ผู้เขียนวางหนังสือที่กำลังอ่านลงบนตัก
กะว่าขอพักสายตาและหัวสมองที่กำลังจะระเบิดจากชุดคำศัพท์สังคมวิทยาอลังการ โครงสร้างภาษาฝรั่งเศสที่พัวพันกันอลหม่าน และความพยายามเข้าใจตรรกะและแนวคิดแบบซ้ายฝรั่งเศสที่สุดแสนจะท้าทายชุดคุณค่าและบรรทัดฐานที่ฝังหัวผู้เขียนเสมอมา
หนังสือชื่อ Vie, vieillesse et mort d’une femme du peuple หรือผู้เขียนขอแปลว่า ‘ชีวา ชรา และมรณาของผู้หญิงกรรมาชีพ’ เขียนโดย ดิดิเยร์ เอริบง (Didier Eribon) นักเขียน นักปรัชญา นักสังคมวิทยา และนักคิดฝ่ายซ้ายร่วมสมัยแถวหน้าของฝรั่งเศส
ผู้เขียนไม่รู้จะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นงานเขียนประเภทไหน
เอริบงพยายามจะอ้างว่าเป็นงานวรรณกรรมอัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องแม่
มีเส้นเรื่องว่าแม่วัยชราเกิดป่วยจนดูแลตัวเองไม่ได้ จึงต้องจำใจไปอยู่บ้านพักคนชราและเสียชีวิตที่นั่น โครงเรื่องมีอยู่เท่านี้ ในทางปฏิบัติ อย่างเก่งก็คงเขียนบรรยายได้ไม่เกิน 10 หน้ากระดาษ แต่ระหว่างการเล่ากลับแทรกอ้างอิงทั้งจากงานวรรณกรรมและงานวิชาการเต็มไปหมด ยืดยาวไป 300 กว่าหน้า จนดูด้วยตาเปล่าคล้ายจะเป็นงานเขียนเชิงวิชาการด้านสังคมวิทยาเสียมากกว่าจะเป็นงานวรรณกรรมแบบที่อ้าง
จะนิยามว่าเป็น ‘อัตชีวประวัติเชิงสังคมวิทยา’ แบบสไตล์งานเขียนของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ อานนี แอร์โนซ์ (Annie Ernaux) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 2022 ไหม
ผู้เขียนว่าเรียก ‘สังคมวิทยากึ่งอัตชีวประวัติ’ ดูจะเข้าท่ากว่า
“ขอดูโทรศัพท์หน่อยเถอะ อ่านต่อไม่ไหวแล้ว” ผู้เขียนพูดกับตัวเอง
กลไกร่างกายผลักให้รีบพุ่งหาความบันเทิงจากโทรศัพท์มาบำบัด แต่ไถดูคลิปไปไม่เท่าไร อัลกอริทึมก็จัดแจงคลิปข่าวเรื่องชาวบ้านที่ร้อนแรงมาให้รับชม
ข่าวลูกชายวางแผนส่งแม่บังเกิดเกล้าไปบ้านพักคนชราแห่งหนึ่งโดยไม่ถามหาการยินยอม แถมชีวิตความเป็นอยู่ที่นั่นก็ดูจะลำบาก แม่เล่าว่าต้องนอนบนเตียงแคบที่มีลูกกรงเหล็กครอบไว้ พลิกตัวไปมายังแทบจะไม่ได้ และต้องขับถ่ายในกระแป๋งร่วมกับผู้อาศัยคนอื่น…
จากตั้งใจจะคลายเครียด กลายเป็นเครียดหนักกว่าเดิม แถมหดหู่
แต่ในความเครียดปนหดหู่นั้น มันก็ช่างบังเอิญ
หนังสือที่อ่านและวิดีโอจากอัลกอริทึมที่เพิ่งดูจบแทบจะพูดเรื่องเดียวกัน ตอบสนองกันและกัน จนทำให้ผู้เขียนอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมา
บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะตัดสินความสัมพันธ์แม่-ลูก ความกตัญญู-อกตัญญู ศีลธรรม-ความเลวทราม เพียงแต่เชื่อว่าข่าวดราม่านี้น่าจะถูกใช้เป็นโอกาสอันดีให้เราพูดถึงบ้านพักคนชราและคนชราผ่านแว่นสังคมวิทยา ปรัชญา วรรณกรรม หรืออะไรก็ตาม โดยหวังว่ามันอาจช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและอ่อนไหวต่อมนุษย์ชราไม่มากก็น้อย
บ้านพักคนชรา VS เรือนจำ
เอริบงพยายามชี้ให้เห็นถึงฟังก์ชันของบ้านพักคนชราในเชิงสังคม
