เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้มีคนใช้สิทธิมากกว่าปี 2566 กว่า 4 เท่า และ ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ ชนะขาดทั้งฝั่งผู้ประกันตนและฝั่งนายจ้าง

แต่ชัยชนะในคูหาเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่รออยู่คือแผลเรื้อรังอย่างน้อย 5 ปมในกองทุนที่มีทรัพย์สินเกือบ 3 ล้านล้านบาท

ทุกสิ้นเดือน มนุษย์เงินเดือนกว่า 10 ล้านคนถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคมอัตโนมัติ ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าเงินนั้นถูกนำไปทำอะไรต่อ จนกระทั่งเรื่องอื้อฉาวทยอยถูกเปิดออกมาในช่วงปีที่ผ่านมา

ตั้งแต่การจัดซื้อตึกราคาเกินจริง ข้อครหาคอร์รัปชัน-ใช้เงินไร้ประสิทธิภาพ เสียงจาก ‘พญาอินทรี’ ที่ออกมาปกป้องปฏิทิน ปกป้องพวกพ้อง ยิ่งทำให้ความเดือดดาลปรากฏผ่านคูหาเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569

ชัยชนะของประกันสังคมก้าวหน้าแสดงให้เห็นว่าผู้ประกันตนจำนวนมากหมดความอดทนกับการบริหารแบบเดิมแล้ว และหวังอย่างยิ่งยวดว่า ประกันสังคมก้าวหน้าจะทำสวัสดิการของผู้ใช้แรงงานให้เป็น ‘หลังพิง’ ได้จริง 

ปมที่ 1: ตึก SKYY9 ซื้อแพงกว่าราคาประเมินรัฐราว 3,000 ล้านบาท

อาคาร SKYY9 Centre ริมถนนพระราม 9 เป็นตึกร้างมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ต่อมาสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าลงทุนผ่านกองทรัสต์ด้วยเงินราว 6,900 ล้านบาท

สปส.ยืนยันว่า ราคานี้ต่ำกว่าผลประเมินของบริษัทเอกชน 2 แห่งที่ระบุมูลค่าราว 8,000 ล้านบาท แต่การ ‘ขุด’ ของประกันสังคมก้าวหน้า ก่อนผลักต่อให้ สส.พรรคประชาชนอย่าง รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง เดินเกมต่อ ขุดจนนำไปสู่การตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยและพบว่าตึกนี้สูงเกินจริง

ในปี 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ผลสอบประเมินมูลค่าตลาดของตึกไว้เพียง 3,428-3,863 ล้านบาท ไม่ถึงครึ่งของราคาที่จ่ายไป และระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้รีบเร่ง ตรวจสอบไม่รอบคอบ และสร้างความเสียหายให้กองทุน อนุทินส่งผลสอบไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แต่หลังจากนั้นเรื่องก็แทบไม่เดิน กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการสอบวินัยมาแล้ว 3 ชุดภายใต้รัฐมนตรี 3 คน ประธานลาออกไปแล้วอย่างน้อย 2 คน โดยไม่แจ้งเหตุผล จนถึงเดือนตุลาคม 2568 กรรมการยังไม่เคยเปิดประชุมสอบสวนเลยสักครั้ง อดีตผู้บริหาร สปส.ที่อยู่ในช่วงอนุมัติดีลถูกโยกย้ายไปตำแหน่งอื่น บางคนเกษียณไปแล้ว ขณะที่บริษัทที่ถือตึกรายงานขาดทุนสุทธิราว 250 ล้านบาทในปี 2567

เรื่องนี้เป็นปมที่สะท้อนปัญหาของกองทุนได้ชัดที่สุด รัฐสอบเองแล้วว่าซื้อแพงและทำให้กองทุนเสียหาย แต่กลไกเอาคนผิดมารับผิดกลับเดินไม่ได้

