
“น้ำสูง 6 เมตร ถึงบ้านชั้น 2 ต้องไปนอนที่ชั้น 3 สำนักงานก็ท่วม คอมพิวเตอร์จมน้ำเสียหายทั้งหมด ผมต้องควักเงินส่วนตัวซื้อมาให้พนักงานใช้ไปก่อน ไม่งั้นเขาจะไม่มีอะไรไว้ทำงาน” ผู้บริหารท้องถิ่นรายหนึ่งย้อนอดีต
“บ้านผมท่วม 3-4 เมตร น้ำมาแรงมาก เข้าบ้านไม่ได้อยู่เป็นสัปดาห์” อาจารย์มหาวิทยาลัยกล่าว
“นู่นๆ น้ำขึ้นมิดเพดาน เสียดายตอนนั้นขนของออกมาไม่ทัน” แม่ค้าในตลาดขายของฝากดัง ชี้นิ้วไล่ไปที่หลังคาเพื่อบอกระดับความสูง
“น้ำมันมาตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาข้าวของก็ระเนระนาดไปหมดแล้ว” บาริสต้าร้านเครื่องดื่มสไตล์โมเดิร์นใจกลางเมืองเล่า
ไม่ว่าจะไปคุยกับใครในตัวเมืองหาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสงขลาและของประเทศไทย ก็จะมี ‘เรื่องเล่า’ ถึงประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ในแบบของตัวเอง แม้เวลาที่เคลื่อนผ่านมาหลายเดือน อาจแปรความขมขื่น ตกใจ วิตกกังวล ไปจนถึงสิ้นหวังในเวลานั้น ให้กลายเป็นประโยคบอกเล่าในชีวิตประจำวัน ตามกลไกทางชีววิทยาของมนุษย์ ที่ถึงจะเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายเพียงใด ก็ต้องพยายามปรับตัวให้สามารถอยู่รอด และพาชีวิตไปต่อให้ได้
หากไปดูระดับน้ำช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในจุดที่ 3 ลำน้ำสำคัญของหาดใหญ่มาบรรจบ ทั้งคลอง ร.1 คลองอู่ตะเภา และคลองหวะ เราจะเห็นสิ่งที่ ‘ขัดแย้งกัน’ จากหน้าเป็นหลังมือ ระหว่างภาพความแห้งแล้งจนเนินทรายใต้ท้องน้ำโผล่ขึ้นมา โดยมีนกกระยาง 2-3 ตัว เดินหาอาหารอยู่ใกล้ๆ ฝ่าระดับน้ำที่สูงเพียงครึ่งแข้ง กับตัวเลขระดับน้ำสูงสุด 11.66 เมตร หรือเท่ากับตึก 4 ชั้น เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถูกบันทึกไว้บนผนังประตูระบายน้ำหน้าควนของกรมชลประทาน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน (สูงกว่าตัวเลขระดับน้ำสูงสุดจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2553 ที่บันทึกไว้ที่ 10.25 เมตร ถึงเกือบเมตรครึ่ง)
‘บาดแผล’ จากภัยพิบัติทางน้ำครั้งนั้นที่เกิดขึ้นทั่วจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน-6 ธันวาคม 2568 มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ 69,016 ครัวเรือน รวม 191,468 คน เสียชีวิตรวมกัน 232 ราย เฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 145 ราย ยังปรากฏร่องรอยให้เห็นได้ทั่วไปในพื้นที่เทศบาลเมืองหาดใหญ่ มหานครขนาด 21 ตารางกิโลเมตรที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ทั้งจากป้ายประกาศหน้าอาคารพาณิชย์จำนวนมาก เช่น ขาย เซ้ง ให้เช่า ยังไม่กลับมาเปิดบริการ ไปจนถึงป้ายประกาศขายอสังหาริมทรัพย์ที่ชูจุดเด่นเรื่อง ‘น้ำไม่ท่วม’

เช่นเดียวกับ ‘ระหว่างบรรทัด’ ของบทสนทนากับคนในพื้นที่ ที่ยังแฝงสัญญาณสะท้อนความทรงจำอันเจ็บปวด ทั้งจากน้ำเสียงและแววตา เจือด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตเมืองเศรษฐกิจสำคัญนี้
เพราะแม้หาดใหญ่จะเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่อยู่เป็นระยะทุก 10-15 ปี จากปัจจัยเรื่องที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศ แต่ภัยทางน้ำครั้งล่าสุดในปี 2568 กลับมีอะไรบางอย่างที่แปลกไปจากในอดีต กระทั่งระบบป้องกันน้ำท่วมมูลค่านับหมื่นล้านบาท ที่ว่ากันว่า ‘ใหญ่โตและเป็นระบบที่สุด’ แห่งหนึ่งของประเทศไทยยังเอาไม่อยู่
ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้น หลายคนอาจโทษเรื่องปัญหาการบริหารจัดการ การเมืองระหว่างองค์กรท้องถิ่น ไปจนถึงความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลส่วนกลาง
แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จนทำให้เกิดฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ ที่เรียกกันติดปากว่า ‘ฝน 300 ปี’ (ในทางวิชาการหมายถึง ระดับฝนที่หนักและรุนแรงจนโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากในระดับ 1 ครั้งต่อทุก 300 ปี) และการที่ฝนย้ายไปตก ณ จุดที่ระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ได้เตรียมรับมือไว้
“ฝนตกน้ำขึ้นถึงหัวเข่าแล้วก็ลด เสร็จแล้วก็ล้างบ้าน และใช้ชีวิตกันต่อไป” ความเคยชินของชาวหาดใหญ่ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในทุกๆ ปี อาจต้องเปลี่ยนไป
เพราะหลังจากนี้ เป็นไปได้ว่า ชีวิตของพวกเขาจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม

สายชล รักรุย เกิดที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แต่ย้ายมาทำงานและสร้างครอบครัวในหาดใหญ่เป็นเวลา 15 ปีแล้ว
1. น้ำท่วมใหญ่กับผลกระทบต่อชีวิตผู้คน
“น้ำท่วมปี 2568 ทำให้วัวชนตายไป 5 ตัว เหลืออยู่เพียงตัวเดียว ที่วันนั้นรอดเพราะพาไปเลี้ยงไว้ที่อื่น”
คือความเสียหายที่ หมู-สายชล รักรุย รองประธานชุมชนจันทร์นิเวศน์ หนึ่งในชุมชนริมทางรถไฟที่คนในพื้นที่มักเรียกรวมกันว่า ‘ชุมชน 3 จันทร์’ เพราะมีคำว่าจันทร์อยู่ในชื่อ ทั้งจันทร์นิเวศน์ จันทร์วิโรจน์ และจันทร์ประทีป ได้รับจากเหตุน้ำท่วมเมื่อปี 2568
เขาเล่าว่า ตามปกติ พอน้ำสูงถึงหัวเข่า คนในชุมชนจะอพยพไปอยู่บนทางรถไฟ รอจนระดับน้ำลดลง ค่อยกลับบ้าน เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เช่นกัน พอน้ำเริ่มมา เขากับครอบครัวจึงเก็บข้าวของไปอาศัยอยู่บนทางรถไฟ และนำวัวชน 5 ตัวที่เลี้ยงไว้ไปผูกไว้กับรางรถไฟ แต่เช้ามาปรากฏว่า ทุกตัวจมน้ำตายหมด เพราะรอบนี้น้ำมาเร็วและแรง แถมยังมาตลอดคืน ทั้งน้ำจากเขาคอหงส์และตัวเมืองหาดใหญ่
สายชลให้ข้อมูลว่า วัวชนปกติจะขายได้ตัวละ 1-2 แสนบาท ขึ้นอยู่กับผลงาน ในกลุ่มที่ตายไป มีตัวหนึ่งชนะมาแล้ว 3-4 ครั้ง ครั้งหนึ่งเคยชนะชนวัวได้เงินเดิมพันมาหลักล้านบาท ต่อให้หารกับเพื่อนๆ ที่มาร่วมลงเงินเดิมพันด้วย ก็ยังได้มาเป็นแสนบาท มากพอที่จะนำมาใช้สร้างบ้านที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงตาย แต่เป็นการทำให้หนึ่งในรายได้หลักของครอบครัวหายวับไปกับตา นอกเหนือจากการค้าของเก่าและรับเหมาก่อสร้าง

สายชลกับวัวชนตัวสุดท้ายของเขา หลังตัวอื่นๆ ตายจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2568
“เหลือมาตัวหนึ่งก็ยังดี” เขาพูดปลอบใจตัวเองอยู่ 2-3 ครั้ง ตลอดการสนทนา
ในช่วงน้ำมา ชาวชุมชนจันทร์นิเวศน์กว่า 40 ครอบครัว ต้องย้ายไปใช้ชีวิตในโรงเจของมูลนิธิไฉ่ซิ่งเอี๋ยที่มีระดับพื้นที่สูงกว่า บางคนป่วยติดเตียงก็ต้องช่วยกันย้ายหนีน้ำทุลักทุเล ไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอกมาถึง เนื่องจากกระแสน้ำค่อนข้างแรง ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นสัปดาห์กว่าจะย้ายกลับมายังบริเวณที่เรียกว่าบ้านได้
ต้นเดือนมีนาคม 2569 คนจากชุมชนจันทร์นิเวศน์ถูกเชิญให้ไปดูแบบบ้านน็อกดาวน์ที่ออกแบบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ชื่อ ‘บ้านเติมสุข’ เพราะพื้นที่ชุมชนเดิมได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วม ต้องถูกรื้อและปรับพื้นที่ใหม่ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะถมที่ให้สูงขึ้นจากเดิม 1 เมตร ขณะที่ชาวบ้านอยากได้บ้านที่สูงกว่าพื้นดินอย่างน้อย 2.60 เมตร เพราะประเมินว่า เมื่อปี 2568 ระดับน้ำสูงประมาณ 3-4 เมตร หากได้ตามแบบที่เรียกร้องไป ต่อให้ท่วมอีกครั้ง ตัวบ้านก็น่าจะอยู่พ้นน้ำพอดี ยังพออยู่อาศัยได้