เบื้องหน้าของบ้านพักคนชราที่ดูเป็นพื้นที่ที่นำผู้สูงวัยมาอยู่รวมกันเพื่อให้ง่ายต่อการดูแล ตลอดจนการรักษาด้านการแพทย์ ซึ่งดูเป็นเหตุผลที่สุดแสนจะเข้าใจได้ ไม่น่ามีอะไรให้ต้องตั้งคำถาม
แต่ในมุมกลับ การจัดการพื้นที่ในลักษณะนี้แยกผู้ชราจากคนวัยอื่น (ในฐานะผู้เสื่อมสมรรถภาพ) จากสังคม เป็นตรรกะการแบ่งพื้นที่เช่นเดียวกันกับที่เรือนจำ โรงพยาบาล หรือสถานจิตเวช กีดกันเอาผู้เสื่อมสมรรถภาพในมิติอื่นออกจากพื้นที่หลัก
แน่นอนว่านี่คือกรอบคิดเดียวกับ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) โดยชัดแจ้ง เอริบงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากฟูโกต์มาแบบเต็มๆ และเขาคือผู้เขียนหนังสือชื่อ Michel Foucault ซึ่งรวบรวมเอาเรื่องราวชีวิตและแนวความคิดทั้งหมดของฟูโกต์ไว้
ขอสรุปให้กระชับและคมขึ้นอีกนิดคือ ในเชิงพื้นที่ทางสังคม ศูนย์ดูแลผู้สูงวัยแทบจะมีหน้าที่ไม่ต่างจากเรือนจำ เพียงแต่ไม่ได้มีกรงขัง แต่ภาพเตียงติดกรงเหล็กในศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่ข่าวนำเสนอดันสนับสนุนให้ทฤษฎีนี้สมจริงและเป็นรูปธรรมอย่างน่าหดหู่
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฟังก์ชันที่ดูคล้ายกัน แต่ก็ยังมีบางจุดที่ต่าง นั่นคือ บ้านพักคนชราเป็นที่รอความตายโดยสมบูรณ์
เอริบงเล่าให้ฟังถึงแม่ของนางว่า แม่ปฏิเสธเสียงแข็งอยู่นาน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่ยอมมาอยู่ที่บ้านพักคนชรา (ในเชิงสัญลักษณ์ ผู้เขียนตีความว่า อาการดื้อของแม่เป็นความพยายามฝืนหรือถ่วงเวลาจากความตาย) แต่วันหนึ่งเธอเกิดล้มอยู่ลำพังในห้อง ลุกไม่ขึ้น อาการบาดเจ็บส่งผลร้ายแรงจนเธอเกือบกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
สุดท้ายแม่จึงต้องจำยอมไปอยู่บ้านพักคนชราตาม ‘คำแนะนำ’ ของคนรอบตัว พร้อมกับสำนึกรู้ลึกๆ ว่าการย้ายเข้าบ้านพักคนชราคือการย้ายที่อยู่ครั้งสุดท้ายของชีวิต
ปูเรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว การย้ายเข้าสถานดูแลผู้สูงวัยดูจะเป็นเรื่องเศร้า ดาร์ก และชวนหดหู่ แต่เอริบงกลับทำให้เสียงเล่าในช่วงพาแม่เข้าบ้านพักคนชราละมุนละไมและมีชั้นเชิงขึ้น
โดยเล่าขนาบกับเรื่องสั้น Narayama ของ ชิจิโระ ฟูกาซาวา (Shichirô Fukazawa) ผู้ ‘แต่งเรื่อง’ (ผู้เขียนต้องย้ำว่า ‘แต่งเรื่อง’ เพราะฟูกาซาวาย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นเรื่องแต่ง) ว่าคนชราวัย 70 ปีในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นจะต้องเดินทางไปที่ภูเขาเพื่อรอความตายที่นั่นตามลำพัง เอริบงอธิบายว่าภูเขาสามารถตีความว่าเป็นการอุปมาถึงสถานรับเลี้ยงดูผู้สูงวัย ลูกชายคนโตจะแบกผู้ชราไว้ที่หลังพร้อมกับใช้เชือกมัดไว้ ซึ่งในที่นี่ก็คือตัวเขาและแม่ โดยการกระทำนี้อาจจะเป็นไปด้วยการยินยอมแต่โดยดี หรือหากมีการขัดขืนก็จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับ
อีกครั้งที่เรื่องเล่าในหนังสือ แม้จะอ้างอิงเขามาอีกที เหมือน คล้าย สอดคล้อง หรือชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ในข่าวดังบ้านเราจนชวนหดหู่ (X2)
เรื่องเศร้าที่เอาชั้นเชิงทางวรรณกรรมมาอำพรางไว้นี้ ผู้เขียนเชื่อว่ามันสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้แต่งที่ว่าเขาไม่ได้จะลุกขึ้นมาเปิดโปงแง่มุมด้านสังคมวิทยาของบ้านพักคนชราเพื่อล้มล้างหรือประณามมัน โดยชี้ให้เห็นว่ามันจัดการ กำกับ หรือพรากเสรีภาพจากปัจเจกอย่างไร
ในทางตรงข้าม มันกลับเผยว่าเขา ‘ยอมรับ’ การมีอยู่ของบ้านพักคนชรา ยอมให้บ้านพักคนชราถูกอุปมาเป็นภูเขาซึ่ง ‘เป็นจุดจบของวงจรชีวิต’
แต่คำถามต่อไปก็คือ เขา ‘ยอมรับ’ ในเงื่อนไขใด หรือมีข้อเสนอต่อมันอย่างไร
กาลพิศวงในบ้านพักคนชรา
ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ต้องถูกแยกจากพื้นที่ที่ตนเคยอยู่ จากผู้คนที่เคยชิน จากกิจวัตรที่เคยทำ เอริบงยังเล่าให้ฟังว่า ตอนที่แม่ของเขาย้ายเข้าไปที่บ้านพักคนชรา แม่ต้องปรับตัวเรื่องเวลาอย่างมาก จากที่เคยอยู่ลำพัง ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ต่อมาเธอต้องใช้ชีวิตตามที่บ้านพักฯ กำหนด ตื่นเวลานี้ รับประทานอาหารเวลานี้ ทำกิจกรรมหมู่เวลานี้ เข้านอนเวลานี้
ผิวเผินดูเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะเป็นภาพที่สื่อต่างๆ นำเสนอความเป็นอยู่ของสถานรับเลี้ยงดูผู้ชรา
“ก็ดีนะ พวกเขาจะได้มีเพื่อน ไม่เหงา แถมยังมีอะไรทำด้วย” เรามักคิด
แต่ความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับวัยของเอริบงกลับทำเอาผู้เขียนผงะ
เขาเสนอว่า มนุษย์ทุกวัยล้วนแล้วแต่ต้องปรับตัว แต่เป็นการปรับตัวสู่เป้าหมายที่ต่างกัน เช่น เวลาของเด็ก/ เยาวชนจะถูกกำกับโดยโรงเรียนเพื่อฝึกฝนสู่ความเป็นผู้ใหญ่ สู่โลกการทำงาน เวลาของผู้ใหญ่ถูกกำกับด้วยระบบทุนนิยม เพื่อประสิทธิภาพและสร้างประสิทธิผลต่อการผลิต
ทั้งนี้ การปรับตัวของคนวัยอื่นล้วนดำเนินไปพร้อมสำนึกที่ว่ามีเป้าหมายอันเป็นรูปธรรมรออยู่ มีคุณค่าบางประการให้ไล่ตาม มีอนาคต
ต่างโดยสิ้นเชิงจากผู้สูงวัย โดยเฉพาะในบ้านพักคนชรา ที่ต้องปรับตัวให้มีชีวิตอยู่ในเวลาที่หมุนเป็นวงกลม เดินหน้าเพื่อวกกลับมาบรรจบ ณ จุดเดิม และเป็นการปรับตัวเพียงเพื่อรอความตายซึ่งถูกให้ความหมายเศร้าโศกเสมอมาผ่านประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เวลาที่หมุนอยู่กับที่นี่ ก็ใช่ว่าจะเสถียร
ภายหลังจากเอริบงพาแม่เข้าพักที่บ้านพักคนชรา หมอและพยาบาลเตือนนางว่าให้เตรียมรับ ‘ภาวะทรุด’ (Le syndrome de glissement) ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เบื่อหน่ายชีวิตวัยชรา ปรับตัวไม่ได้ น้อยใจ ท้อแท้จากการป่วยออดแอด ฯลฯ และภาวะทรุดนี่แหละ ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตาย ทั้งตายโดยธรรมชาติ หรือฆ่าตัวตายทางอ้อม (Un suicide inconscient)
ภาวะดังกล่าวสะท้อนว่าเวลาของผู้ชราไม่ได้แน่นิ่ง แต่ความเร็วของมันกลับคาดเดาได้ยาก ผันผวน มีจังหวะผ่อน-เร่ง และในวันที่มันเร่ง มันเดินไวกว่าคนวัยทั่วไปหลายเท่าตัวจนชวนให้ใจหาย