ความหวังก็คือในเมื่อประกันสังคมก้าวหน้ากลับมาเป็นบอร์ดเสียงส่วนใหญ่ เรื่อง SKYY9 จะกระจ่างมากขึ้นว่าเกิด ‘ความผิดปกติ’ ที่ขั้นตอนใด ใครเป็นคนเลือกผู้ประเมินราคา ทำไมกองทุนที่มีหน้าที่จ่ายบำนาญถึงไปลงทุนในตึกร้างก้อนใหญ่ และใครควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบมากกว่าข้าราชการเกษียณ

ปมที่ 2: ระบบไอที 850 ล้านบาท ล่มตั้งแต่วันแรก

โครงการ SSO Core ใช้งบประมาณราว 848-850 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนระบบเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2534 บริษัทผู้รับจ้างเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2564 และควรส่งมอบภายในเดือนธันวาคม 2566 แต่ล่าช้าออกไปจนตรวจรับได้ช่วงปลายปี 2568 โดยมีค่าปรับรายงานไว้กว่า 100 ล้านบาท

เมื่อแอป SSO Plus และเว็บไซต์ e-Self Service เปิดใช้ทั่วประเทศวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ระบบก็ช้า ค้างและล่ม บางคนเข้าระบบไม่ได้ บางคนเห็นยอดเงินสมทบเป็น 0 บาท ผู้ว่างงานจำนวนหนึ่งไม่ได้รับเงินทดแทนตามกำหนด สปส.ชี้แจงว่าเป็นเพราะคนใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก และต้องระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 คนมาอนุมัติจ่ายเงินด้วยมือ

ระบบราชการไทยล่มไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ระบบนี้ล่มทั้งที่ล่าช้าไปเกือบ 2 ปี และมีเวลาทดสอบมากพอ คำถามที่ยังค้างอยู่คือ การตรวจรับงานผ่านไปได้อย่างไร และสัญญาเขียนเงื่อนไขคุ้มครองผู้ประกันตนไว้แค่ไหน

ปมนี้ยังพันกับบอร์ดชุดเลือกตั้งด้วย ช่วงที่ระบบล่ม มีการโยนความผิดว่าเป็นเพราะทีมประกันสังคมก้าวหน้าตัดงบ 250 ล้านบาท รักชนกตอบโต้ว่างบก้อนนั้นถูกขอมาเพื่อจ่ายค่าดูแลระบบเก่า ขณะที่ระบบใหม่ล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว การจ่ายเพิ่มจึงไม่ได้แก้ต้นเหตุ แต่เป็นการเอาเงินผู้ประกันตนไปอุดความล่าช้าที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ ทีมยังเคยเสนอให้นำผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจระบบ แต่ สปส.ไม่ยอมจนระบบล่มครั้งใหญ่ ปัจจุบันทีมได้ยื่นเรื่องโครงการ 850 ล้านบาทต่อ ป.ป.ช.แล้ว

ในการเลือกตั้งรอบนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเสนอนโยบายไอทีที่แทบจะกลับด้านแนวทางเดิมทั้งหมด โดยภายใน 7 วันแรก วางกรอบงบไอทีใหม่ ลดจาก 1,500 ล้านบาทเหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท และหยุดลงทุนสร้างระบบเอง หันไปใช้ระบบส่วนกลางของภาครัฐแทน ภายใน 1 ปี ใช้ Open Source เป็นมาตรฐานของระบบที่จ้างภายนอก ใช้นโยบาย Cloud-first และให้ TOR ทุกโครงการต้องรองรับหลายภาษาและผู้พิการ (Universal Design) และคุมงบจัดซื้อ เปิดคำของบประมาณโครงการตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไปให้สาธารณะแสดงความเห็นก่อนอนุมัติ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ตรงๆ ว่าโครงการแบบ SSO Core จะไม่ผ่านไปเงียบๆ อีก

ขณะเดียวกัน ภายใน 2 ปี จะทำให้บริการ 99% ใช้ออนไลน์ได้ สร้างระบบแรงงานจุดเดียวที่เชื่อมทุกกระทรวงและผลักดันระบบเลือกตั้งออนไลน์ (E-Vote) ภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ซึ่งทีมประเมินว่าจะประหยัดได้กว่า 300 ล้านบาท

ปมที่ 3: จ่ายมากกว่า แต่สิทธิรักษาพยาบาลด้อยกว่า ‘บัตรทอง’

