ถึงวันนี้ ไม่มีใครมีอำนาจสูงสุดเท่ากับ เนวิน ชิดชอบ 

เนวินเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประกอบสร้าง อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ ‘แฮ็ก’ ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จนได้ สว.สีน้ำเงิน ปูทางไปสู่องค์กรอิสระสีน้ำเงิน และถึงที่สุดคือการแฮ็กระบบการเลือกตั้ง สส.จนทำให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 เป็นหัวแถว เป็นตัวตายตัวแทนของฝั่งอนุรักษนิยมในการต่อสู้กับสีส้ม ทำในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำได้

และทำได้ทั้งหมดโดยที่เนวินอยู่หลังฉาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง มีสถานะเป็นเพียง ‘ครูใหญ่’

แล้วครูใหญ่เป็นมาอย่างไร เส้นทางการเมืองแบบไหนที่สร้างเนวินให้มีสถานะ มีตัวตนอย่างในปัจจุบัน?

ความจริงเนวินหรือที่เรียกกันว่าครูใหญ่ มีที่มาที่น่าสนใจจากการเป็นลูกกำนัน ชัย ชิดชอบ นักธุรกิจเจ้าของโรงโม่หินศิลาชัยที่จังหวัดบุรีรัมย์

ก่อนหน้านั้นกำนันชัยเป็นเพียงลูกชาวบ้าน เป็นควาญช้างที่จังหวัดสุรินทร์ ก่อนขยับมาทำธุรกิจ และเป็นกำนันในตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ กำนันชัยลงการเมืองครั้งแรกในปี 2512 สมัยเดียวกับ ชวน หลีกภัย 

แน่นอนว่าส่วนหนึ่ง ดีเอ็นเอทางการเมืองของเนวินถูกหล่อหลอมมาด้วยความ ‘เก๋า’ และ ‘เขี้ยว’ ของผู้เป็นพ่อ

ตำนานเล่าขานถึงความ ‘เล่นตัว’ ของปู่ชัยมีให้เห็นชัดเจนในปี 2530 สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อทหารสาย ‘บิ๊กซัน’ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พยายามล้มพลเอกเปรมด้วยการรวมชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝั่งรัฐบาลพลเอกเปรมจึงต้องวิ่งเต้นให้ สส.ถอนชื่อ 15 เสียง โดยชัยคือคนสุดท้ายที่ยอมถอนชื่อ 

ทหารเดินทางไปยังบ้านของชัยย่านหัวหมาก แต่ชัยก็ไม่ใช่ถอนเปล่าๆ มีลีลายึกยัก ไม่รวมกับคนอื่น ขอพิมพ์ใบถอนชื่อใหม่ โดยมีลูกชายชื่อเนวิน (ที่เป็นตำรวจในขณะนั้น) เป็นคนพิมพ์ให้

นี่คือจุดเริ่มต้นที่บอกว่า ตระกูลนี้ ‘รู้จังหวะ’ ของการต่อรองอำนาจมาตั้งแต่ต้น

ขณะที่เนวินเข้าสู่การเมืองเป็นครั้งแรกจากการเป็นสมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์ ในปี 2528 เริ่มก้าวเข้าสู่ สส.ในปี 2531 อยู่ตั้งแต่พรรคสหประชาธิปไตย ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคสามัคคีธรรม และพรรคชาติไทย 

รวมถึงเป็นหนึ่งในกลุ่ม 16 หรือกลุ่ม สส.รุ่นใหม่ จากหลากพรรคการเมืองอันลือลั่นในช่วงทศวรรษที่ 2530 ซึ่งวันนี้ กลุ่ม 16 ที่มีชื่อเป็นต้นว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม, สุชาติ ตันเจริญ, สรอรรถ กลิ่นประทุม, วราเทพ รัตนากร และไพโรจน์ สุวรรณฉวี ยังคงโลดแล่นในทางการเมือง

ผลงานสำคัญของเนวินในปี 2537 คือการเป็นหนึ่งใน ‘หัวหอก’ อภิปรายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงร่วมกันอภิปราย สุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องการแจกเอกสารสิทธิเพื่อการเกษตรให้กับ ‘นายทุน’ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย จนถึงที่สุดชวนต้องตัดสินใจยุบสภา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลประกาศจะไม่ยกมือสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลด้วยเรื่องอื้อฉาวนี้

แต่ในเวลาหลังจากนั้นไม่ทันไร ชื่อเนวินก็ไปพัวพันกับเรื่องการซื้อเสียงในจังหวัดบุรีรัมย์ พลตำรวจตรี เสรี เตมียเวส ได้นำกำลังบุกค้นบ้านหัวคะแนนในจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งนำแบงก์ร้อยและแบงก์ยี่สิบ ไปผูกติดกับแผ่นพับหาเสียงในจังหวัดบุรีรัมย์ในการเลือกตั้งปี 2538