ความตายและการลดทอนพลังแห่งความตาย
อีกมุมหนึ่งที่ผู้เขียนพอจะมองหนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมได้อยู่บ้างคือเรื่องความตาย
ประเด็นเรื่องความตายโผล่มาเป็นระยะๆ ตลอดทั้งเล่ม ตั้งแต่ความพยายามจำแนกว่าความตายเกิดขึ้นได้ในหลายระดับ ไม่ใช่เพียงการหยุดทำงานของร่างกาย แต่มันอาจถูกนิยามได้ตั้งแต่การสูญเสียการรับรู้ สูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย สูญเสียความทรงจำ ฯลฯ จนกระทั่งข้อเสนอว่าเราควรให้ความหมายแก่ความตายอย่างไรผ่านความตายของแม่นาง
นางเริ่มจากตั้งข้อสังเกตว่าแม้ชีวิตกรรมกรผู้กิน ขี้ ปี้ นอน จะห่างไกลจากวิถีชีวิตบริสุทธิ์แห่งศาสนา แต่ศาสนากลับโผล่มามีบทบาทในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตเสมอ เช่น พิธีกรรมศีลมหาสนิทครั้งแรก งานแต่งงาน งานศพ ฯลฯ โดยจะมีการรวมญาติที่ผูกพันกันทางสายเลือด แต่ชีวิตจริงแทบไม่เคยได้ข้องเกี่ยวพูดจา ราวกับว่าฟังก์ชันลึกๆ ของพิธีกรรม คือตราประทับให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเราทุกคนมีหลักยึด มีหมุดหมาย มีนิยาม และดำรงอยู่เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมนี้
ถึงกระนั้น พิธีกรรมของแม่เอริบงก็ไม่ได้มีคนมาร่วมมากนัก แม้แต่ตัวนางก็ไม่ได้ไป ถึงขั้นน้องชายคนสุดท้ายบ่น
“ฉันเด็กสุด แต่ต้องทำแม่งทุกอย่างเลย”
วอดส์!? อะไรกัน?
ไม่ไปร่วมงานเผาศพของแม่ตัวเองเนี่ยนะ! นี่มันอะไรกัน
ผู้เขียนขอวีน! ต่อให้จะซ้ายแค่ไหนก็เถอะ แต่งานเผาศพแม่ตัวเอง หากไม่สมาทานศาสนา ตั้งคำถามกับสังคม ก็ขอให้โผล่ไปช่วยพี่น้องให้พิธีกรรมผ่านพ้นไปแบบราบรื่นหน่อยไหม!?
จุดนี้แหละที่ผู้เขียนบอกว่ามันท้าทายชุดคุณค่าฝั่งหัวผู้เขียนเหลือเกิน
ผู้เขียนร้อนใจจนถึงขั้นต้องส่งอีเมลหาอาจารย์คนสนิท ร่ายข้อความยืดยาวระบายความในใจ จนตกผลึกว่า เอ๊ะ! ผู้เขียนกำลังจะเป็นพวกเดียวกับตัวละครใน ‘คนนอก’ (L’Étranger) ของ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) ที่ตัดสินตัวละครเอก ‘เมอร์โซท์’ (Meursault) ว่ามีแนวโน้มเป็นคนเลวเพราะไม่แสดงความเสียใจต่อการตายของแม่ตัวเอง… หรือไม่
แต่เขียนๆ ไป ผู้เขียนก็คิดว่าค่อยๆ ไล่ตามตรรกะนางทัน
การเขียนเหมือนเป็นการช่วยสรุปความ หรืออาจเป็นผู้เขียนที่เออออไปเอง
และถึงที่สุดแล้ว คุณจะซื้อความคิดนางไหม… ค่อยว่ากัน แต่ขอผู้เขียนพยายามช่วยนางอธิบายหน่อย
เอาล่ะ… ผู้เขียนคิดว่าไอ้ที่นางร่ายยาวมาทั้งหมดตั้งแต่ศาสนากับวิถีของชนชั้นกรรมาชีพจนกระทั่งถึงงานเผาศพสุดวังเวงของแม่ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าในเชิงลึก งานศพมีแนวโน้มที่จะถูกจัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนกลไกทางสังคมมากกว่า โดยมุ่งเน้นรูปแบบและพิธีกรรมเพื่อตอบสนองคุณค่าทางสังคมจนลบลืมเจตนารมณ์รำลึกถึงผู้เสียชีวิต
เอริบงยกข้อความที่ฟูโกต์เคยเขียนถึงความตายจากหนังสือ Dits et Écrits มาด้วยเพื่อสร้างความชอบธรรม