แม้โดยพื้นเพจะเป็นคนจากอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แต่สายชลมาอาศัยอยู่ในตัวเมืองหาดใหญ่กว่า 15 ปีแล้ว ปักหลักทำงานและสร้างครอบครัวที่นี่จนมีสมาชิกถึง 3 รุ่น รวม 13 คน โดยทำสัญญาเช่าที่กับ รฟท.แบบปีต่อปี เหตุน้ำท่วมครั้งนั้น แม้จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตอย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังไม่ทำให้เขาคิดย้ายไปอยู่ที่ใหม่จากสารพัดข้อจำกัดของชีวิต เพียงแต่ต้องเตรียมปรับตัวว่า นับจากนี้ไปน้ำจะมาเยอะกว่าปกติ ‘ต้องอยู่กับมันให้ได้’
ชีวิตของสายชลเป็นภาพสะท้อนชะตากรรมของชาวบ้านหลายหมื่นชีวิต จากกว่า 300 ชุมชนในหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนั้น ซึ่งต่างพูดตรงกันว่า เกิดจากฝนตกหนักและนานกว่าปกติ แถมน้ำยังมาจากคนละแหล่ง เพราะเดิมน้ำท่วมหาดใหญ่มักมาจากอำเภอสะเดา ไหลมาตามคลองต่างๆ แต่รอบนี้ น้ำกลับมาจากเขาคอหงส์ที่ตั้งอยู่เหนือตัวเมืองหาดใหญ่ ทำให้ระบบป้องกันน้ำท่วมของเมืองรับมือไม่ไหว
ทั้งหมดเป็นฝีมือของธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจากอดีต

คลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่เน้นการผันน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด
2. โจทย์ใหม่จาก Climate Change
ระบบป้องกันน้ำท่วมของตัวเมืองหาดใหญ่ในปัจจุบัน อาศัย ‘โครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ ที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เป็นหลัก หลังเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เมื่อปี 2531 และ 2543 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของราษฎรครั้งละหลักหมื่นล้านบาท
หลักการโดยง่ายของระบบนี้คือ การเร่งผันน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุดด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรม โดยเฉพาะการขุดคลองระบายน้ำอีก 5 สาย เพิ่มเติมจากลำน้ำตามธรรมชาติอย่าง ‘คลองอู่ตะเภา’ โดยคลองขุดสำคัญที่เอาไว้ใช้ป้องกันน้ำท่วมคือ คลอง ร.1 ที่ภายหลังได้รับพระราชทานชื่อเป็น คลองภูมินาถดำริ ทั้งหมดดำเนินการระหว่างปี 2544-2550 ใช้งบประมาณราว 3,551 ล้านบาท
ต่อมา เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่อีกครั้งในปี 2553 ก็มีการดำเนินการต่อเป็นระยะที่ 2 เน้นเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำ ทั้งคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ใช้งบประมาณอีกกว่า 6,500 ล้านบาท
ศักยภาพในการระบายน้ำของคลอง ร.1 ปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนคลองอู่ตะเภาที่มีความยาวเป็นร้อยกิโลเมตร ต้องรับน้ำทั้งจากอำเภอสะเดาและลุ่มน้ำย่อยรวม 17 ลุ่มน้ำ มีศักยภาพในการระบายน้ำเมื่อผ่านกลางเมืองหาดใหญ่อยู่ที่ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ตามปกติ หาดใหญ่จะมีฝนตกหนักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน ที่น้ำท่วมในปี 2531, 2543, 2553 และล่าสุดปี 2568 ล้วนเกิดขึ้นในเดือนนี้ทั้งสิ้น โดยสาเหตุหลักมักมาจาก ‘น้ำท่า’ คือมวลน้ำที่มาจากต้นน้ำมีปริมาณมากเกินกว่าที่ศักยภาพของคลองจะรับได้ จนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ แต่ในครั้งหลังสุด กลับมีทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศจนฝนตกแช่ (Stationary Heavy Rain) นานหลายชั่วโมง ปริมาณฝนสะสมสูงถึง 880 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จนเกิด ‘น้ำหลาก’ มาจากเขาคอหงส์ที่ตั้งอยู่อีกฟากของเมือง ตรงข้ามกับคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
