ท่ามกลางการบริหารงานที่ไม่ได้ดั่งใจประชาชนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า เราจะทำอย่างไร เพื่อลดทอนอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลลงได้?

Cryptonian EP17 สัมภาษณ์ พิริยะ สัมพันธารักษ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องบิตคอยน์ (Bitcoin) ระดับแถวหน้าของเมืองไทย เพื่อตอบคำถามว่า บิตคอยน์จะสามารถแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้หรือไม่ พร้อมพูดถึงข้อเสียของ ‘เงินไม่ดี’ ที่มอบอำนาจเกินควรให้ไปอยู่ในมือผู้ผลิตเงิน ทำให้คนจำนวนหนึ่งเลือกเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จนเกิดเป็น ‘ระบอบอุปภัมภ์’ ที่ฝังรากหยั่งลึกลงในสังคมไทยมาถึงปัจจุบัน 

“ถ้าแก้ระบบการเงินได้ เราก็แก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ (Fix the money, Fix the World)”

เป็นประโยคหนึ่งที่น่าสนใจที่ พิริยะ เอ่ยขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ วันนี้เขาจะมาอธิบายให้ฟังว่า ระบบบิตคอยน์จะช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศเราได้อย่างไร

Fix the money, fix the world ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร 

ผมเคยพูดไว้ว่า ถ้าแก้ระบบการเงินได้ เราก็แก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ (Fix the money, Fix the World) หากจะพูดถึงเรื่องการมีอยู่ของ ‘เงิน’ ส่งผลยังไงกับโลก วัฒนธรรม การปกครอง และการเมืองอย่างไรบ้าง ถ้าเราทำความเข้าใจกับมันก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถแก้ปัญหาอำนาจที่มากเกินไปของภาครัฐได้ในระยะยาว 

แล้ว ‘เงินที่ดี’ แปลว่าอะไร และ ‘เงินที่ไม่ดี’ มันทำอะไรได้บ้าง? เงินที่ไม่ดี คือเงินที่ไม่มีความมั่นคง  เงินที่ถูกผลิตเพิ่มได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเงินของรัฐบาลหรือเงินของบริษัทเอกชน สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันสามารถนำอำนาจเข้าไปอยู่ในมือผู้ผลิตเงิน 

สมมติว่าเราหากมีเงินอยู่ในระบบจำนวนหนึ่งล้านหน่วย แล้วอยู่ดีๆ มีผู้ผลิตเงินเพิ่มเข้ามาในระบบอีกหนึ่งล้านหน่วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณของเงินทั้งหมดก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองล้านหน่วย จากคุณเคยมีเงินอยู่ 10,000 หน่วย ที่คิดเป็นทรัพย์สิน 1% ของเงินในระบบทั้งหมด แต่อยู่ดีๆ สังคมเราเพิ่มจำนวนเงินเป็น 2 ล้าน กลายเป็นว่า 1% ของเรา เหลือแค่ 0.5% แล้วส่วนอีกหนึ่งล้านหน่วยที่ผลิตขึ้นมาใหม่มันไปอยู่ที่ไหนกัน? 

คำตอบก็คืออยู่ที่มือ ‘ผู้ผลิตเงิน’ ซึ่งผู้ผลิตก็จะมีวิธีในการแจกจ่ายออกมา หากใครอยากได้เงิน วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเข้าหาผู้ผลิตเงิน ลองนึกภาพโครงการรัฐบาลทั้งหลาย จะเริ่มเห็นว่าทำไมถึงมีอะไรไม่ชอบมาพากลเยอะแยะไปหมด เพราะมันคือการที่ผู้คนวิ่งเข้าหาแหล่งผลิตเงิน เงินเหล่านี้จึงไปกระจุกอยู่แค่กับคนใกล้ตัว อยู่กับสถาบันการเงิน อยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ดังนั้นเงินที่ถูกผลิตเพิ่มขึ้นมันไม่ได้ทำให้ประเทศรวยขึ้น ในทางกลับกันมันทำให้ประชาชนทั่วประเทศจนลง เนื่องจากเงินไปกองอยู่กับคนเล็กๆ กลุ่มไม่กี่กลุ่ม การผลิตเงินเพิ่มมันก็เลยกลายเป็นกลไกในการขโมยเงินจากกระเป๋าของประชาชนทุกคนโดยทางอ้อมนั่นเอง