นี่คือปมที่ผู้ประกันตนเจ็บทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล

ผู้ประกันตนมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 รัฐขยายเพดานค่าจ้างจาก 1.5 หมื่นเป็น 1.75 หมื่นบาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน และจะขยับเป็น 1,000 บาทในปี 2572 ขณะที่คนในระบบบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ แต่ใช้นโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ได้

ส่วนผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนก่อนใช้สิทธิ ต้องผูกกับโรงพยาบาลตามที่เลือกไว้ และสิทธิหลายอย่างยังมีเพดาน เช่น ทำฟันที่คลินิกเอกชนได้ไม่เกิน 900 บาทต่อปี

แม้แต่รายงานวิจัยที่นำเสนอต่อวุฒิสภาในเดือนสิงหาคม 2569 ก็ระบุว่า คุณภาพบริการเมื่อเทียบกับระบบของ สปสช.เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของกองทุน

ความย้อนแย้งนี้ทำลายตรรกะพื้นฐานของระบบประกันสังคม เมื่อคนที่ร่วมจ่ายรู้สึกว่าได้น้อยกว่าคนที่ไม่ได้จ่าย แรงจูงใจที่จะอยู่ในระบบก็หายไป โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่กองทุนต้องการดึงเข้ามา

นโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้าในเรื่องนี้แบ่งได้เป็น 2 ระดับ

ระดับแรกคือการอุดรอยรั่วเฉพาะหน้าภายใน 1 ปี ทีมเสนอให้ยกเลิกการสำรองจ่ายค่ารักษา เช่น ค่าคลอดบุตร การบำบัดทดแทนไต และโรคร้ายแรงอื่นๆ ให้ค่าคลอดบุตร 1.75 หมื่นบาท และค่าฝากครรภ์ 4,300 บาทโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ขูดหินปูนฟรีปีละ 2 ครั้งโดยไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง และให้ผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อยใน 16 กลุ่มอาการ รับยาที่ร้านยาใกล้บ้านได้ ทีมยังเสนอให้ลงโทษโรงพยาบาลที่เก็บเงินผู้ประกันตนเพิ่มหรือผิดสัญญาให้เข้มข้นขึ้น และเปิดเผยรายงานข้อร้องเรียนด้านการรักษาพยาบาลทุกไตรมาส

ระดับที่ 2 คือ ข้อเสนอที่แตะโครงสร้างภายใน 2 ปี ทีมเสนอให้ ‘ทยอยให้ สปสช.รับผิดชอบจ่ายงบสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์’ โดยเริ่มตามกลุ่มอายุ และให้ สปสช.บริหารสิทธิการดูแลระยะยาวกับการฟื้นฟูสภาพระยะกลาง 

แต่ข้อเสนอนี้ก็เปิดคำถามใหญ่ตามมา ถ้า สปสช.รับภาระค่ารักษา เงินที่จ่ายจะมาจากกองทุนประกันสังคมหรือจากงบประมาณแผ่นดิน เงินสมทบส่วนที่เคยใช้กับการรักษาจะไปอยู่ที่ไหน จะลดลง หรือย้ายไปเสริมบำนาญที่ใกล้วิกฤต และโรงพยาบาลเอกชนที่รับค่าตอบแทนจากระบบประกันสังคมปีละหลายหมื่นล้านบาทจะยอมหรือไม่

ทั้งหมดเป็นเรื่องเทคนิคที่น่าจะยังไม่มีทางออกที่สั้นและง่าย

ปมที่ 4: ข้อครหาคอร์รัปชันและการลงทุนไม่คุ้มค่า

กองทุนเคยถือหุ้น EA ราว 13.3 ล้านหุ้นในเดือนมีนาคม 2564 ต่อมาราคาหุ้นดิ่งหลังเกิดคดีทุจริตของผู้บริหารถึงต้นปี 2568 สัดส่วนที่เหลืออยู่มีมูลค่าราว 14-15 ล้านบาทเท่านั้น

กองทุนยังถือหุ้น STARK ราว 14.4 ล้านหุ้น ก่อนที่บริษัทจะเกิดคดีตกแต่งบัญชี และถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าที่เหลือจึงแทบเป็นศูนย์

