่นๆ ในบอร์ดและในสำนักงานประกันสังคม

ทว่าในปีนี้ก่อนที่บอร์ดฝั่งลูกจ้างและนายจ้างที่มาจากการเลือกตั้ง กำลังจะหมดวาระลงในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มข้าราชการจากกระทรวงแรงงานมีความพยายามที่จะปรับรูปแบบการเลือกตั้งให้เป็นรูปแบบใหม่ จากที่ลูกจ้าง 1 คน สามารถเลือกตัวแทนผู้ประกันตนเข้าไปนั่งในบอร์ดได้ 7 คนแบบยกทีม แต่ในกติกาใหม่จะไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เนื่องจากกำหนดให้ลูกจ้าง 1 คน สามารถเลือกผู้แทนของตัวเองได้ 1 คนเท่านั้น และยังมีการแยกการเลือกตั้งผู้ประกันตนออกเป็นรายมาตรา โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องเลือกผู้แทนจากมาตรา 33 เท่านั้น แต่การเลือกแบบแยกรายมาตรา กลับไม่มีการปรับเปลี่ยนการเลือกตั้งตัวแทนฝ่ายนายจ้างแต่อย่างใด และไม่ได้กระทบกับฝ่ายรัฐที่มาจากตำแหน่งอยู่แล้ว 

ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ ผู้ประกันตนที่เป็นเจ้าของเงินกองทุนตัวจริงไม่ได้เป็นคนคิดขึ้นมา แต่เป็นข้าราชการในกระทรวงแรงงานคิดอยู่ฝ่ายเดียว และอาศัยจังหวะชุลมุนหลบอยู่หลังกระแสการเลือกตั้ง 2569 เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเดิม ระบบที่ทำให้ผู้ประกันตนได้ตัวแทนเข้ามาสาวไส้การใช้งบประมาณที่ฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน เสื้อ หมวก งบ IT รวมไปถึงการลงทุนที่ไม่มีประชาชนในสมการ 

The Momentum ไล่เรียงสิ่งที่ผู้ประกันตนต้องรู้ในการปรับเปลี่ยนระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมแบบใหม่ ที่คิดโดยคนเพียงกลุ่มเดียว ไปจนถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นหลังระเบียบดังกล่าวประกาศใช้ และการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้ส่งผลแค่ไหน ต่อร่งระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมแบบใหม่

ปรับสูตรเลือกตั้งอาจทำให้ประโยชน์ของผู้ประกันตนหดหาย?

แม้จะมีการประท้วงไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 แต่ผู้ประกันตนก็ไม่อาจต้านทานแรงของคนภายในกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการผลักดันให้แก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ โดยเฉพาะประเด็นการปรับเปลี่ยนกติกาให้ผู้ประกันตน 1 สิทธิ สามารถเลือกได้เพียง 1 คน จากเดิมที่สามารถเลือกได้เป็นทีม 7 ค

แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะให้เหตุผลว่า การเดินหน้าแก้ไขระเบียบครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้งระดับประเทศ ที่แต่ละคนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง และเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำผู้สมัครแข่งขันในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพราะไม่ต้องจำทั้ง 7 หมายเลข ตลอดจนความสะดวกในการนับคะแนนและการลดบัตรเสีย ทว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้แทนฝั่งลูกจ้างจะเข้าไปแบบแยกส่วน มีความกระจัดกระจาย ซึ่งจะทำให้การผลักดันวาระต่างๆ รวมไปถึงการตรวจสอบโครงการที่กระทบกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทำได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สูตรการเลือกตั้งแบบใหม่ยังปรับเปลี่ยนให้ผู้ประกันตน ต้องเลือกผู้แทนแบ่งย่อยเป็น 3 กลุ่มคือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 39 และ 40 ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนเฉพาะ ‘ฝ่ายลูกจ้าง’ ส่วนฝ่ายนายจ้าง ไม่มีการแยกรายมาตราเหมือนกับผู้ประกันตนแต่อย่างใด

รูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ยังมีข้อกังขาว่า อาจไม่สะท้อนเจตจำนงของผู้ประกันตนจริง เนื่องจากการเลือกแบบ 1 สิทธิ์ 1 คน อาจทำให้ผู้ที่ได้คะแนนน้อยมีโอกาสได้เป็นบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด แม้จะมีคะแนนห่างจากผู้ได้รับเลือกอันดับ 1 ไปหลายคะแนนก็ตาม

ทั้งนี้ยังล็อกสเปกผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยกำหนดให้ผู้สมัครต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน เป็นคนดีมีคุณธรรม และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกด้วย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้าตั้งข้อสังเกตว่า การเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลภายในสำนักงานประกันสังคม ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประกันสังคมได้รับความเสียหาย จะถูกตีความว่าไม่ใช่คนดีมีคุณธรรมหรือไม่ หรือคุณสมบัติที่ผู้สมัครต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน จะมีการตีความว่าอยู่นานแปลว่าเชี่ยวชาญหรือไม

สูตรเลือกตั้งใหม่ ปรับปรุงโดยผู้แพ้เลือกตั้

การปรับสูตรการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่ถูกมองว่าลดอำนาจของผู้ประกันตน มีที่มาจากรายงานอนุกรรมการด้านประกันสังคม วุฒิสภา ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงานดังกล่าวหลายคนทำงานภายในกระทรวงแรงงานมามากกว่า 30 ปี และเคยลงเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมเมื่อปี 2566 แต่พ่ายแพ้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้แพ้เลือกตั้งได้กลายมาเป็นผู้ออกแบบกติกาของที่มาบอร์ดประกันสังคมใหม่ โดยรวมกลุ่มกันทำข้อเสนอส่งมาให้ฝ่ายราชการของประกันสังคมรับลูกต่

