“แม่น้ำกกกำลังตาย และพวกเราก็กำลังตายตามไปด้วย เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำที่อยู่กันมาทั้งชีวิตได้อีกแล้ว เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เราเจอ”
เสียงจากชาวบ้านริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย สะท้อนความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของคุณภาพน้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
ระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสกลับจังหวัดบ้านเกิดและร่วมติดตามการเดินธรรมยาตราของเครือข่ายประชาชน ที่เดินทางมาจากสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม เพื่อส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและผู้มีอำนาจให้หันมาสนใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือ
ปัจจุบัน ชาวเชียงรายจำนวนมากยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำกก ทั้งที่มีการตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังลุกลามไปสู่สุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหานี้จะถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังไม่ได้รับความสนใจหรือการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งที่จังหวัดเชียงรายและหลายพื้นที่ในภาคเหนือกำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำระหว่างประเทศหลายสายพร้อมกัน และปัญหานี้ยังคงดำเนินอยู่โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี เชิญนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟังปัญหาของประชาชน และร่วมกันหาทางออก แต่กลับไม่มีนายกฯ หรือรัฐมนตรีคนใดเดินทางมาด้วยตนเอง
“สุดท้ายไม่มีรัฐมนตรีมาแม้แต่คนเดียว มีเพียงผู้ช่วยรัฐมนตรีจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความคืบหน้าอะไรที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่” ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กล่าว
ขณะนี้วิกฤตดังกล่าวย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม แล้วเราจะปล่อยให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ความร่วมมือข้ามพรมแดน ที่ยังไม่ก้าวข้ามคำว่า ‘หารือ’
ที่ผ่านมา แม้จะมีการลงพื้นที่ของผู้บริหารระดับสูง การประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความพยายามประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการจัดการที่ต้นตอของมลพิษ ซึ่งยังคงเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชนในพื้นที่
ในสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร กระทรวงการต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ประชุมหารือทางเทคนิคร่วมกับรัฐบาลเมียนมาที่กรุงเนปยีดอ เพื่อหารือกรณีการปนเปื้อนสารเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก ผลการหารือพบว่า ไทยและเมียนมามีมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินที่แตกต่างกัน และเห็นพ้องที่จะร่วมกันสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ แลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำ และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคต
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมระดับรัฐต่อรัฐ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมมีมติร่วมกันให้จัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อเป็นกลไกแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะทำงานดังกล่าว
ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แม่น้ำกกในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พร้อมรับปากว่า จะจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังติดปัญหาเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่ และจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ ‘รับทราบ’ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย พร้อมยืนยันมาตรการตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินเดือนละ 2 ครั้ง และเตรียมเสนอจัดตั้งคณะสำรวจร่วมไทย-เมียนมา รวมถึงความร่วมมือด้านสาธารณสุข
ขณะที่รัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งเข้าบริหารประเทศต่อมา ก็ไม่ได้ระบุเรื่องการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน ไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยกล่าวเพียงว่า การทำเหมืองเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นภัยคุกคามรูปแบบหนึ่ง และต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไข
ต่อมาในการประชุมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายกฯ สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลรับรู้ถึงปัญหา แต่ยังไม่มีมาตรการหรือกลไกที่ชัดเจนในการผลักดันนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ จนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในประเทศเมียนมา
