ปลายปี 2567 เป็นช่วงเวลาที่แม่น้ำกกตกเป็นที่สงสัยจากสีของน้ำที่ขุ่นผิดปกติ นำมาสู่การพิสูจน์เรื่องใหญ่ของวงการสิ่งแวดล้อม สารโลหะหนักทั้งปรอท ตะกั่ว สารหนู ปนเปื้อนมากับสายน้ำ ด้วยข้อสันนิษฐานว่า เหมืองทองและเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นต้นตอหลัก และเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้แม่น้ำกกกลายเป็นแม่น้ำต้องห้ามของชาวเชียงใหม่-เชียงราย

กระนั้นผ่านมา 1 ปีเต็ม โดยปกติแล้วคงได้เห็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาอยู่บ้าง ปรากฏว่า คนไทยได้แม่น้ำปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ในขณะที่แม่น้ำกกยังคงเป็นแม่น้ำต้องห้ามอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง นับเป็นความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกของคนไทย

อย่างไรก็ดี อาจต้องบอกข่าวร้ายเพิ่มอีกว่า คนไทยมีแม่น้ำต้องห้ามสายที่ 5 แล้วในวันนี้ หลังจากที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน 4-5 เท่า ในแม่น้ำสาละวิน ช่วงปลายเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา

มีแม่น้ำไหลผ่านประเทศแต่ใช้ไม่ได้ คงไม่ต่างอะไรกับการสูญเสียดินแดน ทั้งนี้สิ่งที่เราควรรู้ในฐานะประชาชนคือ ภาครัฐมีเวลามากถึง 1 ปี กับการจัดการกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ นับตั้งแต่แม่น้ำสายแรกเริ่มปนเปื้อน ทว่าวันนี้แม้แต่การทำให้ปัญหาเบาบางลง ภาครัฐก็ไม่สามารถทำได้ กระทั่งเกิดแม่น้ำมลพิษสายใหม่ขึ้นมาอีกแห่ง 

The Momentum ชวนมาสำรวจการแก้ไขปัญหาของรัฐที่สร้างปัญหาใหม่ โดยไม่แก้ไขปัญหาเดิม พร้อมกับฟังเสียงผู้ได้รับผลกระทบจากตามลำน้ำสาละวินว่า คิดเห็นอย่างไร ในวันที่พวกเขาสำคัญไม่พอให้รัฐเหลียวแล

หาต้นตอไม่เจอ? 

เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร องค์กรริเวอร์สแอนด์ไรท์ส (Rivers and Rights) มองกรณีสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินว่า อาจมีต้นตอคล้ายกับของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่เกิดจากการปล่อยสารโลหะหนัก ซึ่งใช้ในการสกัดแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธภายในเหมือง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยข้อมูลดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลของสถาบัน Stimson Center องค์กรไม่แสวงผลกำไรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุพิกัดที่ตั้งเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธบนแผนที่ โดยพบว่า มีมากกว่า 126 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน

แม้ว่ามีภาพถ่ายทางอากาศ มีข้อมูลแผนที่ซึ่งระบุพิกัดของเหมือง รวมถึงข้อมูลจากฝั่งนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมานับตั้งแต่เกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ตลอดจนแม่น้ำสาละวิน ทว่ารัฐบาลไทยยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเต็มปากว่า สาเหตุที่ทำให้สาละวินกลายเป็นแม่น้ำมลพิษมีต้นตอมาจากกิจกรรมของเหมืองบริเวณต้นน้ำ ขณะเดียวกันข้อมูลของบุคคลในรัฐบาลก็สวนทางกัน ยกตัวอย่าง ประเสริฐ จันทรรวงทอง ขณะเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ว่า มีข้อมูลเพียงพอแล้วที่จะบอกได้ว่ามลพิษในแม่น้ำเกิดจากการทำเหมืองแร่ทองคำ แต่ในเวลาต่อมา ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กลับระบุว่า “ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ต้นตอของการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาจากการทำเหมืองในพื้นที่เมียนมา” ทั้งที่ทั้ง 2 บุคคลดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดเดียวกัน

ปลีกออกจากกรณีของแม่น้ำกกสู่แม่น้ำสาละวิน ก็ยังไม่มีการฟันธงว่า ปนเปื้อนเพราะเหมืองปล่อยมลพิษจริง มีเพียงขอให้ทางการเมียนมาตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยทำหนังสือผ่านกระทรวงการต่างประเทศในช่วงปลายปี 2568 แจ้งไปยังทางการเมียนมา ทว่าปัจจุบันผ่านปีใหม่มาแล้วยังไม่พบผลลัพธ์ใดๆ จากปลายทางที่ส่งหนังสือไป ดังนั้นเมื่อไม่เจอแหล่งปล่อย ภาครัฐจึงไม่สามารถหยุดยั้งการปล่อยสารโลหะหนักที่ทำให้แม่น้ำสาละวินเป็นมลพิษได้ บทบาทของภาครัฐในการแก้ปัญหาจึงจำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และลดความเสี่ยงอันตรายของประชาชน มากกว่าจะหยุดปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น