ฉันไม่เห็นด้วยเอาเสียเลยกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การทำให้ความตายปลอดเชื้อ’ (L’aseptation de la mort) โดยหมายรวมถึงพิธีกรรมใหญ่โตที่มีคนเยอะแยะและชวนเศร้า เสียงร้องไห้ระงมรอบโรงศพใช่ว่าจะไร้ซึ่งการเย้ยหยันยินดีเสมอไป ความยินดีกับมรดกตกทอดอาจปะปนอยู่ในนั้นก็เป็นได้ ฉันกลับชอบความเศร้าสงบ (La tristesse douce) มากกว่าพิธีกรรมประเภทนั้น
(…)
คงเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ปรารถนาจะรื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตที่หมดความหมายไปแล้ว ยามหวนระลึกถึงวันวาน
เรามาร่วมกันมอบความหมายและความงดงามให้แก่การดับสูญกันเถิด
ฉันใดก็ฉันนั้น เอริบงผู้เขียนถึงแม่ พร้อมฉวยโอกาสนี้พูดถึงคนชรา ความชรา และบ้านพักคนชรา ก็คงเป็นการมอบความหมายและความงามให้แก่ความตายของมารดาแรงงานหญิง เป็นการอุทิศตนจัดงานศพโดยตัวอักษรแบบสมฐานะปัญญาชนฝ่ายซ้ายชั้นนำของฝรั่งเศส
พอผู้เขียนตีความแบบนี้แล้ว คุณพอจะเข้าใจเหตุผลการไม่ไปร่วมงานเผาแม่ของตัวเองขึ้นมาบ้างไหมนะ
ทำลายบ้านพักคนชราทิ้ง ❌ สลายมิติของพื้นที่และเวลา✅
แล้วเอริบงเสนออะไร
ผู้เขียนขอสรุปอีกครั้ง เอริบงไม่ได้ต้องการจะต่อต้านการมีอยู่ของบ้านพักคนชรา เพียงการวิเคราะห์ทั้งหมดนำไปสู่ความเข้าใจมิติแฝงอื่นๆ เกี่ยวกับผู้ชรา ความชรา และบ้านพักคนชราที่เราอาจคาดไม่ถึง
หนึ่งข้อเสนอรูปธรรมที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจดี
เอริบงเสนอว่าสำหรับผู้ชราที่ยังพอจะดูแลตัวเองได้ เป็นไปได้ไหมว่าบ้านพักของพวกเขาจะอยู่กระจายไปตามจุดต่างๆ ในเมือง อย่างน้อยๆ ให้พวกเขายังมีสำนึกรู้ว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ได้ถูกกีดกันออกเป็นกลุ่มคนจำเพาะ ดำเนินชีวิตอยู่บนเพซ (Pace) เดียวกันกับคนวัยอื่น ซึ่งถึงแม้จะทำได้ช้ากว่าหน่อย แต่ก็ไม่ได้แปลกแยก
“โอ๊ย เป็นไปไม่ได้หรอกมึง” เพื่อนผู้เขียนตอบแบบนี้ทุกคน ตอนผู้เขียนเล่าข้อเสนอของเอริบงให้ใครต่อใครฟัง
ผู้เขียนรู้ว่ามันไม่ง่าย แต่อย่างน้อยๆ เมื่อคำถามถึงความเป็นอยู่ในบ้านพักคนชราเกิดขึ้นแล้ว ผู้เขียนก็ไม่อยากให้มันผ่านเลยไปเฉยๆ และหลงเหลือเพียงดราม่าลูกอกตัญญู หรือคำถามเชิงจริยธรรมที่ว่าแม่ฟ้องดำเนินคดีลูกชายได้ไหม
บ้านพักคนชราอาจจะไม่ต้องดีเลิศประเสริฐศรี ขอแค่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด หรือมาตรฐานอันเป็นพื้นฐานที่สุด บ้านพักคนชราแบบในข่าวไม่ควรจะมีอยู่ หรือกลายเป็นตัวเลือกให้คนชราสักคนใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนลาโลก
จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ให้ได้ยังสำนึกว่าเป็นคน มีศักดิ์ศรี
แล้วความตายจะมีความหมายอย่างไรต่อไปก็ค่อยว่ากัน
ผู้เขียนคาดหวังมากไปตรงไหน?
Tags: Feature, คนแก่, สังคมวิทยา, ฝ่ายซ้าย, ผู้สูงวัย, บ้านพักคนชรา, กรงขัง, สูงอายุ Didier Eribon, นักสังคมวิทยา