“น้ำท่วมหาดใหญ่ ปกติจะมาจากสะเดา เรามีเวลา 8-9 ชั่วโมงในการรับมือ แต่รอบนี้มาจากคอหงส์ ผ่านศูนย์วิจัยยางสงขลาแล้วมาบนถนนเลย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วมาก และเป็นบริบทใหม่ เพราะหาดใหญ่ไม่เคยท่วมจากน้ำที่มาจากบนเขามาก่อน” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ สรุปสาเหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 2568 ในมุมของผู้บริหารสถานการณ์ในพื้นที่
อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ณรงค์พรมองว่า เกิดจากการสร้างบ้านเรือนขวางทางน้ำและการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ศักยภาพการซับน้ำจากเขาลดลง เมื่อฝนตกหนัก น้ำป่าจึงหลากลงมาท่วมเมืองในที่สุด
Data 1: ปริมาณน้ำฝนช่วงมหาอุทกภัยหาดใหญ่ ปี 2568

ที่มาข้อมูล: กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผศ.พยอม รัตนมณี รองคณบดีฝ่ายบริหารวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า สาเหตุน้ำท่วมครั้งนั้นสรุปโดยย่อก็คือ ‘ฝนตกหนักเกินไป’ เพราะแม้หาดใหญ่จะมีการออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมไว้เป็นอย่างดี เห็นได้จากคลองขุด ทั้ง ร.1, 3, 4, 5 และ 6 ที่ออกแบบไว้ให้รองรับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในคาบ 50 ปี แต่ฝนกลับตกหนักกว่าศักยภาพเกินเท่าตัว ทำให้แม้ระบบจะช่วยระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาได้จริง แต่ปริมาณน้ำมหาศาลทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.80 เมตร ไม่รวมถึงการที่ระดับน้ำเหนือถนนลพบุรีราเมศวร์ ที่ถูกใช้เป็นคันกั้นน้ำสูงกว่าระดับน้ำในตัวเมืองหาดใหญ่ถึงเกือบ 1 เมตร (1.40 เมตร ต่อ 0.50 เมตร) ทำให้การไหลตามธรรมชาติทำได้ยาก จนน้ำท่วมขังสูงและนานกว่าปกติ
“ถามว่าทำไมน้ำท่วมในปี 2568 ทำให้หาดใหญ่เสียหายหนักขนาดนี้ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มันทำให้ประมาท ฝนตกมารอบแรก ประมาณวันที่ 21-22 พฤศจิกายน แล้วน้ำก็ผ่านไป ล้างบ้านล้างเมืองกันเกือบจะเสร็จแล้ว ปรากฏว่า วันที่ 23 พฤศจิกายนมีฝนตกมาอีก แล้วหนักกว่าเดิม ประกอบกับฝนที่ตกรอบแรกในพื้นที่ต้นน้ำจากอำเภอสะเดา ยังมาไม่ถึงตัวเมืองหาดใหญ่ พอมันไหลเข้ามาแล้วเจอกับฝนตกซ้ำๆๆๆ อย่างต่อเนื่อง เลยทำให้ท่วม”
พยอมสรุปว่า มหาอุทกภัยครั้งนั้นทำให้เห็นว่า Climate Change มีผลกระทบต่อเมืองหาดใหญ่ ซึ่งระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอแล้ว เพราะเราออกแบบระบบจากข้อมูลในอดีต ฉะนั้นทุกอย่างต้องนำมาปัดฝุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นี่คือ New Normal ของชาวหาดใหญ่

เมืองหาดใหญ่เคยเติบโตได้ด้วยชุมทางรถไฟที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 เชื่อมไปยังประเทศมาเลเซีย ทำให้เกิดการค้าขายกันระหว่าง 2 ประเทศ
3. ระบบป้องกันที่เคยใช้ได้ อาจไม่ดีพออีกต่อไป
หาดใหญ่เคยรับมือน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี ผ่านโครงการทางวิศวกรรมอย่างคลองขุด อ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ และประตูระบายน้ำ รวมถึงการบำรุงรักษาลำน้ำธรรมชาติให้ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งหมดทำไปเพื่อหน่วงน้ำฝนให้เข้าเมืองน้อยที่สุด พร้อมกับเร่งผันน้ำลงทะเลสาบสงขลา
การจัดสรรงบประมาณต่างๆ ก็ทำไปเพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์นั้น จากการสำรวจข้อมูลในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลส่วนกลาง ระหว่างปี 2565-2569 โดย Mekong EYE พบว่า มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริหารจัดการน้ำในอำเภอหาดใหญ่ ทั้งชลประทานและป้องกันน้ำท่วม รวม 103 โครงการ เป็นเงินกว่า 1,338.13 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เมืองนครหาดใหญ่ จะมีรวมกัน 61 โครงการ เป็นเงิน 521.73 ล้านบาท เกือบทั้งหมดจะใช้ไปกับการก่อสร้างหรือซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างในระบบป้องกันน้ำท่วมเดิม
