ในวันที่ทุกคนต่างรับรู้และเข้าใจตรงกันว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์’ คือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญมากที่สุดคือ ความท้าทาย ‘ด้านการบริบาล’ กล่าวคือ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

หากย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 30 ปีที่แล้ว การดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัวมักตกเป็นหน้าที่ของสมาชิกในบ้าน เช่น ลูกหรือหลานของผู้สูงอายุ ตามรูปแบบการดูแลที่สอดคล้องกับค่านิยมและโครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิมของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาพสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันเริ่มมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องออกจากบ้านเพื่อไปประกอบอาชีพ ดังนั้นปัญหาที่ตามมาจึงทำให้ความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัวลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่าความท้าทายดังกล่าวกลายเป็นโอกาสสำคัญที่เปิดพื้นที่ให้กับธุรกิจส่ง ‘พนักงานดูแลผู้สูงอายุไปให้บริการตามบ้าน’ หรือ Home Care เติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

Home Care ธุรกิจแห่งยุคสมัยสังคมสูงวัย

ในช่วง 10 ปีหลัง เราเริ่มเห็นการบริการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยตามบ้าน (Home Care) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเพื่อเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะลูกหลานที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การเติบโตขึ้นของธุรกิจซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคใหม่ ทำให้ศูนย์วิจัยหลายแห่งเคยยกให้เป็น ‘ธุรกิจที่น่าจับตามอง’

หมอตั้ม-นายแพทย์ คณพล ภูมิรัตนประพิณ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Home Care ภายใต้ชื่อ ‘Health at Home’ ซึ่งมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยสูงอายุ เล่าว่า หลังจากผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาลเสร็จ ปัญหาที่มักตามมาคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อ หากต้องกลับบ้านก็มักไม่มีผู้ดูแลที่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา

ประกอบกับที่นายแพทย์คณพลเคยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้ได้เห็นระบบการดูแลและติดตามอาการผู้สูงอายุที่บ้านผ่านธุรกิจ Home Care จึงทำให้มองเห็นว่า หากประเทศไทยพัฒนาระบบบริการส่งพนักงานดูแลผู้สูงอายุไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้อย่างเป็นระบบ ก็อาจเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างของปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยได้ในระดับหนึ่ง

และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ Home Care ในปี 2558 นายแพทย์คณพลเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้บริการ Home Care เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากร ‘Sandwich Generation’ หรือกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่และลูก ทำให้ไม่สามารถรับภาระจากทั้ง 2 ทางได้เพียงลำพัง

ชีวิตของพนักงาน Home Care กับสิ่งที่คนมักเข้าใจผิด

นี-ธนภรณ์ ดีสะท้าน ซึ่งแต่เดิมประกอบอาชีพแม่ค้า เป็นหนึ่งในคนที่ผันตัวมาเป็นพนักงาน Home Care ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเองไม่คุ้นเคยหรือรู้จักกับอาชีพนี้มากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางในสายอาชีพดังกล่าวคือ ความคุ้นเคยในการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ และลักษณะนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนใจเย็นซึ่งน่าจะทำอาชีพนี้ได้ดี

เช่นเดียวกับ ทัศน์-ทัศน์วรรณ ศิริรื่น ที่ประกอบอาชีพพนักงาน Home Care มาแล้วมากกว่า 3 ปี เธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่อาชีพนี้ มาจากประสบการณ์ดูแลแม่ที่มีอายุมาก่อนหน้านี้ จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามาทำงานดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน และจนถึงปัจจุบัน ทัศน์ดูแลผู้สูงอายุมาแล้วมากกว่า 20 เคส

ทัศน์เล่าว่า ผู้สูงอายุแต่ละเคสแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ระดับความยากง่ายในการดูแลไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับเธอแล้ว การได้เห็นผู้สูงอายุมีอาการดีขึ้นจากความช่วยเหลือของเธอ คือปลายทางที่สร้างความสุขและกำลังใจให้กับการทำงานในอาชีพนี้

สำหรับความท้าทายที่พนักงาน Home Care ทั้ง 2 รายเห็นตรงกันคือ ความจำเป็นของความรู้พื้นฐานด้านการดูแลผู้ป่วย ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการเรียนรู้มากกว่าที่หลายคนคาดคิด