แต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการขโมยเงิน เลวร้ายยิ่งกว่าการทำให้ความมั่งคั่งหรือทรัพย์สมบัติที่ประชาชนเก็บไว้หายไป คือการมอบอำนาจต่อผู้ผลิตเงิน เพราะนั่นทำให้ใครก็ตามที่ต้องการเงิน ต้องเข้าหาสถาบันการเงิน ไปเอาที่ธนาคาร ไปเอาที่ผู้ผลิตเงิน ที่ธนาคารกลาง ที่รัฐบาล ไปทำงานโครงการของรัฐบาลที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เพราะเงินเหล่านี้ไม่ใช่เงินที่เขาหามาด้วยความยากลำบาก มันก็คือทรัพย์สินที่เขาได้มาผ่านกระบวนการทำงานราชการ แล้วนำมาใช้ ผู้อนุมัติก็มีหน้าที่แค่เซ็นอนุมัติไปให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้น มันก็เลยมีช่องโหว่ว่า ถ้าเราอยากจะเป็นผู้ประกอบการที่เข้าไปเอาเงินตรงนี้ มีโอกาสมากเลยที่เราจะทำงานแล้วชาร์จราคาแพงเกินเหตุ  เห็นไหมว่าเสาไฟต้นละสองแสน หรือนาฬิกาเรือนละแสนติดทั่วรัฐสภา กลายเป็นเรื่องปกติ  แต่ธุรกิจที่เข้าไปหาแหล่งผลิตเงินนั้น จะสังเกตได้ว่าธุรกิจเหล่านี้จะใช้เงินเยอะ แต่ว่าสร้างผลประโยชน์ สร้างคุณค่าให้กับสังคมน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ถนนของประเทศไทยก็เห็นพังอยู่ทุกปี ไม่รู้จะสร้างอะไรนักหนา ประเทศอื่นๆ เขาสร้างกันครั้งเดียวอยู่ได้เป็นร้อยปี ซึ่งเทคโนโลยีของประเทศไทยก็สามารถทำได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกมากๆ ด้วย แต่ไม่ยอมทำ ดันไปใช้อะไรที่มีราคาแพง แต่กลับไม่มีความคงทนสมราคา

งานพวกนี้เป็นการสูบเอาความมั่งคั่งของประชาชนไปไว้ในมือของกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ทำให้ประชาชนจนลงอย่างที่ไม่มีทางจะลืมตาอ้าปากได้ ตามมาด้วยการให้อำนาจที่เกินตัวไปอยู่กับกลุ่มคนบางกลุ่มที่ใช้อำนาจป่าวประกาศไปว่า ‘หากต้องการเงินต้องมาหาเรา’ เขาจึงมีการสร้างกฎเกณฑ์อะไรต่อมิอะไร ในที่สุดมันก็จะกลายเป็น ตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีอำนาจมหาศาล ดังนั้น ย้อนกลับมาถามว่า แล้วตอนนี้ใครอยากเป็นนายกฯ บ้าง นักการเมืองหรือรัฐมนตรีบ้าง  (หัวเราะ) ตำแหน่งเหล่านี้เงินเดือนเท่าไหร่เอง เงินเดือนเท่านี้ คุณไปทำงานบริษัทเทคโนโลยีก็ได้สูงกว่านั้นเยอะแยะ แล้วคุณจะไปเหนื่อยทำงานเพื่อประเทศชาติทำไม ก็เพราะว่าสิ่งที่เขาได้มันไม่ใช่แค่นั้น มันได้รับอำนาจตามมา มันมีอำนาจในการที่จะสร้างเงิน อำนาจในการที่จะโน้มน้าวทุกสิ่งให้ไปในตามทางที่เขาต้องการได้

