1

เมื่อกล่าวถึงผู้ลี้ภัย ภาพจำที่หนีไม่พ้นคงเป็นกลุ่มคนที่พยายามหลบหนีจากเหตุการณ์รุนแรงอะไรบางอย่าง หรือกำลังนั่งรอความช่วยเหลืออยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งเรียงราย แออัด และไร้ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

ข้อมูลจากรายงาน ‘Global Forced Displacement 2025’ โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ช่วงสิ้นปี 2025 ที่ผ่านมา มี 117.8 ล้านคนทั่วโลก ถูกบังคับให้หนีออกจากบ้านของตนเองจากความขัดแย้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งชาติพันธุ์ ศาสนา เพศ หรือสถานการณ์การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ จนนำไปสู่ความรุนแรง และการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันมีมนุษย์ 1 ใน 70 คนทั่วโลก ที่กำลังถูกบังคับให้ต้องหลบหนีและกลายเป็นผู้พลัดถิ่น 

แต่ในขณะเดียวกัน กระแสชาตินิยมและนโยบายต่อต้านผู้ลี้ภัยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขนานไปกับสัดส่วนของคนพลัดถิ่น ภาพการประท้วงอย่างดุเดือดบนท้องถนน ไปจนถึงการถกเถียงอย่างเคร่งเครียดในพื้นที่รัฐสภา สะท้อนให้เห็นการปะทะกันระหว่างมาตรฐานทางมนุษยธรรมสากลกับกำแพงอคติที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ 

ทว่าหากลองพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงอคติและความเกลียดชังเหล่านั้น มันอาจชวนให้ต้องหันกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วการที่สังคมส่วนหนึ่งสามารถเดียดฉันท์หรือผลักไสผู้พลัดถิ่นได้ นั่นเป็นเพราะคนเหล่านี้กำลังถือครองอภิสิทธิ์บางอย่างที่เหนือกว่าคนอื่นอยู่หรือเปล่า

เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก (20 มิถุนายน) และในวาระครบรอบ 75 ปีของ ‘อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951’

The Momentum อยากชวนผู้อ่านตั้งคำถามถึงกำแพงอคติเหล่านั้น และสำรวจรากเหง้าของความอยุติธรรม ผ่านมุมมองที่ไร้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน และแบบทดลองทางความคิดชิ้นสำคัญต่อจากนี้ 

อย่างแรก ผู้เขียนอยากให้ทุกคนลองหลับตาลง แล้วจินตนาการถึงพื้นที่อันว่างเปล่า ไม่มีเสียง ไม่มีแสง มืดสนิท และทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

ณ ที่แห่งนี้ มีดวงวิญญาณนับล้านตนยืนต่อแถวเรียงรายกันเพื่อรอเดินทางไปอุบัติบนโลกมนุษย์ ทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องมืดนี้ปราศจากชื่อเสียงเรียงนามหรือหัวโขนใด ๆ คุณไม่รู้เลยว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาคุณจะเป็นเพศไหน มีสติปัญญาเลิศเลอหรือบกพร่องทางสมอง มีร่างกายที่แข็งแรงหรือพิการ เกิดมาบนกองเงินกองทองหรือเกิดมาในสภาวะที่แร้นแค้นที่สุด

ก่อนออกจากพื้นที่นั้น มีเจ้าหน้าที่ผู้คุมชะตากรรมยืนถือกล่องที่คลุมด้วยผ้าผืนหนึ่ง ภายในกล่องบรรจุสลากนับล้านรูปแบบ เพื่อให้ทุกคนเอื้อมมือลงไปล้วงสุ่มชะตาชีวิตของตนเอง

จอห์น รอลส์ (John Rawls) นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 20 เคยเสนอแนวคิดทดลองทางความคิด (Thought Experiment) ชิ้นสำคัญนี้ไว้ในหนังสือ A Theory of Justice (1971) 

เขาเรียกพื้นที่สมมติแห่งนี้ว่า ‘สภาวะแรกเริ่ม’ (Original Position) และเรียกผืนผ้าทอดตัวลงมาบดบังอนาคต รวมถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดของมนุษย์ไว้ว่า ‘ม่านแห่งความไม่รู้’ (The Veil of Ignorance) 