พอแล้วหรือยังกับการรับปากแต่ไม่ทำ
“รัฐบาลแต่ละชุดล้วนมีคำรับปากและประกาศแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงยังมีน้อยมาก ปัญหาการปนเปื้อนยังคงอยู่ ขณะที่เหมืองในรัฐฉานยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง” สืบสกุลกล่าว
อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ภาคประชาชนรู้สึกมีความหวังเมื่อรองนายกฯ และ รมว.ทส.ลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ในครั้งนั้น ภาคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด 10 ข้อ แต่รัฐบาลตอบสนองเพียงข้อเดียว คือการยกเลิกโครงการสร้างฝายดักตะกอน หลังจากมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและประชาชนแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน ส่วนข้อเสนออีก 9 ข้อที่เหลือแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ
“รัฐบาลปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยประชาชนยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการสะสมของโลหะหนักในร่างกาย ผ่านการบริโภคน้ำประปา ข้าว พืชผัก และปลาในปริมาณเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง”
แม้ว่ารัฐบาลอาจอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 แต่ในมุมมองของภาคประชาชน มติดังกล่าวเป็นเพียงการรับทราบข้อเสนอแนะของ กสม.และรายงานการเฝ้าระวังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังไม่ได้ก่อให้เกิดมาตรการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น มติดังกล่าวยังสะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบเฝ้าระวังของภาครัฐ ซึ่งขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากรัฐบาลกลาง จนทำให้หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ต้องร่วมกันรับมือและลดผลกระทบกันเองในระดับพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่มีนโยบายเฉพาะในการจัดการปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และรัฐบาลรับรู้ถึงสถานการณ์นี้มาโดยตลอด
เมื่อเราถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับวิกฤตสารพิษตามลำพัง
ปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กลายเป็นวิกฤตใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังเกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ที่จะรับมือได้ด้วยตนเอง
ปัจจุบัน การประปาส่วนภูมิภาค (ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการผลิตน้ำประปาให้ประชาชนกว่า 7 หมื่นครัวเรือน หรือประมาณ 2 แสนคน แม้คุณภาพน้ำประปาจะมีสารหนู แบเรียม ตะกั่ว และแคดเมียมต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ประชาชนยังต้องบริโภคน้ำที่มีสารโลหะหนักปะปนในปริมาณเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งสร้างความกังวลถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ
ทางออกเร่งด่วนคือ การย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา ซึ่ง กปภ.เสนอของบประมาณกว่า 2,100 ล้านบาทแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ ก็ยังต้องใช้เวลาในการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่อีกประมาณ 3 ปี หมายความว่าประชาชนยังจำเป็นต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญหานี้ต่อไปในระยะหนึ่ง
นอกจากนี้ พื้นที่เกษตรในเขตชลประทานอย่างน้อย 1.3 แสนไร่ ยังคงใช้น้ำที่ปนเปื้อนในการผลิตข้าวนาปี-นาปรัง ผักสวนครัว มันฝรั่ง ข้าวโพดหวาน กระเจี๊ยบเขียว และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หากในอนาคตตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในผลผลิตทางการเกษตร จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายและเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากผู้คน สัตว์และพืช กำลังอยู่ในวงจรของการบริโภคอาหารที่ผลิตจากดินและน้ำที่ปนเปื้อน ขณะเดียวกันยังมีชุมชนอย่างน้อย 60 หมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแหล่งดังกล่าว และกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการได้รับสารโลหะหนักสะสม
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายยังออกคำแนะนำให้ประชาชนงดบริโภคปลาในแม่น้ำทั้งหมด เนื่องจากพบการสะสมของสารโลหะหนักในสัตว์น้ำในระดับที่น่ากังวล ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแพอาหารริมแม่น้ำตั้งแต่เชียงใหม่ถึงเชียงรายกว่า 1,000 ราย ที่ประสบปัญหาขาดลูกค้า เพราะประชาชนเกิดความหวาดกลัว และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารจากแม่น้ำ