หากแยกตามพื้นที่ต่อลำน้ำ งบประมาณในช่วงเวลาดังกล่าว จะใช้กับคลองอู่ตะเภา 54% คลองหวะ 30% คลอง ร.1 8% คลองเตยกับคลองแห 4% และคลอง ร.4 3% เป็นต้น
หนึ่งในโครงการสำคัญของช่วงเวลาดังกล่าวคือ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลองหวะ’ คลองสำคัญที่พาดตัวผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ทางใต้ใกล้กับมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ที่ตั้งงบไว้อย่างน้อย 152.61 ล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์ “เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองหวะให้ลงคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ได้สะดวกขึ้น”
ในเอกสาร แนวทางป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สงขลา ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จัดทำขึ้นหลังมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปลายปี 2568 ยังระบุถึงการของบประมาณ แยกเป็น 3 ระยะ
– ระยะเร่งด่วน (ปี 2569-2570) เน้นไปที่การขุดลอกคลอง 14 สาย ซ่อมแซมอาคารที่เสียหาย 243 แห่ง และศึกษาแผนเพื่อบรรเทาอุทกภัยและจัดหาแหล่งน้ำในหาดใหญ่ ใช้งบประมาณรวม 1,017 ล้านบาท
– ระยะปานกลาง (ปี 2571-2573) เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำต่างๆ ทั้งคลองอู่ตะเภา คลองหวะ คลอง ร.3-6 ฯลฯ ใช้งบประมาณรวม 4,660 ล้านบาท
– ระยะยาว (หลังปี 2574) เน้นที่การพัฒนาอ่างเก็บน้ำทั้ง 8 แห่ง ใช้งบประมาณรวม 6,980 ล้านบาท ที่ยังไม่รวมถึงการขุดคลองผันน้ำเส้นใหม่ในจังหวัดสงขลา จากบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปอำเภอบางกล่ำ ที่จะใช้งบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท
คำถามที่น่าสนใจก็คือ การป้องกันน้ำท่วมโดยเน้นหนักไปที่โครงการทางวิศวกรรม ยังเพียงพอไหมต่อการปกป้องเมืองหาดใหญ่จากภัยทางน้ำ
Data 2: โครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ ระหว่างปี 2565-2569

ที่มา: เอกสารประกอบ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ระหว่างปี 2565-2569
ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ ที่ปรึกษาด้าน Climate Change ประจำธนาคารพัฒนาเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติและผังเมือง ซึ่งเคยทำวิจัยเรื่อง เมืองหาดใหญ่: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงภัยพิบัติด้านน้ำ โดยย้อนข้อมูลตั้งแต่ปี 2505-2566 ให้ความเห็นถึงเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 เอาไว้ว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมครั้งล่าสุด นอกจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากในอดีต ยังรวมถึงกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการขยายตัวของเมือง ทั้งเทศบาลนครหาดใหญ่และอีก 3 เทศบาลโดยรอบ ทั้งควนลัง คอหงส์ และคลองแห จนมีประชากรรวมกันกว่า 3 แสนคน มากกว่าเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ด้วยซ้ำ โดยมีสิ่งปลูกสร้างบางส่วนไปขวางทางไหลของน้ำ และบางส่วนไปสร้างบนพื้นที่รับน้ำเดิม
ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติและผังเมืองรายนี้ยังมองว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมที่เน้นการไล่น้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด ยังส่งผลกระทบด้านกลับคือ เมื่อถึงฤดูแล้ง หาดใหญ่จะแห้งแล้งมาก เพราะน้ำไหลลงทะเลเร็วเกินกว่าจะทิ้งจังหวะซึมลงใต้ดิน และพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบสงขลาถูกน้ำเค็มไล่ขึ้นมา เพราะไม่มีน้ำจืดใต้ดินคอยไปเป็นกันชนตามหลัก Cleidoic Barrier