แม้เนวินจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีด้วยเรื่องดังกล่าว และมีเพียงหัวคะแนน 2 คนที่ถูกต้องโทษจำคุก แต่ชื่อของเนวินกลายเป็นชื่อที่สื่อมวลชน และนักการเมืองในยุคนั้นเรียกติดปากกันว่า ‘ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ’ ติดต่อกันมานานหลายปี และกลายเป็นภาพ ‘ยี้’ ที่เนวินต้องหลบหลีกหนีหายจากการเมืองไปพักใหญ่

ชื่อของเนวินกลับมาอีกครั้งในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร โดยเริ่มจากการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโควตาพรรคชาติไทยช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 เคียงคู่กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน และพีคที่สุดคือการคุมงาน ‘ใต้ดิน’ ของพรรคไทยรักไทยทั้งหมด

ปี 2549 ในช่วงเวลาที่คนเสื้อเหลืองเริ่มชุมนุม เนวินอยู่เบื้องหลังการจัดทัพมวลชนเชียร์ทักษิณ ทั้งกลุ่มคาราวานคนจน และกลุ่มแท็กซี่ มีบทบาทสำคัญทั้งการปิดล้อมอาคารเนชั่นทาวเวอร์ และชุมนุมใหญ่ที่สวนจตุจักร

ขณะเดียวกันในวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เนวินในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกเล่นงานอย่างหนัก เขาคือหนึ่งคนสำคัญในวอร์รูมต้านรัฐประหาร (ที่ต้านไม่ได้จริง) ขณะเดียวกันในระหว่างการควบคุมตัว เขายังถูกทหารจับขึ้นรถตู้ จับแก้ผ้า เพื่อหา ‘ของขลัง’ ที่ทหารร่ำลือกันว่าติดตัวเนวิน ก่อนจะถูกจับติดคุก ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันไปอีกหลายวัน ก่อนจะเอาไปปล่อยตัวอยู่ข้างถนน

จากนั้น เนวินสู้หนักกว่าเดิม เขาเป็นคนคุมสื่อต่อสู้กับคณะรัฐประหาร ซึ่งในเวลาต่อมาพัฒนาเป็นกลุ่ม ‘คนเสื้อแดง’ 

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนได้รับเสียงสนับสนุนถึง 233 เสียง ส่ง สมัคร สุนทรเวช นั่งเป็นนายกฯ อีกคน กลุ่มก้อนของเนวินในพรรค ถือเป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และชื่อของเนวินก็ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจใหม่อย่างสมัคร

เมื่อสมัครถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สมชายเป็นนายกฯ พรรคพลังประชาชนเสี่ยงโดนยุบอีกครั้ง ในขณะที่การชุมนุมของ ‘คนเสื้อเหลือง’ ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการยึดทำเนียบรัฐบาล มีเหตุรุนแรงวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และมีความพยายามรัฐประหารอีกรอบแต่ไม่สำเร็จ ถึงที่สุดก็ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ กดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งในเวลานั้นมีเรื่องเตรียมยุบพรรคพลังประชาชน หาทางออกในวิกฤตการเมือง 

เมื่อสัญญาณส่งมาว่าต้องล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางรัฐสภา สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงนัดคุยกับเนวินระหว่างนั่งเครื่องบินไปอังกฤษ คุยกันไปคุยกันมา เลยได้คำตอบว่า พร้อม ‘เปลี่ยนขั้ว’ โดยมีทหารและชนชั้นนำสนับสนุน

เนวินนำกลุ่ม ‘เพื่อนเนวิน’ ย้ายขั้ว หลังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน ไปสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ โดยแม้จะมี สส.ไม่มาก แต่ได้กระทรวงใหญ่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ แม้มี สส.เพียง 24 คน

หลังจากการแถลงข่าวอันลือลั่นที่เนวินหลั่งน้ำตา พูดถึงทักษิณอย่างเผ็ดร้อนในวันที่ 7 เมษายน 2552 เนวินก็หลบไปอยู่หลังฉาก สร้างอำนาจทางการเมืองในพื้นที่ ‘บุรีรัมย์’ สร้างทั้งทีมฟุตบอล สนามฟุตบอลมาตรฐานโลก และสนามแข่งรถ พร้อมกับสวมกางเกงขาสั้น คุมทีมฟุตบอล ประกาศอย่างชัดแจ้ง ‘ไม่ยุ่งการเมือง’ 

ทว่าคนที่ออกหน้าชัดเจนคือ เพื่อนของเนวินที่ชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’

เมื่อกลุ่มเนวินพลิกขั้วทางการเมือง ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของอนุทินดำรงตำแหน่งรักษาการนายกฯ จนกระทั่งเลือกนายกฯ คนใหม่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ และหลังจากนั้นชวรัตน์ก็มอบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กับเนวิน