“หากไม่สามารถหยุดการทำเหมืองได้ ก็จะไม่สามารถหยุดยั้งการปนเปื้อนในแม่น้ำได้” เพียรพรระบุ

NGOs นำ-รัฐตาม 

กรณีสารโลหะหนักปนเปื้อนมากับสายน้ำสาละวิน เริ่มต้นจากความผิดปกติที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินสังเกตว่า น้ำในแม่น้ำมีสีขุ่นผิดปกติคล้ายกรณีแม่น้ำกก จึงเก็บตัวอย่างน้ำส่งไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งรับหน้าที่ตรวจหาสารโลหะหนัก ผลปรากฏว่า พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ช่วงปลายเดือนกันยายน ปี 2568 ทีมวิจัยจากศูนย์ฯ จึงตัดสินใจลงพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงในจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่าน และเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจหาสารโลหะหนักอีกครั้ง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง นำมาสู่ข้อมูลสุดสะพรึง เนื่องจากพบว่า มีสารหนูไหลมาตามสายน้ำสาละวินเกินมาตรฐาน 4-5 เท่า จากนั้นจึงได้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐ นำโดยหน่วยงานของกรมควบคุมมลพิษเริ่มเข้ามามีบทบาท

วิกฤตสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำสาละวินเห็นได้ชัดว่า ภาครัฐยังคงเป็นผู้ตาม โดยมีหน่วยงานภาคประชาสังคมเป็นผู้จุดประเด็น แม้ว่าภาครัฐจะมีทรัพยากรทั้งงบประมาณ หน่วยงาน และกำลังคนที่มากกว่า

พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนว่า เขาเห็นหน้าภาคประชาสังคมบ่อยที่สุด โดยเฉพาะการยืนยันว่า แม่น้ำสาละวินมีสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ ส่วนภาครัฐนั้นเขามองว่า มีความล่าช้าทั้งการตรวจสอบปัญหาและการประชาสัมพันธ์

“รัฐยังคงทำงานช้ามาก กว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ของตัวเองเข้ามาสำรวจปัญหาอีก กว่าจะประชาสัมพันธ์อีก แล้วการประชาสัมพันธ์ปัญหานี้ก็คลุมเครือ ไม่ชัดเจน และเข้าไม่ถึงชาวบ้าน”

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐล่าช้าในการเข้ามามีบทบาท อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบชี้ว่า เป็นเพราะภาครัฐไม่มีข้อมูลคุณภาพน้ำของแม่น้ำสาละวิน

“เขา (เจ้าหน้าที่รัฐ) ถามผมว่า แม่น้ำสาละวินมีการปนเปื้อนเมื่อไร ผมตอบไปว่า ผมไม่รู้ แล้วข้อมูลของรัฐเองก็ไม่มี เพราะเขาไม่เคยสำรวจคุณภาพน้ำเลย เรื่องนี้บกพร่องมาก คนของรัฐเข้ามาอีกทีคือ หลังช่วงที่เราเอาตัวอย่างน้ำส่งไปให้ทีมวิจัยดูแล้วว่า สาละวินเจอปัญหาเหมือนกับแม่น้ำกกไหม” พงษ์พิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ตั้งแต่ตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินจนถึงวันนี้ ผ่านมาราว 120-130 วัน ศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาละวินเพื่อนำมาตรวจหาสารปนเปื้อนจำนวน 4 ครั้ง ส่วนกรมควบคุมมลพิษซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนโดยตรงลงพื้นที่ตรวจราว 3 ครั้ง แม้ว่าหน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีงบประมาณ สรรพกำลัง และเครื่องมือมากกว่าศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมก็ตาม

นอกจากนี้ยังพบว่า แม้ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาแม่น้ำสาละวินปนเปื้อน โดยมีการตรวจหาสารพิษทั้งในน้ำ พืชผลทางการเกษตร และในคน ทว่าผลตรวจยังคงต้องรอนาน ขณะที่การตรวจในคนก็ไม่ครอบคลุม ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า มีการสุ่มตรวจคนที่สัมผัสน้ำจากคนทั้งหมู่บ้านไปเพียง 10 คน เพื่อตรวจหาสารโลหะหนักตกค้างในร่างกาย แต่เป็นเพียงการตรวจครั้งเดียว และไม่มีการตรวจซ้ำ รวมถึงไม่มีการตรวจคนอื่นๆ ที่มีการสัมผัสกับน้ำแม่น้ำสาละวินโดยตรงอีกด้วย