เขาเสนอวิธีบริหารจัดการน้ำในเมืองหาดใหญ่ว่า นอกจากการก่อสร้างต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อยากให้นำแนวคิด Nature-Based Solution มาใช้อีกทาง เพื่อให้เมืองช่วยซับน้ำบางส่วนไว้ใต้ดิน พร้อมกับสร้างสมดุลระบบนิเวศน้ำ ซึ่งเคยใช้ได้ผลที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แม้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มเห็นผล แต่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข้อเสนอของธงชัยสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏในรายงาน แนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน ที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมจัดทำกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ช่วงปลายปี 2568 ที่มีหนึ่งในข้อเสนอคือ ขยายคลอง ร.1 และทำให้เป็นพื้นที่ Green Belt Floodway
พยอมจาก ม.อ.อธิบายว่า โดยทั่วไปการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะมี 2 แนวทางหลักคือ Grey Solution หรือใช้การก่อสร้างทางวิศวกรรม และ Green Solution เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพิ่มพื้นที่ซับน้ำ ออกแบบให้เมืองมีพฤติกรรมรับน้ำได้มากขึ้น เช่น มีธนาคารน้ำใต้ดิน เพิ่มพื้นที่ชุ่มน้ำ ปรับปรุงพรุต่างๆ ให้มีลักษณะทางชีววิทยาที่เหมาะกับการอุ้มน้ำฝนมากขึ้น ซึ่ง Green Belt Floodway ก็เป็นแนวทางที่จะทำให้ธรรมชาติช่วยดูดซับปริมาณน้ำฝนน้ำหลากได้มากขึ้น
“ในทางวิชาการยังต้องใช้ 2 อย่างร่วมกัน งานวิศวกรรมอย่างการทำแก้มลิงเพิ่ม สร้างถนนวงแหวนเป็นคันกั้นน้ำ หรือขุดลอกคูคลองก็ยังมีความจำเป็นต้องเดินต่อ ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ ‘ทฤษฎีเมืองสีเขียว’ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ กระทั่งการก่อสร้างบ้านเรือนก็ต้องเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันน้ำ เช่น ชั้นล่างพยายามทำให้เป็นพื้นที่โล่ง น้ำจะไหลได้สะดวก ทำให้มีชั้นลอยเพื่ออยู่อาศัยได้เวลาน้ำมา”
นักวิชาการที่อยู่ใน ‘ทีมจัดทำแผนที่น้ำท่วมหาดใหญ่เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก’ ของ ม.อ.ยังมีข้อเสนอว่า การป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่จะต้องปรับปรุง ‘ระบบเตือนภัย’ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีตรวจวัดระดับน้ำ ตลอดทั้งคลองอู่ตะเภาความยาวกว่าร้อยกิโลเมตร 10 สถานี และลุ่มน้ำย่อยทั้งหมดอีก 17 ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละสถานี รวมทั้งหมด 27 สถานี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและทันสมัย เช่นเดียวกับการสำรวจพื้นที่ด้วยการบิน LiDAR ที่จนถึงเดือนมีนาคม 2569 ทีมจัดทำแผนที่ภูมิประเทศตั้งแต่เขื่อนสะเดาไปจนถึงทะเลสาบสงขลาได้มากกว่า 80% แล้ว
“การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศมันเกิดขึ้นแล้ว มหาอุทกภัยครั้งนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ แนวทางป้องกันน้ำท่วมแบบเดิมอาจจะไม่พอ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะกลับมาทำร่วมกับ Green Solution ซึ่งความจริงมันมีสิ่งที่เรียกว่า ‘แผนพัฒนาลุ่มน้ำ’ อยู่ เนื้อหาว่าด้วยการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำ แต่แผนดังกล่าวไม่เคยถูกนำมาแปลเป็นงบประมาณ” พยอมกล่าว

แม้อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน แก้มลิงใหญ่ที่สุดในตัวเมืองหาดใหญ่ ขนาดพื้นที่ 75 ไร่ จะรองรับน้ำได้มากถึง 5.3 แสนลูกบาศก์เมตร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการป้องกันน้ำท่วมเมื่อปี 2568
