ภาครัฐกำลังทบทวนแนวทางฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 8 แห่งที่มีปัญหาผลประกอบการ โดย ‘อสมท’ เป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้าง ท่ามกลางผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อ

ทางเลือกที่ถูกพูดถึงมีตั้งแต่การลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ เปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมทุน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพในการทำธุรกิจ ไปจนถึงแนวคิดควบรวมกับ Thai PBS ซึ่งมีภารกิจและรูปแบบการดำเนินงานแตกต่างจากอสมทอย่างชัดเจน

หากการควบรวมเกิดขึ้นจริงจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อองค์กรสื่อ 2 แห่งที่มีที่มา เป้าหมาย และวิธีหารายได้ต่างกัน ต้องมาอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน และบทบาทระหว่าง ‘สื่อรัฐ’ กับ ‘สื่อสาธารณะ’ จะถูกกำหนดใหม่อย่างไร

The Momentum ชวน รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม หัวหน้ากลุ่มวิชาวิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองไปข้างหน้าว่า หากปลายทางคือการควบรวมกับ Thai PBS การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดสื่อ ตลอดจนพื้นที่ของสื่อสาธารณะในสังคมไทยอย่างไรบ้าง

อสมท ลุ้นโมเดลการบินไทย หากไม่สำเร็จอาจควบรวม Thai PBS

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจที่มาของ ‘ข่าวลือ’ ดังกล่าวที่ออกมา ข่าวระบุว่าออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่เดินหน้าทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรืออสมท เป็นหนึ่งใน 8 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ระหว่างการศึกษาทางเลือกปรับโครงสร้าง ทั้งการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ การหาพันธมิตรเอกชน หรือการควบรวมกิจการ

กระนั้นเอง ธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. เปิดเผยว่า การทบทวนรัฐวิสาหกิจจะพิจารณาเป็นรายกรณี โดยขณะนี้มีประมาณ 3-4 แห่งที่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แล้ว และ สคร.จะทยอยนำเสนอความคืบหน้าเพิ่มเติมในการประชุมช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

สำหรับอสมท ถือเป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่มีโจทย์การฟื้นฟูที่ท้าทายมากในปัจจุบัน เนื่องจากธุรกิจหลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสำนักข่าวไทย กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อและการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้รายได้ลดลงและผลประกอบการยังอยู่ในภาวะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการ สคร.ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า กระแสข่าวที่ระบุว่ากระทรวงการคลังเตรียมลดสัดส่วนการถือหุ้นในอสมท และกำหนดกรอบเวลา 6 เดือนให้หาผู้ร่วมถือหุ้นเอกชน หากไม่สำเร็จจึงจะนำไปสู่การควบรวมกับ Thai PBS นั้น ไม่เป็นความจริง โดยยืนยันว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือเสนอแนวทางดังกล่าว พร้อมมองว่าการควบรวมอสมทกับ Thai PBS ยังเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก ทั้งในแง่หลักการและข้อกฎหมายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากงบการเงินย้อนหลัง จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของอสมทชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2566 อสมทมีรายได้รวม 2,383 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 1,170 ล้านบาทในปี 2567 และ 1,124 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 10,508 ล้านบาท และหนี้สินรวม 3,787 ล้านบาท ทั้งนี้ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อสมทมีรายได้รวม 493 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 133 ล้านบาท

ล่าสุดมีรายงานจากแหล่งข่าวกระทรวงการคลังว่า คนร.เห็นชอบแผนปรับโครงสร้างอสมท เพื่อฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไร โดยเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

ขณะเดียวกันเมื่อมีข่าวนี้ออกมา คนในแวดวงสื่อต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจอยู่ภายใต้ความพยายามที่เกิดขึ้นมานาน ในการที่ฝ่ายการเมืองจะเดินเข้าไป ‘ยึด Thai PBS’ สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากรัฐ

อสมท-Thai PBS ‘DNA คนละสายพันธุ์’

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม หัวหน้ากลุ่มวิชาวิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงแนวคิดการควบรวมอสมทและ Thai PBS ว่า ก่อนพิจารณาเรื่องการควบรวม จำเป็นต้องเข้าใจจุดตั้งต้นของทั้ง 2 องค์กรเสียก่อน เพราะมี ‘DNA’ และเป้าหมายการดำเนินงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

อสมทเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้น มีภาระทางธุรกิจ และต้องสร้างรายได้จากการแข่งขันในตลาด ขณะที่ Thai PBS จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะในฐานะองค์การสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร มีหลักประกันด้านรายได้และความเป็นอิสระตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551

“พูดอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ อสมทเป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไร ขณะที่ Thai PBS เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดังนั้นเป้าหมายคนละขั้วกันเลย เพื่อแก้ Pain Point ที่แตกต่างกัน แต่อยู่ๆ มีสมการอะไรขึ้นมา เอาองค์กรที่แสวงหาผลกำไรที่ขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาควบรวมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก็องค์กรเขามีเจตจำนงชัดเจนว่าไม่แสวงหาผลกำไร Thai PBS จะมาช่วยอสมทที่ขาดทุนต่อเนื่องได้อย่างไร

“อันนี้แค่ตรรกะพื้นๆ ที่ยังไม่ต้องไปคิดหาทางออกโดยแก้ พ.ร.บ.เพื่อให้กลายเป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไร ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่คิดสมการนี้กำลังมองไม่เห็นคุณค่าของสื่อสาธารณะที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในการดำรงชีวิต ในสถานการณ์ที่สื่อไทยกำลังเผชิญภาวะความน่าเชื่อถือที่ตกต่ำ สื่อเอกชนอยู่ในสภาวะจมน้ำเอาตัวรอด จนสังคมตั้งคำถามกับคุณภาพสื่อ”

ดังนั้นสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS ยังเป็นที่พึ่งพิงด้านข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้นนี่ไม่ใช่เพียงการนำสถานีโทรทัศน์ 2 ช่องมารวมกัน แต่เป็นการนำองค์กรที่มีปรัชญา แหล่งรายได้ ระบบกำกับดูแล และความรับผิดชอบต่อสังคมต่างกันมารวมกัน”

ผลเสีย = ประชาชนสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายทางข้อมูล

วิไลวรรณมองว่า หากมีการควบรวมอสมทกับ Thai PBS อย่างที่เป็นข่าว จะเกิดผลเสียอย่างเดียว โดยเฉพาะกับ Thai PBS

ประเด็นแรก Thai PBS ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลสั่งควบรวมได้ด้วยมติทางบริหารทั่วไป แต่เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายเฉพาะ มีระบบคณะกรรมการนโยบาย แหล่งรายได้ และกลไกตรวจสอบของตัวเอง

ประเด็นที่ 2 Thai PBS มีรายได้จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ รวมถึงรายได้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด หากนำภาระหนี้ ต้นทุน และพันธกิจเชิงพาณิชย์ของอสมทเข้าไปรวม โดยไม่มีการแยกบัญชีอย่างชัดเจน ย่อมเกิดคำถามว่า เงินที่ประชาชนจัดสรรไว้เพื่อกิจการสื่อสาธารณะ กำลังถูกนำไปใช้รองรับความขาดทุนของกิจการเชิงพาณิชย์หรือไม่

ประเด็นที่ 3 มีความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของ Thai PBS เพราะอสมทมีประวัติและโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล ขณะที่หลักการพื้นฐานของสื่อสาธารณะคือ ต้องมีความเป็นอิสระจากทั้งอำนาจรัฐและอำนาจตลาด การรวมกันโดยไม่มี ‘กำแพงป้องกันทางบรรณาธิการ’ อาจทำให้ประชาชนสูญเสียพื้นที่สื่อที่ควรตรวจสอบรัฐบาลไป

ประเด็นสุดท้ายคือ การควบรวมไม่ได้ทำให้ปัญหาทางธุรกิจหายไปทันที หากไม่จัดการต้นทุน บุคลากร สัญญาเดิม และโมเดลรายได้ ก็เป็นเพียงการนำองค์กรหนึ่งที่มีปัญหาไปวางรวมกับอีกองค์กรหนึ่งแล้วเรียกชื่อใหม่เท่านั้น

“จากทั้ง 4 มิติที่ว่า การควบรวมอสมทกับ Thai PBS ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้อสมทจากภาวะขาดทุนต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน กับความเป็นสื่อของ Thai PBS ที่มีความอิสระ โปร่งใสในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ในการตรวจสอบทั้งภาคเอกชน รัฐและรัฐบาล ทำให้ขาดความอิสระ เท่ากับเป็นการทำลายสื่อสาธารณะ ทำลายพื้นที่สื่อสารที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชน

“ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมอสมทกับ Thai PBS หากวัตถุประสงค์หลักคือการแก้ปัญหาขาดทุนของอสมท เพราะ Thai PBS ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือรับภาระทางธุรกิจของรัฐวิสาหกิจอีกแห่งหนึ่ง และอาจกระทบหลักความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะอย่างรุนแรง การเปิดให้เอกชนร่วมทุนมีความเหมาะสมกว่าในมิติการฟื้นธุรกิจ แต่ต้องไม่ใช่การแปรรูปโดยขาดความโปร่งใสหรือปล่อยให้ทุนครอบงำข่าวสาร

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ อสมทต้องนิยามตัวเองใหม่ ว่าจะสร้างคุณค่าอะไรในระบบสื่อที่ประชาชนไม่ได้รอดูโทรทัศน์ตามผังอีกต่อไป อนาคตของอสมทจึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า จะอยู่กับเอกชนหรืออยู่กับ Thai PBS เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าอสมทจะเปลี่ยนจากองค์กรที่มีช่องและโครงข่ายจำนวนมาก ไปเป็นองค์กรที่มีคอนเทนต์ เทคโนโลยี ความน่าเชื่อถือ และคุณค่าต่อสาธารณะที่ประชาชนยังต้องการได้หรือไม่ หากไม่ตอบคำถามนี้ ต่อให้เปลี่ยนเจ้าของหรือควบรวมองค์กร ปัญหาเดิมก็จะยังคงอยู่”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Thai PBS ทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่ไม่จำเป็นต้องทำข่าวคลิกเบต ข่าวอาชญากรรมมอมเมา หรือข่าวเรียกเรตติงฉูดฉาด หาก Thai PBS ต้องถอยกลับไปสู่โมเดลพาณิชย์หรือถูกรัฐควบคุม ประชาชนจะสูญเสียสื่อที่เป็นกลาง ปลอดจากทุนและการเมือง ในการรายงานข่าวสืบสวนสอบสวน ประเด็นสิทธิมนุษยชน ชุมชน และกลุ่มคนเปราะบาง

วิไลวรรณกล่าวว่า ผลเสียที่สุดคือ ‘การทำลายระบบนิเวศสื่อสาธารณะ’ การควบรวมที่ไร้ทิศทางเชิงนโยบายที่กุมความคุ้มครองทางกฎหมายจะส่งผลให้ประเทศไทยเสียสื่อสาธารณะหนึ่งเดียวที่มีไป และได้สื่อของรัฐที่อุ้ยอ้ายและไร้ประสิทธิภาพกลับคืนมา ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือประชาชน

ทางเลือกของอสมท

สำหรับทางออกของอสมท หากเป้าหมายเร่งด่วนคือการฟื้นธุรกิจ อาจารย์วิไลวรรณมองว่า ควรเลือกการหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการควบรวมกับ Thai PBS และต้องทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างภายใน ไม่ใช่หวังให้เอกชนเข้ามาอุ้มองค์กรเดิมทั้งระบบ

แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นโมเดล 3 ส่วน คือ ‘อสมทเชิงพาณิชย์’ ดำเนินธุรกิจคอนเทนต์ ดิจิทัล อีเวนต์ สตูดิโอ ทรัพย์สินทางปัญญา และบริการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนเป็นรายธุรกิจ หรือจะเป็น ‘หน่วยข่าวและบริการสาธารณะ’ มีหลักประกันอิสระทางบรรณาธิการ กำหนดพันธกิจชัดเจน และแยกบัญชีออกจากธุรกิจเชิงพาณิชย์

สุดท้ายคือ ‘ความร่วมมือกับ Thai PBS โดยไม่ต้องควบรวม’ ใช้ทรัพยากรร่วมกันในบางเรื่อง เช่น เครือข่ายภูมิภาค ระบบเตือนภัย การตรวจสอบข้อเท็จจริง คลังภาพประวัติศาสตร์ การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีการผลิต แต่ยังคงโครงสร้างและอิสระของแต่ละองค์กร

อ้างอิง:

– https://www.matichon.co.th/economy/news_5877821

– https://www.matichon.co.th/economy/news_5891911

– https://tja.or.th/view/booklet/1458904

– https://www.thaipbs.or.th/news/content/557951

– https://moneyandbanking.co.th/2026/270823/

Tags: , , , , , , , , , ,