คำถามทางจริยศาสตร์ที่แหลมคมของรอลส์ท้าทายเราว่า 

หากคุณต้องนั่งลงเขียนกฎเกณฑ์และกฎหมายโลกเพื่อบริหารจัดการมนุษยชาติ ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะเอื้อมมือผ่านผืนม่านแห่งความไม่รู้นี้ โดยที่คุณรู้ดีว่า คุณมีโอกาสหยิบได้เหรียญแห่งชะตากรรมอันทุกข์ยากและตกต่ำที่สุดใบนั้น คุณจะออกแบบกติกาของโลกใบนี้อย่างไร

เป้าหมายของรอลส์คือการลองตั้งโจทย์ว่า หากมนุษย์ต้องการสร้างกติกาหรือข้อตกลงร่วมกันในสังคม สังคมแบบไหนที่จะมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากต้นทุนทางสังคมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 

แน่นอนว่า มนุษย์ที่สมเหตุสมผลและรักตัวกลัวตายทุกคน ย่อมไม่เลือกเขียนกฎหมายที่อนุญาตให้สังคมทอดทิ้งคนที่อ่อนแอ ย่อมไม่เลือกสถาปนาระบบที่ปล่อยให้คนยากจนต้องอดตายอย่างโดดเดี่ยว และย่อมไม่สร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะผู้ชนะในเกมเสี่ยงโชคนี้เท่านั้น

ทว่ามนุษย์ทุกคนจะรีบระดมสมองเพื่อร่างกติกาที่ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับคนที่ตกต่ำที่สุดในสังคม (The Maximin Rule) ทันที

กติกาอุดมคติหลังผืนม่านจึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากความเมตตาส่วนบุคคล หากแต่เป็นกลไกการป้องกันตัวเองขั้นพื้นฐาน เป็นการสร้าง ‘ตาข่ายรองรับชีวิตขั้นต่ำสุด’ เอาไว้ร่วมกัน 

เพราะในวันที่เราไม่รู้อนาคต ความกลัวจะบังคับให้เราต้องโอบอุ้มกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด เพื่อการันตีว่า แม้วงล้อแห่งโชคชะตาจะเหวี่ยงเราไปอยู่ในจุดที่มืดมนที่สุดของสังคมโลก พลเมืองโลกคนนั้นซึ่งอาจเป็นตัวเราเอง จะยังคงมีชีวิตรอด มีโอกาส และได้รับการปฏิบัติในฐานะมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรีเสมอ

อย่างไรก็ดี ทันทีที่ผืนม่านแห่งความไม่รู้ถูกเปิดขึ้น ในโลกแห่งความเป็นจริง กติกาอุดมคติของรอลส์มักถูกสั่นคลอนด้วยสภาวะที่เรียกว่า ‘รัฐชาติ’ ‘ผลประโยชน์’ และ ‘งบประมาณ’ เสมอ

เมื่อมนุษย์ตระหนักรู้แล้วว่า ตนเองปลอดภัยและกำลังถือไพ่เหนือกว่า อคติเข้าข้างตัวเอง (Self-Serving Bias) จึงเริ่มทำงานทันที พร้อมกับแปรเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการโอบอุ้มผู้ตกต่ำคนอื่นให้กลายเป็นเพียงภาระ

3

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งพำนักอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568

ซึ่งเป็นการผ่อนผันให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้อยู่และทำงานในราชอาณาจักรได้อย่างถูกต้อง จึงกลายเป็นทางออกที่รัฐมองว่า จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

เบื้องหลังการตัดสินใจในครั้งนี้คือตัวเลขของงบประมาณ เมื่อองค์การระหว่างประเทศและองค์การนอกภาครัฐปรับลดงบประมาณการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวลง ส่งผลให้ปัจจัย 4 อย่างอาหาร การแพทย์ และสาธารณสุขหดหายไปอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี นโยบายในลักษณะนี้ย่อมเผชิญกับกระแสคัดค้านจากคนอีกกลุ่มในสังคมที่มองว่า นี่คือการนำเข้าปัญหา ฝ่ายที่ต่อต้านมักตั้งคำถามถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ความกังวลเรื่องการเข้ามาแย่งงานคนท้องถิ่น ไปจนถึงประเด็นด้านความมั่นคง อาชญากรรม และการสวมสัญชาติ 

อคติเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้ วาทกรรมเรื่องแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพก็เป็นอีกหนึ่งข้อเรียกร้องที่ประชาชนส่งเสียงออกมา แม้ภาครัฐจะพยายามลดแรงเสียดทานด้วยการยืนยันว่าจะมุ่งจัดการเฉพาะกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย แต่ในความจริงของโลกที่มีอคตินำทาง เส้นแบ่งระหว่าง ‘ผู้ลี้ภัยทางสงคราม’ ‘แรงงานถูกกฎหมาย’ หรือ ‘ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย’ มักถูกลบเลือนหายไป และถูกเหมารวมเป็นภาพตัวอันตรายในสายตาของสังคมอยู่ดี 

อีกประเด็นที่ใกล้เคียงกันคือ กระแสสังคมและฝ่ายความมั่นคงส่วนหนึ่งเริ่มส่งเสียงสนับสนุนให้ใช้มาตรการ ‘ส่งกลับ’ (Pushback) มากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศรับผู้อพยพ โดยมองว่าพื้นที่พักพิงชั่วคราวไม่ควรเป็นที่อยู่ถาวร และพยายามผลักดันให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่ประเทศต้นทาง โดยไม่สนว่าสถานการณ์หลังเส้นเขตแดนนั้นจะปลอดภัยแล้วจริงหรือไม่

ตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐสภายุโรปมีมติเห็นชอบกฎหมาย ‘Return Directive’ หรือกฎหมายว่าด้วยการส่งตัวผู้พำนักผิดกฎหมายกลับประเทศ ที่เปิดทางให้มีการผลักไสผู้อพยพผิดกฎหมายและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยออกไปกักตัวได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผลการลงคะแนนปรากฏว่า สมาชิกสภายุโรป (MEPs) จำนวน 418 คน ลงมติเห็นชอบ ขณะที่ 218 คนลงมติคัดค้าน และงดออกเสียง 30 คน โดยหลังประกาศผล มีเสียงตะโกน “Send them back!” หรือ “ส่งพวกเขากลับไป!” ดังขึ้นภายในห้องประชุม 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ทันทีที่มนุษย์รู้ว่าตัวเองปลอดภัยอยู่หลังกำแพงรัฐชาติที่มั่นคง ความกลัวและอคติจะขับเคลื่อนให้พวกเขารีบสร้างกลไกเพื่อผลักคนเปราะบางออกไปให้พ้นสายตา โดยหลงลืมกติกาอุดมคติที่เคยอยากได้ในยามที่ยังอยู่หลังม่านแห่งความไม่รู้อย่างสิ้นเชิง

4

วันที่ 20 มิถุนายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้เป็น ‘วันผู้ลี้ภัยโลก’ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเกียรติแก่ความกล้าหาญ และเน้นย้ำถึงสิทธิของบุคคลที่ถูกบีบบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากมาตุภูมิของตนเองจากเหตุการณ์ความรุนแรง 

อีกทั้งในปีนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปีของ ‘อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951’ กฎหมายที่กำหนดการทำงานขั้นพื้นฐานของ UNHCR ลงนามและให้สัตยาบันโดย 146 รัฐภาคี 

โดยอนุสัญญาดังกล่าวกำหนดความหมายของคำว่า ผู้ลี้ภัย สิทธิของผู้ลี้ภัย ตลอดจนพันธกรณีของรัฐภาคีในการคุ้มครองผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องการเข้าถึงกระบวนการขอลี้ภัยอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรับรองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ขณะที่พวกเขากำลังลี้ภัยจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ

เหนือสิ่งอื่นใด อนุสัญญาฉบับนี้มีหลักการ ‘ไม่ผลักดันกลับ’ (The Principle of Non-Refoulement) อันเป็นพื้นฐานที่ยืนยันสิทธิของผู้ลี้ภัยที่จะต้องไม่ถูกผลักดันกลับไปยังประเทศที่พวกเขาต้องเผชิญภัยร้ายแรงต่อชีวิตหรืออิสรภาพ 

ทว่าข้อจำกัดที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยไม่ได้ร่วมลงนามเป็นหนึ่งในรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ 

การไม่ลงนามเป็นภาคีส่งผลให้ในทางกฎหมายไทย ไม่มีสถานะผู้ลี้ภัยรองรับอย่างเป็นทางการ มนุษย์นับแสนชีวิตที่หนีตายข้ามแดนเข้ามาจึงถูกจำแนกสถานะเป็นเพียง ‘ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย’ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 