4. วิธีแก้ปัญหา ‘แบบไทยๆ’ กับอนาคตของเมืองที่ไม่ชัดเจน
“มีคำกล่าวว่า สมัยก่อนคนสงขลาจะขับรถเบนซ์เก่าๆ มายืมเงินคนหาดใหญ่ แต่ระยะหลัง กลายเป็นคนหาดใหญ่ที่ต้องขับรถรุ่นใหม่แพงๆ ไปยืมเงินคนสงขลา”
แม้จะเป็นเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่แค่บางคน แต่ก็พอทำให้เห็นถึงสภาพทางเศรษฐกิจที่เริ่มพลิกกลับ จากสมัยก่อนที่ตัวเมืองจังหวัดสงขลาจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยของเจ้าสัว หรือผู้มีอันจะกินตั้งแต่อดีต ต่อมาความเฟื่องฟูต่างๆ ก็ย้ายมาที่ตัวเมืองหาดใหญ่ ผ่านทางรถไฟและทำเลที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้โดยง่าย แต่ในช่วงหลายปีหลัง เศรษฐกิจของหาดใหญ่กลับซบเซาลง กลายเป็นตัวเมืองในอำเภอเมือง จังหวัดสงขลาที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง
บทสนทนากับผู้ประกอบการโรงแรม พ่อค้าแม่ค้า สื่อมวลชน และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในหาดใหญ่ ที่ทีม Mekong EYE พบระหว่างลงพื้นที่ ยังสะท้อนความรู้สึกเดียวกันถึง ‘ความไม่มั่นใจ’ ในอนาคตของเมือง ทั้งทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแผนการรับมือน้ำท่วมที่ยังไม่ชัดเจน บางร้านค้าที่เจอน้ำท่วมเมื่อปี 2568 ถึงขนาดตัดสินใจยังไม่รีโนเวต รอให้เห็นทิศทางก่อนว่าหาดใหญ่จะไปทางไหน
ปัจจัยความไม่ชัดเจนนั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากช่องว่างในการทำงานของระบบราชการไทย ทั้งระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น หรือระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง
แม้ปฏิเสธจะพาดพิงใคร แต่จากข้อมูลที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่เล่าย้อนถึงปัญหาในการเตือนภัยครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้เห็นถึงปัญหาในการรับมือน้ำท่วมของเมืองหาดใหญ่ที่มาจาก ‘ระบบราชการ’ เช่น การจะยกธงเตือนเมื่อระดับน้ำขึ้นสูง ต้องขออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด การเข้าถึงข้อมูลทั้งปริมาณฝนและระดับน้ำในลำคลองที่มีลำดับขั้นตอน กว่าจะได้แจ้งเตือนก็ไม่ทันต่อการอพยพ อำนาจและความรับผิดชอบระหว่างจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด อำเภอ และเทศบาลในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือ เรื่องงบประมาณในการจัดทำโครงการเพื่อเตรียมรับมือน้ำท่วมในอนาคต
ณรงค์พร หรือที่คนในพื้นที่เรียกด้วยชื่อเล่นว่า ‘นายกฯ แป้น’ นำเอกสารโครงการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเมืองหาดใหญ่ ที่เสนอของบประมาณจากรัฐบาลเป็นเงินรวมกันกว่า 3,929 ล้านบาท ไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มาแสดงให้ดู ซึ่งเขาอธิบายว่า ที่ต้องของบประมาณจากรัฐบาลกลาง เพราะใช้เงินมหาศาลเกินกว่าที่เทศบาลนครหาดใหญ่จะจ่ายเองได้
จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณของเทศบาลนครจะอยู่ที่ราว 2,000-2,100 ล้านบาทต่อปี เกินครึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำ เหลือเป็นเงินสำหรับลงทุนโครงการต่างๆ หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น
โครงการที่นายกเทศมนตรีหาดใหญ่เสนอ ยังเน้นไปที่โครงการทางวิศวกรรม แต่เปลี่ยนมารับมือน้ำจากฝั่งเขาคอหงส์แทน เช่น ขยายอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ใช้งบประมาณ 95 ล้านบาท ทำทางระบายน้ำจากถนนกาญจนวนิชจากเขาคอหงส์ไปลงคลอง ร.4 ใช้งบประมาณ 580 ล้านบาท และการขยายคลองเตยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ใช้งบประมาณรวม 1,200 ล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากโครงการที่ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอ แม้จะใช้งบหลักพันล้านบาท แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วพื้นที่เมืองหาดใหญ่ เพราะเทศบาลนครหาดใหญ่มีอำนาจจำกัด อย่างลำน้ำใต้การดูแลก็มีเพียงคลองเตย (บางคนเรียกคลอง ร.2) กับคลอง 30 เมตร ส่วนคลองสำคัญอื่น เช่น คลอง ร.1 หรือคลองอู่ตะเภา อยู่ใต้การดูแลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่โครงการการก่อสร้างขนาดใหญ่ ก็ต้องทำผ่านกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
