“ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อกับแม่แล้วหนูจะอยู่ยังไง”
คงมีหลายคนที่เคยได้ยินประโยคนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เรายังเล็กจนโต หรือแม้กระทั่งเข้าวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะเรายังคงคุ้นชินกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มอบให้เราเสมอมา
ทุกวันนี้ยังมีพ่อแม่หลายคนที่คอยดูแลลูกผ่านการสวมบทบาทเป็น พ่อครัว แม่ครัวประจำบ้าน ช่างซ่อมแซมสิ่งของ ผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน นักปรึกษาชั้นดี หรือหากหาของชิ้นไหนไม่เจอ แค่ตะโกนขึ้นมาว่า “แม่ เห็นอันนี้ไหม” เพียงพริบตาเท่านั้นก็ได้เจอกับของที่ตามหาอยู่นานมาราวชั่วโมงกว่า นั่นเลยอาจเป็นคำตอบว่า พ่อและแม่ยังคงเป็นเหมือนคนร่ายเวทมนตร์ต่างๆ ให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากกว่าปกติ ทั้งให้ความรู้สึกอบอุ่นใจอยู่เสมอ
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พ่อแม่มักจะตั้งคำถามกับเราอยู่ตลอดว่า ถ้าวันหนึ่งพวกเขาล้มตายจากไป เราจะอยู่ได้ด้วยตัวเองจริงๆ ใช่ไหม แท้จริงแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามธรรมดา แต่แฝงไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ซ้อนทับกันอยู่ ทั้งความเป็นห่วง ความกังวล ความรัก ความเอ็นดู ไปจนถึงความเศร้าลึกๆ ที่อาจไม่เคยถูกพูดออกมาตรงๆ
ในทางจิตวิทยา ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า ‘การโศกเศร้าล่วงหน้า’ หรือทฤษฎี Anticipatory Grief ของ เอลิซาเบธ คูเบลอร์-รอสส์ (Elizabeth Kubler-Ross) จิตแพทย์ชาวสวิส-อเมริกัน ในหนังสือ On Death and Dying ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งกับฝ่ายลูกที่กลัวการสูญเสีย และฝ่ายพ่อแม่ที่กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ดูแลลูกในวันที่ลูกยังต้องการใครสักคน ความเศร้านี้จึงไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นผลของความผูกพันที่ลึกซึ้ง
ต่อมาที่ทฤษฎีการยอมรับ (Acceptance) ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการทำใจให้ชินกับความตาย หรือการเลิกกลัววันที่ต้องจากลา แต่คือการยอมรับว่าความไม่เที่ยงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเราไม่จำเป็นต้องรอให้วันนั้นมาถึงก่อนจะเริ่มเรียนรู้วิธีอยู่กับมัน การใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย รับฟัง หรือใช้ชีวิตธรรมดาร่วมกัน อาจกลายเป็นการเตรียมใจอย่างเงียบๆ ทั้งสำหรับลูกและพ่อแม่ โดยหลายครั้งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่า “ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อแม่แล้ว เราจะอยู่ได้ไหม”
แต่คือ “วันนี้ เรากำลังเตรียมตัวใช้ชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาท่านทั้งหมดแล้วหรือยัง”
เปลี่ยน ‘ความกังวล’ เป็น ‘ทักษะชีวิต’
เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ที่พ่อแม่เคยทำให้ เช่น การจ่ายบิลค่าน้ำไฟ การดูแลบ้าน จัดการค่าใช้จ่าย หรือทำอาหารเมนูโปรดของครอบครัว การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ในวันที่ท่านยังอยู่ คือการส่งสัญญาณให้ท่านสบายใจว่า ‘เราดูแลตัวเองได้’ และเป็นการลดภาวะช็อกเมื่อต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพังในอนาคต
สร้าง ‘พ่อแม่ภายในใจ’
เราสามารถ ‘เก็บ’ พ่อแม่ไว้ในใจได้ผ่านการจดจำวิธีที่เขาเคยปลอบโยนหรือแก้ไขปัญหา เมื่อเจอวิกฤตให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นคุณเป็นพ่อหรือแม่ จะบอกเราในวันนี้ว่าอะไร” การทำเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกว่าท่านไม่ได้จากไปไหน แต่กลายเป็น ‘เข็มทิศภายใน’ ที่คอยนำทางเราตลอดไป
ตามทฤษฎีความผูกพันของ จอห์น โบวล์บี (John Bowlby) พ่อแม่ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า ต้นแบบภายในใจ (Internal Working Models) ไว้ให้เรา ประสบการณ์จากการถูกดูแลจะกลายเป็นรากฐานทางใจที่มั่นคง แม้ในวันที่ท่านจากไป แต่ ‘ตัวแทนของท่านในใจเรา’ จะยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศคอยปลอบโยนและนำทางเราเสมอ
อนุญาตให้ตัวเอง ‘อ่อนแอ’ เพื่อที่จะ ‘ไปต่อ’
การรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำตัวแข็งแกร่งตลอดเวลา แต่คือการเข้าใจว่าความเศร้ามีระยะเวลาของมัน (Grief Process) การยอมรับความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของการเยียวยา และการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุข ไม่ใช่การลืมท่าน แต่คือการ ‘ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า’ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเราเติบโตมาได้งดงามเพียงนี้เพราะความรักของพ่อและแม่
อ้างอิง:
https://grief.com/images/pdf/5%20Stages%20of%20Grief.pdf
https://www.simplypsychology.org/attachment.html
https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1365-2206.2008.00592.x
Tags: พ่อแม่, ลูก, Family Tip, ครอบครัว, family