“คณะกรรมการร่วมระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ได้ประชุมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เราประชุมกันอย่างหนัก ครั้งละ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เพื่อร่วมกันค้นหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา 1 ปีที่เราประชุมมา ก็เห็นแล้วว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะเป็นเรื่องระดับชาติ และอยากให้นายกฯ ไปเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างจริงจังต่อไป”
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กรมควบคุมมลพิษรายงานผลตรวจตะกอนดินในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ครั้งที่ 11 พบว่ายังมีการปนเปื้อนของสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง หลายจุดอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง แม้คุณภาพน้ำส่วนใหญ่จะยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ตะกอนดินเป็นแหล่งสะสมสารพิษ ที่สามารถกลับมาปนเปื้อนในน้ำและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังพบสารตะกั่วเกินมาตรฐานในข้าวเหนียว มะเขือยาว และมะเขือเปราะจากพื้นที่ริมแม่น้ำโขง อำเภอเวียงแก่น รวมถึงพบการสะสมของโลหะหนักในปลาและกุ้งฝอย สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอย่างน่ากังวล
เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่
วิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ ชาวบ้านแคววัวดำ จังหวัดเชียงราย เล่าว่า แต่ก่อนเขามักออกไปตกปลาและทอดแหเพื่อนำปลามาเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันทุกครั้งที่ลงไปในน้ำ กลับเกิดอาการคันและแสบระคายเคืองไปทั้งตัวจนผิวหนังแดง
“ล่าสุดได้ปลาตัวใหญ่มา 2 ตัว เอาไปให้ใครก็ไม่มีใครกล้ากิน วิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางคนต้องขุดบ่อเลี้ยงปลาในสวนแทน วันนี้แม้จะซื้อผักหรือปลาก็ต้องถามก่อนว่าปลูกที่ไหน ใช้น้ำจากไหน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยแล้ว ผมโตมาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้”
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงภาคเกษตร แม้จะปลูกพืชห่างจากแม่น้ำกกถึง 1 กิโลเมตร โรงงานและพ่อค้าหลายแห่งก็ไม่กล้ารับซื้อ เพราะกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษ
โอฬาร ปัญญาตระกูล รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ชุมชนริมแม่น้ำกกใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสายนี้มานานกว่าร้อยปี ทั้งเพื่อการเกษตรและการดำรงชีวิต จนเปรียบเสมือน ‘สายเลือด’ ของชุมชน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานระดับประเทศเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้เกินกำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับมือได้ด้วยตนเอง
“แม้ทางการบางส่วนยังยืนยันว่าปลาสามารถบริโภคได้ แต่ชาวบ้านไม่กล้ากินอีกแล้ว แม้แต่ผักที่ปลูกกินเอง หากใช้น้ำกกเพื่อรดก็รู้สึกไม่ปลอดภัย”
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้าน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยื่นหนังสือต่อรัฐบาล การเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น การเก็บข้อมูลร่วมกับนักวิชาการ และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย
แสงระวี สุวีรการ จากมูลนิธิร่มโพธิ์ ระบุว่า ข้อเสนอสำคัญที่เคยยื่นต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปิดเหมืองต้นเหตุ หรือการจัดหาแหล่งน้ำปลอดภัยให้ประชาชน ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ยังต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ในราคาสูงกว่าคนในเมืองหลายเท่า ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ โดยชุมชนเสนอให้กรมทรัพยากรน้ำพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำจำนวน 14 แห่ง แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ป่าสงวน
นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมยังเสนอให้จัดทำแผนที่มลพิษอย่างละเอียด เพื่อจำแนกพื้นที่เสี่ยงและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น
ด้าน สะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่น้ำสาละวินกำลังเผชิญปัญหาคล้ายกับแม่น้ำกก และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา กับกลุ่มชาติพันธุ์ในการแก้ไข
ขณะที่ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย มองว่า การแก้ไขปัญหาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาไม่ทันต่อสถานการณ์ และเกินกำลังของจังหวัดที่จะรับมือเพียงลำพัง
“นี่ไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นหายนะของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ หากรัฐบาลไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้”
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนจึงจัดการเดินธรรมยาตราเป็นเวลา 6 วัน 5 คืน และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อยืนยันว่า วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวเชียงรายหรือคนริมแม่น้ำกกเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจังจากรัฐบาลกลาง ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามไปไกลเกินกว่าจะเยียวยาได้