หลังการรัฐประหาร 2557 เนวินหลบฉากอยู่ที่บุรีรัมย์ ขณะที่อนุทินในหมวกนักธุรกิจเริ่มเดินสายผูกคอนเนกชันกับกลุ่มก้อนชนชั้นนำต่างๆ ในประเทศมากขึ้น เขามีเพื่อนอยู่ในทุกแวดวง ทั้งข้าราชการ ทหาร นักธุรกิจ และชนชั้นนำ

อนุทินเติมในสิ่งที่เนวินขาด เนวินจบการศึกษาสูงสุดคือส่งเสริมการเกษตรจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อนุทินจบวิศวกรรมศาสตร์ จาก Hofstra University ขณะที่เนวินเป็นทุนภูธร แต่อนุทินเป็นทุนระดับชาติ เป็นบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ซิโน-ไทย ฉะนั้นอนุทินมีดีพอที่จะออกหน้าแทนเนวินได้ เป็นผู้นำรัฐบาลได้

ออร่าของอนุทินเริ่มมากขึ้นขณะร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นฝ่ายบริหารที่มีลูกล่อลูกชน ก่อนจะจรัสแสงเต็มตัวเมื่อพรรคประชาชนยก 141 เสียงโหวตให้เป็นนายกฯ โดยมีลมใต้ปีกเป็น ‘รัฐพันลึก’ คอยส่งสัญญาณให้ทุกบ้านใหญ่ ทุกทุนใหญ่ เปลี่ยนทิศทางมาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ภายหลังการล่มสลายของ 2 ลุง

กระนั้นเอง เรื่องใหญ่ของการเมืองแบบไทยๆ คือนอกจากบริหารคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังต้องบริหารเสียงของ สส.บ้านใหญ่ เพราะภูมิใจไทยเกิดมาจากแบบนั้น

หน้าฉากอนุทินอาจมีภาพบริหารงานร่วมกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แต่หลังฉากก็คือครูใหญ่เนวิน เดินงานทั้งบนดินและใต้ดิน รวบรวมทรัพยากร จัดสรรทรัพยากร ดูด สส.เรื่อยไปจนถึงการวางตัวรัฐมนตรี

ถ้ามองเฉพาะตัวเนวิน จุดสูงสุดของเขาอาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งทางการเมือง เนวินไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรค ไม่เคยเป็นแกนนำพรรค และช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิตการเมือง เขาก็ยังเลือกอยู่หลังฉาก มีเพียงลูกชายอย่าง ไชยชนก ชิดชอบ ที่อยู่หน้าฉาก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาอาจเป็นนักการเมืองไทยไม่กี่คนที่สามารถ ‘มีอำนาจโดยไม่ต้องมีตำแหน่ง’ ได้

จากลูกกำนันในบุรีรัมย์ สู่แกนนำกลุ่ม 16 สู่มือประสานงานคนสำคัญของรัฐบาลทักษิณ สู่หัวขบวน ‘เพื่อนเนวิน’ ที่เปลี่ยนขั้วรัฐบาลปี 2551 สู่ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย และสู่ ‘ครูใหญ่’ ที่คุมเกมหลังฉาก เส้นทางของเนวินไม่ใช่เส้นทางของนักการเมืองสายอุดมการณ์ แต่คือเส้นทางของ ‘ผู้จัดการอำนาจ’

เขาเข้าใจโครงสร้างรัฐ เข้าใจระบบราชการ เข้าใจงบประมาณ เข้าใจพื้นที่ เข้าใจ สส.เขต และที่สำคัญ เข้าใจจังหวะเปลี่ยนขั้วและวันนี้จุดสูงสุดของเนวินคือวันที่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคหลัง 3 ป. แล้วภูมิใจไทยกลายเป็นเสาหลักของฝ่ายอนุรักษ์รุ่นใหม่ โดยที่เขาไม่ต้องออกหน้า

ถ้าถามว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน คำตอบอาจอยู่ที่คำถามว่า เขาจะรักษาสมดุลระหว่าง ‘อำนาจเครือข่ายบ้านใหญ่’ กับการเป็น ‘พรรคระดับชาติ’ ได้อีกนานเท่าไร อนุทินจะผูกตัวเองกับ ‘ชนชั้นนำ’ ต่อไปได้นานขนาดไหน และเนวินจะผสานอำนาจ สส. มุ้งพรรคร่วมรัฐบาล และบ้านใหญ่ ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ถ้าอนุทินยังเป็นภาพนำที่ขายได้ ถ้าครูใหญ่ยังคุม สส.ได้อยู่ จุดสูงสุดของเนวินอาจไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการกลายเป็น ‘สถาปนิกอำนาจ’ ของยุคใหม่

และบางทีสำหรับคนแบบเนวิน การได้ออกแบบเกม อาจสำคัญกว่าการได้เป็นผู้เล่นบนเวทีเสียอีก

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,