ผมไม่ได้พูดถึงประเทศไทยประเทศเดียว ผมพูดถึงระบบของรัฐบาลและงานราชการทั่วโลกที่ใช้ระบบการเงินที่ผลิตได้ง่าย และรัฐบาลมีอำนาจในการผลิตเงิน มันจะเป็นแบบนี้เสมอ แต่สิ่งที่น่าเศร้ามากๆ ก็คือ อำนาจในการผลิตเงินมันจะดึงดูดคนที่ไม่คู่ควรต่ออำนาจเข้ามาเสมอ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ หากเราจะเรียกร้องผู้นำที่ดี เพราะว่าปัญหาคือ ใครก็ตามที่เข้ามาเขามีอำนาจ ย่อมมีกลุ่มคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากอำนาจนี้แน่นอน มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหวังว่าจะมีคนดีมาบริหารประเทศ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดี เพราะถึงแม้เขาจะดีจริง รักชาติจริง ไม่โกงจริง แต่ในที่สุดแล้ว รัฐบาลของเขาคนอื่นๆ หน่วยต่างๆ ที่ได้ผลประโยชน์จากการเมืองทั้งหลาย ก็จะยังหลั่งไหลเข้ามา เพราะว่าอำนาจในการผลิตเงินอยู่ในมือรัฐ 

เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็คือการเอาอำนาจในการผลิตเงินออกจากมือรัฐ ลดทอนอำนาจการใช้นโยบายทางการเงินในการควบคุมและแทรกแซงเศรษฐกิจต้องออกมาจากมือรัฐ เมื่ออำนาจนี้ออกไปแล้ว มันไม่มีใครอยากเป็นรัฐบาลเพื่อหวังผลประโยชน์แน่นอน เพราะเงินเดือนแค่นั้นจะเป็นไปทำไม เหนื่อยแทบตาย อำนาจก็ไม่มี คนที่มาทำงานให้กับสังคมมันจะเหลือแต่คนบ้าที่รักชาติ อยากพัฒนาประเทศ อยากอุทิศเวลาของตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้วโตไปด้วยกัน

วิธีเดียวที่คนเหล่านี้จะได้ผลประโยชน์มากไปกว่าเงินเดือนน้อยนิดที่เขาได้ก็คือ การทำให้ประเทศชาติพัฒนามากๆ แล้วในที่สุดเขาก็จะได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นจากประเทศชาติที่พัฒนา แต่ทุกวันนี้เขาไม่ต้องใช้วิธีนั้น เพราะว่าเขามีอำนาจในการผลิตเงินอยู่ในมือ ไม่จำเป็นต้องให้ประเทศชาติพัฒนาไปไหน ขอเพียงแค่ว่าเขาอยู่และกุมอำนาจการผลิตเงินได้ 

หากเลือกแก้ได้จุดเดียว การแก้ระบบการเงิน จะช่วยแก้ไขปัญหาทั้งสายพานเลยใช่ไหม

จากประสบการณ์ของตัวเอง จากที่ศึกษาประวัติศาสตร์ นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราต้องแก้ และเป็นสิ่งเดียวที่แก้ได้ด้วย นั่นคือ ถ้าไม่แก้ระบบการเงิน ก็ไม่มีประโยชน์ เหนื่อยเปล่า คุณเอาใครขึ้นมามันก็เหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นคนดีทั้งคณะ มันก็จะโดนแทรกแซงเหมือนเดิม เพราะว่าอำนาจในการผลิตเงินอยู่ในมือคนที่เป็นคนดีกลุ่มนั้น ในที่สุดคนกลุ่มนั้นก็โดนแทรกแซงอยู่ดี