ส่วนอาคาร TU Dome สปส.ลงทุนไป 800 ล้านบาทเมื่อปี 2549 ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ถือสิทธิการเช่าที่ดิน 30 ปีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สปส.ยืนยันว่าได้เงินคืนแล้ว 159 ล้านบาท และผลประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับเงินต้นและระยะเวลาเกือบ 20 ปี ความคุ้มค่าก็ยังเป็นคำถาม

ยังไม่นับข้อครหาอื่นอย่างงบปฏิทินราว 450 ล้านบาทในรอบ 8 ปี ที่ผู้ประกันตนจำนวนมากบอกว่าไม่เคยได้รับ

นักลงทุนทุกรายขาดทุนได้ ปัญหาจริงจึงไม่ใช่ว่ากองทุนขาดทุนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อขาดทุนแล้ว แทบไม่มีใครอธิบายได้ว่าใครตัดสินใจซื้อ ใช้เกณฑ์อะไร และทำไมไม่ขายตัดขาดทุนตั้งแต่สัญญาณอันตรายปรากฏ โดยเฉพาะสำหรับกองทุนที่เป็นเงินของคนงาน ‘ความโปร่งใส’ ควรเป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับต้นๆ 

ประกันสังคมก้าวหน้าเสนอว่าต้องรื้อของเก่า ตรวจสอบการลงทุน ถอดบทเรียน และส่งข้อมูลดำเนินคดีภายใน 7 วันแรก จากนั้นจะเปิดการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดในปัจจุบัน และรื้อกติกาในอนาคต โดยลดกรอบงบบริหารสำนักงานจาก 10% ของรายรับ เหลือเพียงไม่เกิน 3% ของรายรับ โดยใช้งบประมาณ ‘ฐานศูนย์’ เลิกซื้อที่ดิน เปลี่ยนเป็นเช่า ปรับสัดส่วนโดยเพิ่มการลงทุนต่างประเทศ และปรับโครงสร้างธรรมาภิบาลการลงทุนให้ชัดเจน

ปมที่ 5: กองทุนเสี่ยงหมดเงินในระยะยาว

นี่คือปมที่ใหญ่และเงียบที่สุด

รายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภาประเมินว่ารายรับกับรายจ่ายของกองทุนจะเท่ากันในราวปี 2585 หลังจากนั้นจะมีแต่เงินไหลออก และถ้าไม่ทำอะไรเลย เงินจะหมดในราวปี 2597 สาเหตุมาจากวัยแรงงานที่ส่งเงินสมทบลดลง ผู้สูงอายุที่รับบำนาญเพิ่มขึ้นและอายุยืนขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนอยู่ที่ราว 3-4% ต่ำกว่าเป้าหมาย 5%

ข้อนี้ต้องพูดกันตรงๆ เพราะเป็นข้อเดียวที่ชัยชนะในการเลือกตั้งแก้ไม่ได้ แต่ ‘ทุเลา’ ปัญหาได้ เรื่องสำคัญคือธรรมาภิบาลที่ดีเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ และสิทธิประโยชน์ใหม่ทุกข้อจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ‘เงิน’ มาจากไหน

ประกันสังคมก้าวหน้าเสนอให้ขยายเพดานค่าจ้างที่ใช้คิดเงินสมทบไปที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ของฐานข้อมูลค่าจ้าง หรือราว 3.5 หมื่นบาท ซึ่งสูงกว่าเพดาน 1.75 หมื่นบาทที่รัฐเพิ่งปรับไปเกือบเท่าตัว ให้รัฐและนายจ้างจ่ายสมทบแบบก้าวหน้าตามระดับเงินเดือน ยกเลิกการยกเว้นอาชีพต่างๆ ที่ไม่ต้องเข้าระบบประกันสังคม และลดเงินสมทบ 50% ให้ผู้สมัครมาตรา 40 ใหม่ที่จ่ายล่วงหน้า 1 ปี เพื่อดึงแรงงานนอกระบบเข้ามา 