ไทยไม่มีวันแก้ปัญหานี้ได้ หากไม่หยุดเหมืองต้นเหตุ
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดเสวนาวิชาการระดับนโยบาย ‘Beyond Borders, Beyond Solutions’ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ ‘ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน: บูรณาการนิติวิทยาศาสตร์ กฎหมาย การเจรจา และข้อมูลวิจัย’ เพื่อเร่งหาแนวทางรับมือวิกฤตการปนเปื้อนของสารพิษจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงในภาคเหนือของไทย
แดนนี ดี. เรเบิล (Danny D. Reible) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูตะกอนปนเปื้อนจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค สหรัฐอเมริกา และสมาชิก National Academy of Engineering ระบุว่า ความท้าทายของมลพิษข้ามพรมแดนในกรณีนี้คือ ปริมาณตะกอนปนเปื้อนที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง ครอบคลุมลำน้ำหลายสาย และพื้นที่ราบลุ่มจำนวนมาก ทำให้การกำจัดมลพิษให้หมดไปโดยสิ้นเชิงแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ดังนั้น วิธีการที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดคือ ‘การควบคุมที่แหล่งกำเนิด’ แม้ต้นตอของปัญหาจะอยู่นอกอธิปไตยของไทยก็ตาม
“เราไม่สามารถยอมแพ้เรื่องการควบคุมที่ต้นทางได้ เพราะการแก้ไขที่ปลายน้ำในแม่น้ำขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ยากลำบากและใช้ทรัพยากรมหาศาล”
แดนนีเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้ยุทธศาสตร์การเจรจาแบบ ‘Win-Win Solution’ โดยทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและผู้ลงทุนหลักอย่างจีน เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในการควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
เพราะตราบใดที่ต้นเหตุของการปนเปื้อนยังคงดำเนินต่อไป การแก้ปัญหาที่ปลายน้ำในประเทศไทยก็จะเป็นเพียงการเยียวยาผลกระทบเฉพาะหน้า และไม่มีวันยุติวิกฤตมลพิษในแม่น้ำได้อย่างแท้จริง
ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหามลพิษทางน้ำเท่านั้น แต่กำลังส่งผลสะสมต่อระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจฐานราก และความมั่นคงของชุมชนลุ่มน้ำในวงกว้าง เนื่องจากสารโลหะหนักสามารถตกค้างอยู่ในน้ำ ตะกอนดิน และสิ่งมีชีวิตได้เป็นเวลานาน แม้แหล่งกำเนิดมลพิษจะหยุดลงแล้ว ผลกระทบยังอาจดำรงอยู่ต่อไปอีกหลายปี
ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงจำเป็นต้องรับมือกับปัญหาในระดับระบบและในระดับลุ่มน้ำทั้งหมด ไม่ใช่จำกัดการดำเนินการไว้เพียงรายพื้นที่หรือเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤต
รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้ให้คำมั่นว่า จะเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน แก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และป้องกันผลกระทบจากภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลักลอบทำเหมือง
สิ่งที่ประชาชนต้องการ
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ยืนยันว่า วิกฤตการปนเปื้อนของโลหะหนักจากเหมืองแร่ข้ามพรมแดนไม่ใช่ปัญหาของคนลุ่มน้ำเพียงบางพื้นที่ แต่เป็นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งยกระดับปัญหานี้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน
ข้อเรียกร้องสำคัญของเครือข่ายฯ ประกอบด้วยการกำหนดนโยบายระดับชาติและจัดตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจ โดยเปิดให้ประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ รวมถึงการป้องกัน ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทางการทูตเชิงรุกกับรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน และองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วม ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดนเพิ่มเติมในอนาคต รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้นน้ำต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
เครือข่ายฯ ยังเสนอให้จัดทำแผนระดับชาติอย่างน้อย 5 ปี เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพของประชาชนในทุกลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส รวมถึงกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์แร่ ที่อาจเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน และควบคุมการส่งออกเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือการสนับสนุนทางธุรกิจจากประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับกิจการดังกล่าว