“สำหรับบางเรื่อง เราเคยคิดว่ามันคือหน้าที่ของพยาบาล แต่เราต้องชำนาญและทำให้ได้ เพื่อมาช่วยผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้าน” ทัศน์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของการทำงานในอาชีพนี้คือ การรับมือกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุ รวมถึงการปรับตัวให้ทำงานร่วมกับญาติของผู้สูงอายุ ตลอดจนการรับมือกับความคาดหวังที่แตกต่างกันตามแต่ละครอบครัว

“เราต้องทำให้ดี เราต้องปรับตัว เดี๋ยวเขาก็จะไว้ใจเรา” นีแบ่งปันประสบการณ์หลังจากใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับตัวเข้าหาญาติของผู้สูงอายุ

ทัศน์กล่าวอีกว่า อาชีพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่สมาชิกต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ตลอดเวลา โดยพนักงาน Home Care เป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาความกังวลของครอบครัวในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ อีกทั้งยังช่วยอยู่เป็นเพื่อนและดูแลผู้สูงอายุเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว

ทัศน์มองว่า อาชีพนี้มีทั้งข้อดีและความท้าทาย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำอาชีพนี้คือ ‘ความเข้าใจ’ และ ‘ความอดทน’

“อาชีพนี้ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ถ้าเราอดทนและผ่านไปได้ เราจะทำได้เรื่อยๆ” ทัศน์กล่าวทิ้งท้าย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่คุ้นเคยกับพนักงาน Home Care มากนัก คือการที่บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุมักถูกเข้าใจทับซ้อนกับอาชีพแม่บ้าน ทั้งที่ลักษณะงานและทักษะที่ใช้มีความแตกต่างกันอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม พีท-ตรีทิพย์ หวั่นอินตา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของ Health at Home ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2558 อธิบายว่า ตามความเข้าใจที่ถูกต้อง อาชีพ Caregiver คืองานบริบาลเบื้องต้นที่จำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะเฉพาะทาง เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับอาการป่วยของผู้สูงอายุ และดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างถูกต้อง

ความท้าทายของธุรกิจ Home Care ในสังคมไทย

ในปัจจุบัน ธุรกิจ Home Care เริ่มขยายตัวและมีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทยตามโครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปัจจุบันมีเอกชนที่ให้บริการ Home Care ในประเทศไทยมากกว่า 1,500 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ระบบกำกับดูแลธุรกิจประเภทนี้ยังคงมีอยู่อย่างจำกัดในสังคมไทย ส่งผลให้เกิดระบบ ‘Home Care เถื่อน’ หรือผู้ให้บริการนอกระบบซึ่งรับงานโดยไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและคุณภาพการดูแลสำหรับผู้ใช้บริการ

ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของ Health at Home ชี้ว่า ผู้ให้บริการ Home Care นอกระบบจำนวนหนึ่ง อาจไม่ได้ผ่านการอบรมหรือมีความรู้เพียงพอสำหรับการดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังอาจมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยและอาชญากรรม ดังนั้นธุรกิจ Home Care ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบจึงเกิดขึ้นเพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว

“ข้อดีของบริการจัดหาพนักงาน Home Care คือ การมีประกันและการคุ้มครองทุกกรณี ตั้งแต่อุบัติเหตุ ของสูญหาย ของเสียหาย

“แต่ถ้าหากนายจ้างไปจ้างงานตรง เมื่อเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นอาจจะไม่มีใครรับผิดชอบ

“รวมถึงประวัติอาชญากรรมที่ธุรกิจ Home Care จะมีการตรวจสอบและสร้างความสะดวกตรงนี้ให้ด้วย” ตรีทิพย์กล่าว

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของธุรกิจ Home Care คือประเด็นเรื่องค่าบริการ ที่แม้ความต้องการใช้บริการจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สูงอายุหรือครอบครัวบางส่วนกลับไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

ผู้ก่อตั้ง Health at Home อธิบายว่า การดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและได้มาตรฐาน จำเป็นต้องมีต้นทุนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงบุคลากร ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซึ่งล้วนส่งผลต่อระดับค่าบริการ

ด้วยเหตุนี้ ในความเป็นจริง บริการ Home Care จึงยังเข้าถึงได้เพียงบางกลุ่ม โดยปัจจุบัน ค่าบริการของ Health at Home เริ่มต้นที่วันละ 1,200 บาท และในรูปแบบรายเดือนเริ่มต้นที่ 1.9 หมื่นบาท