ขณะเดียวกันทีมยังเสนอให้รายงานความคืบหน้าการชำระหนี้เงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายในทุกการประชุมบอร์ด ซึ่งกระทรวงแรงงานคาดว่ายอดค้างจะเหลือราว 4.26 หมื่นล้านบาทเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2569

นอกจากนี้ การปรับงบบริหารสำนักงานใหม่ การแก้ปัญหาธรรมาภิบาล อาจทำให้เตรียมพร้อมรับมือกับกองทุนล้มละลายได้มากขึ้นในอนาคตข้างหน้า

ชนะแล้วแก้ได้แค่ไหน

ถ้าถอดรหัส 5 ปมนี้จะเห็นว่า ปัญหาแบ่งได้เป็น 2 ชั้น ชั้นแรกคือปัญหาธรรมาภิบาล ได้แก่ SKYY9 ระบบไอที และการลงทุนที่ไม่โปร่งใส ปมเหล่านี้บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งมีเครื่องมือแก้อยู่บ้าง เช่น เปิดข้อมูลการลงทุนในรูปแบบที่สาธารณะตรวจสอบได้ เปิดเผยผู้มีอำนาจตัดสินใจในแต่ละธุรกรรม เร่งรัดการสอบวินัยที่ค้างอยู่ และวางกติกาการลงทุนใหม่ไม่ให้ซ้ำรอย

ชั้นที่ 2 คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ สิทธิรักษาพยาบาลที่ด้อยกว่าบัตรทอง และความยั่งยืนของกองทุน ปมเหล่านี้ใหญ่เกินบอร์ด เพราะเกี่ยวกับกฎหมาย งบประมาณรัฐ การเชื่อมระบบสุขภาพหลายกองทุน และการตัดสินใจทางการเมืองที่ไม่มีใครอยากแตะ เช่น อายุเกษียณ สูตรบำนาญ และอัตราเงินสมทบ

กับดักของบอร์ดชุดใหม่คือแรงกดดันให้ทำผลงานเร็วด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ซึ่งอาจซ้ำเติมปมที่ 5 ถ้าไม่มีตัวเลขคณิตศาสตร์ประกันภัยรองรับ งานแรกที่ไม่หวือหวาแต่จำเป็นที่สุดจึงอาจเป็นการเปิดข้อมูลทั้งหมดบนโต๊ะ ตั้งแต่พอร์ตการลงทุน ผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ไปจนถึงต้นทุนระยะยาวของสิทธิประโยชน์ทุกข้อ

อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือขั้นตอนรับรองผล ซึ่ง สปส.คาดว่าจะเสร็จภายในปีนี้ ระหว่างนี้รักชนกออกมาเตือนแล้วว่า อาจมีความพยายามหาช่องทางสอยผู้ชนะ เพราะในโครงสร้างที่ สปส.ยังเป็นหน่วยราชการใต้กระทรวงแรงงาน การชนะเลือกตั้งยังไม่ได้แปลว่าคุมเกมได้ทันที

ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา เงินของคนงานถูกบริหารโดยคนที่คนงานไม่ได้เลือก ความผิดพลาดทุกครั้งจึงมีที่ให้หลบเสมอ ทั้งระเบียบ ขั้นตอน และข้าราชการที่เกษียณไปแล้ว

แต่หลังวันที่ 11 ตุลาคม ข้ออ้างนั้นหมดไป ครั้งนี้ผู้ประกันตนกว่าล้านคนเลือกเอง และเลือกอย่างขาดลอย ถ้าประกันสังคมก้าวหน้าทำสำเร็จ นี่จะเป็นครั้งแรกที่กองทุนนี้เป็นของคนจ่ายเงินจริงๆ แต่ถ้าล้มเหลว ความผิดหวังครั้งนี้จะกลายเป็นข้อพิสูจน์ที่ฝ่ายอำนาจเดิมรออยู่ ว่าการให้คนงานเลือกเองนั้น ‘ไม่ได้ผล’

นั่นคือเดิมพันที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เก้าอี้ 14 ตัว แต่คือความเชื่อว่าระบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของนั้นเป็นไปได้

Tags: , , ,