อย่างไรก็ดี ในความจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ การไม่ลงนามในอนุสัญญาปี 1951 ไม่ใช่ข้ออ้างที่รัฐไทยจะผลักไสใครกลับไปตายได้อย่างชอบธรรม เพราะหลัก Non-Refoulement ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และมีสถานะเป็น ‘กฎหมายเด็ดขาดที่ไม่อาจละเมิดได้’ (Jus Cogens) ซึ่งผูกพันทุกประเทศบนโลกให้ต้องปฏิบัติตาม 

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังเป็นภาคีใน อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และอนุสัญญากลืนหาย (ICPPED) ซึ่งรับรองหลักการนี้อย่างชัดเจน จนนำมาสู่การออกกฎหมายภายในอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 13 ว่า ห้ามมิให้หน่วยงานรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากบุคคลนั้นเสี่ยงจะถูกซ้อมทรมานหรืออุ้มหาย

แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ ในทางปฏิบัติ สภาวะสุญญากาศและการบังคับใช้กฎหมายยิ่งทำให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัยในไทยไร้รากฐานที่มั่นคง หลักประกันความปลอดภัยและการเข้าถึงกระบวนการคัดกรองที่ยุติธรรมจึงกลายเป็นเรื่องเปราะบาง และต้องแปรเปลี่ยนไปตามความผันผวนของกระแสการเมือง รวมถึงนโยบายความมั่นคงเฉพาะหน้าของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย

5

ในวาระครบรอบ 75 ปีของอนุสัญญาผู้ลี้ภัย สังคมโลกกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่ยากที่สุด เมื่อตัวเลขผู้พลัดถิ่นพุ่งสูงถึง 117.8 ล้านคน แต่ตาข่ายรองรับชีวิตขั้นต่ำสุดผืนนี้ กลับกำลังถูกกรรไกรแห่งอคติ กระแสต่อต้าน และกำแพงกฎหมายของรัฐชาติเบียดให้แคบลงเรื่อยๆ

ม่านแห่งความไม่รู้ของรอลส์ อาจทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเพียงในฐานะแบบจำลองทางความคิด ทว่าความไม่แน่นอนของชีวิตที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ กลับทำงานอย่างซื่อตรงและโหดร้ายกว่านั้นหลายเท่า 

รัฐชาติหรือชีวิตที่เคยสงบสุขและปลอดภัยในวันนี้ ไม่มีสิ่งใดการันตีเลยว่ามันจะคงอยู่ไปได้ตลอดกาล วงล้อแห่งโชคชะตาอาจเหวี่ยงเราให้กลายเป็นผู้สูญสิ้นทุกสิ่ง และต้องลี้ภัยในชั่วข้ามคืน 

การร่วมกันรักษามาตรฐานทางมนุษยธรรมและโอบอุ้มผู้พลัดถิ่นในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการทำบุญสุนทานด้วยความเมตตาอันสูงส่ง หากแต่เป็นกลไกการป้องกันตัวเองขั้นพื้นฐาน และเป็นการการันตีร่วมกันของมนุษยชาติว่า ในวันที่สลากนำโชคในมือของเราหลุดลอยไป เราจะยังมีโลกที่เหลือพื้นที่ให้หยัดยืนในฐานะมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรีอยู่เช่นกัน

อ้างอิง:

https://ia601309.us.archive.org/10/items/a-theory-of-justice-john-rawls-1971/A%20theory%20of%20justice%20John%20Rawls%201971.pdf 

https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/100231 

https://today.line.me/th/v3/article/JPgW33K 

https://www.amnesty.or.th/our-work/refugees/ 

https://www.amnesty.or.th/our-work/refugees/ 

https://www.bangkokbiznews.com/news/1237949 

https://www.innnews.co.th/news/news_1042000/ 

https://www.unhcr.org/sites/default/files/2026-06/global-trends-report-2025.pdf 

https://www.unhcr.org/th/58773-unhcr-condemns-forced-returns-from-thailand 

https://www.unhcr.org/th/7-10-refugees-living-long-term-displacement-unhcr-chief-calls-renewed-push 

Tags: , , , , , , , , ,