การสื่อสารของรัฐ-วิกฤตซ้อนวิกฤต

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าสารหนูในน้ำจะมีปริมาณไม่เกินมาตรฐานที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ในงานระบาดวิทยาหลายชิ้นให้ข้อมูลว่า การสัมผัสสารหนูระดับต่ำถึงปานกลาง อาจส่งผลต่อสุขภาพได้เช่นกัน

จากการสอบถามกับชาวบ้านในอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ข้อมูลว่า ภาครัฐมักบอกผลลัพธ์การตรวจสารโลหะหนักโดยใช้คำว่า ไม่เกินมาตรฐาน ทำให้เกิดความสับสนว่า มีสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำหรือไม่ นำมาสู่ความกังวลในการใช้น้ำในการอุปโภค-บริโภค รวมไปถึงการประกอบอาชีพที่ต้องอาศัยน้ำ เช่น คนขับเรือขนส่งสินค้า และอาชีพทำประมงว่า ยังปลอดภัยหรือไม่

พงษ์พิพัฒน์มองว่า การใช้คำว่า ‘ไม่เกินมาตรฐาน’ นำมาซึ่งความก้ำกึ่ง และทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในแม่น้ำว่า สรุปแล้วยังสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินในการดื่มหรืออาบ รดพืชผลทางการเกษตรได้ หรือสามารถสัมผัสกับแม่น้ำสาละวินในการหาปลาและออกเรือได้หรือไม่

“บางครั้งก็บอกว่า ปลากินได้ แต่อย่ากินเกินปริมาณ แล้วคำว่ากินไม่เกินปริมาณคือกินเท่าไร ชาวบ้านเขาไม่รู้ว่า หากกินปลาแค่ตัวเดียวจะมีผลต่อสุขภาพไหม หรือต้องไม่กินเลยถึงจะไม่ได้รับผลกระทบ คำตอบที่เราได้มาจากภาครัฐเป็นคำตอบที่กำกวมไม่ชัดเจน” อดีตนายก อบต.แม่สามแลบให้ข้อมูล

เมื่อเกิดความกังวลมากเข้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเริ่มตัดขาดจากการกินปลาแม่น้ำสาละวินไปด้วย The Momentum ได้พูดคุยกับ อภิสิทธิ์ สายทรัพย์สิน ชาวบ้านสบเมย ผู้รับซื้อปลาจากชาวประมงในแม่น้ำสาละวิน ให้ข้อมูลว่า ตัวเขาเห็นจำนวนการซื้อปลาจากแม่น้ำสาละวินลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

“เมื่อเกิดเรื่องขึ้น คนก็ไม่กล้ากินปลากันแล้ว ผู้ประกอบการร้านอาหารก็ไม่กล้าทำเมนูปลาสาละวิน” อภิสิทธิ์ยกปลาขนาดใหญ่ที่จับได้จากแม่น้ำสาละวินขึ้นโชว์ และให้ข้อมูลว่า เมื่อก่อนตู้แช่ของเขาจะเต็มไปด้วยปลาที่ชาวบ้านจับได้และมาขายให้กับเขา แต่ปัจจุบันตู้แช่หลายตู้ว่างเปล่า 

“แต่ก่อนปลาจะแช่ในตู้เยอะมาก 1 สัปดาห์จะได้ปลา 200-300 กิโลกรัมขึ้นไป แต่ตอนนี้เหลืออยู่รวมๆ แล้วน่าจะไม่ถึง 100 กิโลกรัม เพราะว่าคนส่งปลาให้เราไม่มีแล้ว คนหาปลาน้อยลงเพราะเขากลัว

“ชาวบ้านเริ่มกังวลว่า ถ้าเราหาปลาจากแม่น้ำสาละวินได้ คนยังจะซื้ออยู่ไหม ตลาดยังต้องการปลาจากแม่น้ำสาละวินอยู่ไหม พอมีข่าวเสียขึ้นมาเขาก็ไม่กล้าขาย เพราะขายแล้วมีสารโลหะปนเปื้อนเขาก็ไม่สบายใจ”

ปัจจุบันนี้ เหลือชาวบ้านที่ยังส่งปลาให้อภิสิทธิ์อยู่เพียงไม่ถึง 10 คน เขามองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการสื่อสารของภาครัฐที่ไม่ชัดเจนว่า ปลายังกินได้อยู่หรือไม่ หรือหากกินได้จะต้องกินส่วนไหน เพื่อให้ชาวบ้านมีทางเลือก สอดคล้องกับพงษ์พิพัฒน์ที่วิพากษ์การสื่อสารของบุคลากรในหน่วยงานรัฐก่อนหน้านี้ ที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยการกินปลาจากแม่น้ำสาละวินโชว์ โดยเขามองว่า การสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นควรมีอะไรมากกว่านี้