ที่สำคัญ ผู้แพ้เลือกตั้งกรรมการบอร์ดประกันสังคมยังเป็นผู้เข้าร่วม ‘ส่วนใหญ่’ ในเวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งจัดโดยสำนักงานประกันสังคม แต่การรับฟังความคิดเห็นกลับไม่ครอบคลุมไปถึงผู้ประกันตนและนายจ้างผู้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมทุกเดือน แม้จะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการปรับเปลี่ยนกติกาในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมก็ตา

มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ผู้ผลักดันวาระแก้ไขระเบียบเลือกตั้งประกันสังคม อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นผู้มีส่วนกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้งบประมาณจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่คุ้มค่า เช่น ปฏิทิน หมวก เสื้อ ฯลฯ เนื่องจากการเลือกตั้งสูตรใหม่จะทำให้ผู้ได้รับเลือกกระจัดกระจาย เป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือกันเพื่อตรวจสอบการบริหารกองทุนประกันสังค

เหตุผลของการแก้ไข ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

รายงานอนุกรรมการฯ วุฒิสภา ให้เหตุผลของการปรับสูตรที่มาบอร์ดประกันสังคมว่า ต้องการดึงผู้ประกันตนให้มาใช้สิทธิเลือกบอร์ดประกันสังคมมากขึ้น เพราะในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อปี 2566 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียง 1.58 แสนคน จากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 24-25 ล้านคน จึงต้องการปรับปรุงให้ระบบครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับเครือข่ายแรงงานที่มองว่า การปรับปรุงระบบการเลือกตั้งให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น น่าจะแก้ปัญหาผู้ประกันตนมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยอย่างตรงจุดกว่า

อีกเหตุผลหนึ่งที่รายงานอนุกรรมการฯ ระบุไว้คือ เพื่อ ‘ลดการแทรกแซงทางการเมืองและปลอดกลุ่มอิทธิพล’ ทว่าในการคิดค้นสูตรการเลือกตั้งใหม่ที่ในรายงานอนุกรรมการฯ มีถึง 4 สูตร กลับคิดขึ้นโดยตัวแทนฝ่ายรัฐเท่านั้น ไม่มีตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการคิดสูตรดังกล่าว แม้ประกันสังคมจะมีรูปแบบไตรภาคี กล่าวคือประกอบด้วย นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐก็ตา

ทุกการปรับเปลี่ยนผู้ประกันตนต้องมีส่วนร่วม

การแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ดำเนินไปในช่วงก่อนที่ทีมบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้ากำลังจะหมดวาระในอีก 1 เดือนข้างหน้า ดังนั้นหากการแก้ไขยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ การเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไป และอาจทำให้บอร์ดประกันสังคมกลายเป็นบอร์ดรักษาการ ซึ่งไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงรณรงค์ให้ผู้ประกันตน เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เจ้าของเงินสมทบเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผลประโยชน์ในกระทรวงแรงงาน ทว่าหลังจากที่มีการเคลื่อนไหวในฝั่งของลูกจ้าง ด้านสำนักงานประกันสังคมสั่งให้ตั้งโต๊ะจัดเวรสาขา ชวนผู้ประกันตนให้ ‘เห็นชอบ’ ระเบียบเลือกตั้งทันที

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันตามตรงว่า แม้ว่าจะมีการเปิดให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว แต่สุดท้ายหากยังมีความพยายามในการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต่อไปก็ยังคงทำได้ เพราะประชาพิจารณ์ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อำนาจการตัดสินใจก็ยังอยู่ในมือของผู้ออกฎหมายอยู่ดี ดังนั้นนี่จึงเป็นเพียง ‘ขั้นตอน’ ในการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น 

ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมถูกมองว่า เป็น ‘แดนสนธยา’ ที่ถูกบริหารโดยกลุ่มอำนาจของกระทรวงแรงงานมานานหลายปี ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2533 ก่อนที่ผู้ประกันตนจะเข้ามามีส่วนร่วมกับเงินที่สมทบเข้ากองทุน ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งเป็นการเปิดประตูเข้าไปเห็นโครงสร้างภายในของสำนักงานประกันสังคม นำมาสู่การตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารกองทุนอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

ทั้งนี้ไม่ว่าจะคงรูปแบบการเลือกตั้งแบบเดิมเอาไว้หรือใช้การเลือกตั้งรูปแบบใหม่ ทั้ง 2 รูปแบบล้วนส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนที่เป็นประชาชนคนทำงานทั่วประเทศ ใน 2 ผลลัพธ์ คือดีขึ้นหรือแย่ลง ดังนั้นผู้ประกันตนจึงควรมีส่วนร่วมในการออกแบบหน้าตาของทีม ที่จะมาเป็นตัวแทนในการบริหารกองทุน ซึ่งจะเป็นหลักประกันในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ

ผู้ประกันตนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อระเบียบแก้ไขกติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ได้ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม t.ly/uAN8c, ระบบกลางทางกฎหมาย t.ly/fbsbm หรือจุดรับฟังความคิดเห็นสำนักงานประกันสังคมจังหวัด, สาขา หรือพื้นที่ t.ly/yAmbm ตั้งแต่วันนี้-14 กุมภาพันธ์ 2569

Tags: , ,