|
ล้อมกรอบ-โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ ที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ยื่นเสนอของบประมาณจากรัฐบาลหลังเหตุมหาอุทกภัยในปี 2568 ใช้งบรวม 1,960 ล้านบาท 1. พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการอุทกภัย เช่น ข้อมูลด้านกายภาพของเมือง สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ระบบระบายน้ำ ทั้งคู ท่อ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำทุกช่องทาง ฐานข้อมูลครัวเรือนและกลุ่มเปราะบาง ระบบแจ้งเตือนภัย Flood Mark ในพื้นที่ และฉากทัศน์การเกิดน้ำท่วมในระดับต่างๆ ใช้งบประมาณ 85 ล้านบาท 2. ขยายพื้นที่กักเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน จาก 5.3 แสนลูกบาศก์เมตร เป็น 6 แสนลูกบาศก์เมตร โดยขยายพื้นที่ 20 ไร่ เสริมคันอ่าง ปรับลู่วิ่ง ปรับภูมิทัศน์ ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำ ใช้งบประมาณ 95 ล้านบาท 3. ก่อสร้างระบบระบายน้ำถนนกาญจนวนิช ความยาว 4,900 เมตร เพื่อระบายน้ำที่ไหลบ่ามาจากเขาคอหงส์ ไปตามแนวถนนกาญจนวนิช ระบายลงคลอง ร.4 หลังแนวทางรถไฟไปสงขลา ใช้งบประมาณ 580 ล้านบาท 4. ขยายคลองเตยด้านท้ายน้ำ ระยะทาง 2,600 เมตร เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จาก 240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท |
ธงชัยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติและผังเมือง มองว่า หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่อย่างยั่งยืนคือ Urban Restructuring หรือเปลี่ยนแปลงผังเมืองและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพราะหาดใหญ่ยังไงก็จะมีฝนตกทุกปี ยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ฝนจะตกหนักยิ่งขึ้น แต่การจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องใช้ความกล้าหาญสูงมาก
“ถามว่าหาดใหญ่จะเจอน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2568 ไหม ผมก็บอกว่า มาแน่ๆ แค่มาเมื่อไรไม่รู้ จะอีก 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า แต่เราต้องมาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว” ธงชัยกล่าว
ส่วนพยอมเชื่อว่า ผู้เกี่ยวข้องรู้ดีอยู่แล้วว่า ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่อย่างไร ติดตรงที่ไม่ลงมือทำเสียที โดยเขามีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ที่จะทำให้หาดใหญ่รอดจากน้ำท่วมและเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ 1. ขอคนที่ตั้งใจทำจริงจัง 2. ให้งบประมาณที่เพียงพอ และ 3. ให้เวลาทำงานต่อเนื่อง
มีโจทย์มากมายที่รอให้อดีต ‘เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของภาคใต้’ ต้องรีบปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนหาดใหญ่รู้สึกว่า ชีวิตในเมืองแห่งนี้ยังมีอนาคตและความหวัง หนึ่งในนั้นคือ การรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งวิธีการที่เคยสำเร็จในอดีต อาจใช้ไม่ได้ผลในอนาคต จากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ

อนาคตหาดใหญ่จะไปในทิศทางใด ยังเป็นคำถามตัวโตๆ ที่อยู่ในใจคนในพื้นที่จำนวนมาก