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การจัดทำกฎหมายและกลไกถาวรสำหรับป้องกันและรับมือมลพิษข้ามพรมแดน ทั้งระบบติดตามตรวจสอบ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเปิดเผยข้อมูล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษตามหลัก ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle)
ท้ายที่สุด ภาคประชาชนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนด้วยตนเอง เพื่อรับฟังความเดือดร้อนและยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งผู้คนที่กำลังเผชิญวิกฤตครั้งนี้
“พวกเราไม่ได้เรียกร้องสิ่งเกินควร แต่เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย มีน้ำสะอาด อาหารปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองจากรัฐต่อภัยคุกคามที่ประชาชนไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตนเอง”
บทบาทของจีนที่ไม่อาจปฏิเสธ
ข้อมูลของภาคประชาชนและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ได้เกิดการทำเหมืองทองคำและเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในวงกว้างบริเวณต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA)
รายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่พบว่า มีบริษัทได้รับสัมปทานทำเหมืองจำนวนมาก ทั้งเหมืองแมงกานีสไดออกไซด์และเหมืองทองคำในพื้นที่เมืองโกและเมืองเลน จังหวัดท่าขี้เหล็ก หลายบริษัทถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงกับทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงหรือการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในเมียนมา
ทั้งรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลจีนจึงถูกมองว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดมลพิษในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย โดยเมียนมาเป็นเจ้าของดินแดนที่เกิดกิจกรรมเหมือง ขณะที่จีนมีทั้งบริษัทเอกชนที่เข้าไปลงทุน เป็นผู้รับซื้อแร่ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่เหมืองหลายแห่ง
ข้อมูลระบุว่า ระหว่างปี 2558-2568 จำนวนเหมืองในเมืองป้อก รัฐฉาน เพิ่มขึ้นจาก 3 แห่งเป็น 26 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า หลายแห่งใช้เทคนิคการชะละลายแร่ (In-situ leaching) ซึ่งเป็นการฉีดสารเคมีลงไปในชั้นดินเพื่อสกัดแร่ วิธีการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ลงสู่แหล่งน้ำ
“มลพิษในตะกอนดิน คือระเบิดเวลาที่อาจย้อนกลับมาปนเปื้อนในน้ำและห่วงโซ่อาหารได้อีกหลายครั้งในอนาคต หากต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข”
ภาคประชาชนจึงเห็นว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง แต่ยังรวมถึงการที่ภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานของจีนมีอิทธิพลต่อกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นเหตุ
เครือข่ายประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลจีนใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) เพื่อตรวจสอบย้อนกลับการทำเหมืองและพัฒนาระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ (Mineral Traceability System) ให้มีความโปร่งใส รวมถึงกำกับดูแลบริษัท นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของจีนที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ โดยกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights and Environmental Due Diligence) และจัดให้มีกลไกรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประชาชนในประเทศปลายน้ำอย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และมีความหมาย
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในภาคเหนือได้ส่งแรงสะเทือนไปถึงระดับระหว่างประเทศ เมื่อโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ระบุว่า จีนได้รับทราบรายงานเกี่ยวกับปัญหามลพิษดังกล่าวแล้ว พร้อมชี้ว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเมียนมา และรับทราบว่าทั้งสองประเทศกำลังจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา โดยเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบร่วมกัน
ทั้งนี้ หากต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข สารพิษจะไหลต่อไปยังแม่น้ำโขง ลาว เวียดนาม และกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิง:
– https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/2026/04/Policy_69_th.pdf
– https://greennews.agency/?p=42695
– https://bkktribune.com/มาตราการรฐในการแกปญหาก/
– https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485988
– https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1239171
Tags: เมียนมา, แม่น้ำสาละวิน, เชียงราย, แม่น้ำกระบุรี, มลพิษข้ามพรมแดน, เหมืองแร่, โลหะหนัก, ภาคเหนือ, แม่น้ำปนเปื้อน, แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำโขง, แม่น้ำรวก, จีน, สารหนู, สิ่งแวดล้อม, แม่โขง, แม่น้ำ, วิกฤตสิ่งแวดล้อม