ขณะเดียวกัน การที่ระบบกำกับดูแลและมาตรฐานของธุรกิจยังไม่ชัดเจน ยังส่งผลให้รูปแบบการให้บริการแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง เช่น อัตราค่าบริการ หรือกระบวนการฝึกอบรมผู้ดูแล เป็นต้น

บทบาทของภาครัฐ

The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ นายแพทย์ เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเฌ้อสเซอรี่โฮม (Chersery Home) และนายกสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) เพื่อสอบถามถึงบทบาทของภาครัฐต่อประเด็นนี้

นายแพทย์เก่งพงศ์มองว่า สังคมไทยยังคงต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่จำนวนผู้ดูแลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพของทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้โรคและแนวทางการรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ดูแลยังต้องมีความเข้าใจต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาอาชีพ Caregiver ในอนาคตข้างหน้า

นายแพทย์เก่งพงศ์ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พยายามผลักดันให้เกิดการกำหนดมาตรฐาน เพื่อดึงอาชีพ Caregiver ที่กระจัดกระจายอยู่ ‘นอกระบบ’ ให้ ‘เข้าสู่ระบบ’ ที่มีการกำกับดูแลมากยิ่งขึ้น

โดยกำหนดให้หน่วยงานที่ให้บริการ Home Care จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ‘สถานประกอบการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ’ อย่างถูกต้องกับกรมอนามัย เพื่อสร้างมาตรฐานในด้านต่างๆ เช่น การคัดเลือกพนักงาน Home Care สัญญาจ้างงานและการคุ้มครองที่เป็นธรรม รวมไปถึงการให้บริการผู้บริโภคอย่างเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบอาชีพ Caregiver ไม่ว่าจะรูปแบบใด รวมถึงพนักงาน Home Care ยังจำเป็นต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก สธ.ไม่น้อยกว่า 420 ชั่วโมง เพื่อให้ประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนด

ที่ผ่านมาพนักงาน Home Care เถื่อน ที่รับจ้างดูแลผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ผ่านการอบรม หรือมีความรู้ด้านการดูแลอย่างเพียงพอ แม้จะมีค่าจ้างที่ต่ำกว่า แต่ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อผู้สูงอายุ

นายกสมาคม SHSTA อธิบายว่า การทำให้ Caregiver นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น จะทำให้อาชีพนี้มีมาตรฐาน ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวของผู้สูงอายุ และช่วยยกระดับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของการให้บริการได้มากขึ้น

ในทางกลับกัน Caregiver เองก็จะได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานตัวกลาง ทั้งจากภาครัฐและองค์กร Home Care ที่สังกัดอยู่ด้วยเช่นกัน

การผลักดันให้ Caregiver เข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องยกระดับภาพลักษณ์และคุณค่าของอาชีพนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพเกิดความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง พร้อมทั้งพิจารณามาตรการสนับสนุนด้านสวัสดิการ เช่น การประกันรายได้ขั้นต่ำ เป็นต้น

ในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาธุรกิจ Home Care และอาชีพ Caregiver จึงควรต้องอาศัยบทบาทร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของภาคเอกชน นายแพทย์คณพลมองว่า ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามเข้ามาดำเนินการ และออกแบบโครงการเพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้บริการ Home Care ด้วยตนเอง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

นายแพทย์คณพลจึงเสนอว่า บทบาทที่เหมาะสมของภาครัฐควรเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ โดยทำหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรฐานที่ชัดเจน พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือหรือกลไกต่าง ๆ เพื่อเสริมศักยภาพให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนบริการอย่างมีประสิทธิภาพเสียมากกว่า

สำหรับในอนาคต นายแพทย์เก่งพงศ์คาดหวังไปจนถึงว่า ประเทศไทยควรมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานของอาชีพ Caregiver อย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับองค์กรวิชาชีพอย่างแพทยสภา เพื่อรองรับอาชีพที่มีแนวโน้มจะสำคัญมากยิ่งขึ้นในสังคมผู้สูงวัยในอนาคต

“ความต้องการ Caregiver ในปัจจุบันมีมากถึง 1 แสนราย แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการมากขึ้นอีก 2 เท่า

“แต่ที่มีอยู่ในระบบตอนนี้มีเพียงแค่หลักหมื่นคนเท่านั้นเอง มันเป็นความท้าทายที่เราต้องดึง Caregiver เข้าสู่ระบบมากกว่านี้ให้ได้

“ในอนาคต ผมก็อยากเห็นภาพ Caregiver มีมาตรฐานเท่ากันในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” นายแพทย์เก่งพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

Tags: , , , , , , , , ,