“การสื่อสารให้เกิดความเชื่อมั่นต้องไม่ใช่แค่การกินปลาโชว์ แล้วบอกว่ากินได้นะ เพราะถึงแม้ในปลาตัวนั้นจะมีสารโลหะหนักไม่เกินมาตรฐานก็จริง แต่มันก็มีอยู่ ชาวบ้านเขาก็ไม่กล้ากินอยู่ดี

“ผมว่าหากไม่อยากให้มีผลกระทบ ก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าจะกินอย่างไร ว่าตรงส่วนไหนของปลากินได้ ตรงส่วนไหนที่กินไม่ได้ จะได้เลือกกินถูกจุด เมื่อคนกินได้ ปลาก็ขายได้ตามปกติ”

การสื่อสารที่บกพร่องนำมาสู่ความไม่ไว้ใจและไม่เชื่อมั่นนี้ ส่งผลไปยังวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยริมแม่น้ำ ซึ่งแต่เดิมมักจะปลูกผักริมตลิ่ง โดยพวกเขาเกิดความกังวลว่า น้ำในแม่น้ำสาละวินจะถูกต้นพืชผักดูดซับเอาไว้ และหากนำมาบริโภคจะเป็นอันตราย ภาพของการปลูกผักริมตลิ่งสาละวินจึงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากแล้ว เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า ผักที่ปลูกริมน้ำยังสามารถกินได้หรือไม่ และส่วนไหนที่กินได้ ส่วนไหนกินไม่ได้

แก้ปัญหาแบบปลายเหตุไม่ใช่ทางออก

ที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามหาทางออกให้กับชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวิน เพื่อให้พวกเขายังคงอยู่ในพื้นที่เดิมได้ แม้จะพบการปนเปื้อนในแม่น้ำที่แต่เดิมเคยใช้อุปโภค-บริโภค โดยการหาแหล่งน้ำอื่นๆ มาทดแทน อย่างไรก็ตามพงษ์พิพัฒน์เห็นว่า รัฐต้องทำควบคู่กับการแก้ที่ต้นตอไปด้วย

“มันต้องทำควบคู่กันไป ภาครัฐจะห้ามแตะน้ำ ห้ามเล่นน้ำอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันไม่ได้แก้ ปัญหายังอยู่ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอก็ต้องทำควบคู่กันไป อาจจะช้าหน่อย แต่ต้องทำ”

ชาวบ้านคนอื่นๆ ในพื้นที่สบเมยและแม่สะเรียงยังสะท้อนว่า พวกเขาไม่สามารถตัดขาดจากลำน้ำสาละวินไปได้ตลอด สุดท้ายแล้วก็ยังต้องใช้ชีวิตโดยมีแม่น้ำเป็นส่วนหนึ่งทั้งเป็นแหล่งอาหาร สัญจร และรายได้ ที่สำคัญ สภาพอากาศในบางครั้งก็บีบคั้นให้ชาวบ้านหันกลับไปใช้แม่น้ำสาละวินอยู่ดีเมื่อหมดทางเลือก

“เราเลี่ยงที่จะใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินไม่ได้หรอก เมื่อเจอภัยแล้ง น้ำในแม่น้ำสาขาแห้งกว่าจะกลับมา 1-2 เดือน พอเจอฝนหนักก็เกิดน้ำป่าพัดเอาวัสดุดูดน้ำบนภูเขาจนพังเสียหาย จะซ่อมก็ใช้เวลา ชาวบ้านก็ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินอยู่ดี”

พงษ์พิพัฒน์ยังชี้ว่า จากที่ไล่ดูนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ยังไม่พบว่า มีพรรคการเมืองใด ชูนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชนลุ่มน้ำสาละวินโดยละเอียด เขาได้แต่เพียงหวังว่า จะมีผู้มีอำนาจมองเห็นปัญหานี้และลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อชีวิตที่ปกติจะได้กลับคืนสู่คนลุ่มน้ำอีกครั้ง

“NGOs ไม่ได้มีอำนาจไปเจรจาระดับประเทศ เพราะปัญหาแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนเป็นปัญหาแบบรัฐต่อรัฐ ตัวแปรใหญ่ที่จะแก้ไขปัญหานี้คือ รัฐบาลจะต้องมีบทบาทหาแนวทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นเหตุปล่อยสารโลหะหนัก เพราะภาครัฐมีเครื่องมือในการประสาน และเป็นหน่วยงานที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง เขามีหน้าที่โดยตรง” พงษ์พิพัฒน์ทิ้งท้าย 

Tags: , , , ,