ผมเคยทำงานราชการ ขั้นตอนทั้งหลายเหล่านั้นผมก็เคยผ่านมาทั้งหมด รู้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน การที่ผู้คนที่ต้องการจะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต้องเห็นกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่รัฐสร้างขึ้นมาเพื่อจะป้องกันการโกง สุดท้ายดันกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้การโกงมันง่ายขึ้นกว่าเดิมเสียอีก อันนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเองก็บ่นอยู่บ่อยๆ ว่า หน่วยกำกับดูแล ทำให้มิจฉาชีพเฟื่องฟู การใช้กฎเกณฑ์ข้อบังคับทั้งหลายมาบังคับความประพฤตินั้น มันควบคุมได้เฉพาะคนที่ต้องการทำตามกฎเกณฑ์ แต่คนที่ไม่ต้องการทำตามกฎเกณฑ์ เขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว 

หากรัฐไม่มีวี่แว่วว่าจะแก้ไขระบบการเงิน ประชาชนสามารถทำอะไรได้บ้าง

เราหวังให้รัฐแก้ไม่ได้แน่นอน เพราะว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เขามีอำนาจ จริงๆ ต้องบอกว่า สำหรับประเทศไทย อำนาจตรงนี้ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าไหร่นัก คือยิ่งใหญ่นะ เพราะสามารถควบคุมโครงการต่างๆ การไหลของเงิน เงินทุนจะไปที่ไหน อะไรยังไง แต่ว่าไทยไม่ได้มีสิทธิ์ในการพิมพ์เงินตามใจชอบ เหมือนกับประเทศที่เขามีอธิปไตยทางการเงิน (Financial sovereignty) สูง เช่น  ธนาคารกลางของยุโรป ประเทศญี่ปุ่น จีน หรืออเมริกา ประเทศเหล่านี้ในทางปฏิบัติแล้ว คือผลิตเงินได้ตามใจชอบ เพราะฉะนั้น ตรงนั้นจะเน่าเฟะ เละกว่าเราเยอะเลย ถึงแม้ว่ามันจะดูสวยงามขนาดไหนก็ตาม

ดังนั้นการหวังให้รัฐบาลแก้นั้นเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเป็นในอดีตเราอาจจะคิดว่าเป็นการต่อสู้ที่หมดหวัง เพราะเขาถืออำนาจนี้อยู่ คุณจะไปบอกให้เขาทิ้งอำนาจนี้มันเป็นไปไม่ได้ คุณจะไปใช้เงินอื่นที่ไม่ใช่เงินที่รัฐใช้ ก็ผิดกฎหมายอีก เราโดนกฎหมายควบคุมตรงนี้ไว้หมด จนกระทั่งปัจจุบันนี่แหละที่เราเริ่มมีหวัง เพราะเรามีทางเลือก ที่มันมาในรูปแบบของระบบที่ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ นั่นคือ ‘บิตคอยน์ (Bitcoin)’ ที่ถึงแม้ว่าจะยังผันผวน ใหม่ และเล็กมาก แต่ถ้าเราเข้าใจถึงหลักการของมัน ในอนาคตเมื่อมันเจริญเติบโตขึ้นไปกว่านี้ มันจะกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญ เพราะมันคือการมีอยู่ของระบบการเงินที่ประชาชนเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง 

เมื่อถึงวันนั้น เราก็จะมีเงินที่รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้ ผลิตไม่ได้ เป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่ไหนก็ตามในโลกที่รู้สึกเอือมระอากับการที่รัฐบาลใช้อำนาจเกินควร  เขาก็มีทางเลือกในการที่จะเปลี่ยนความมั่งคั่งหรือสินทรัพย์ของเขาเป็นบิตคอยน์ ที่พ้นจากอำนาจรัฐ ถ้าประชาชนหันมาใช้บิตคอยน์แทนเป็นเงิน ถามว่ารัฐบาลห้ามได้ไหม ห้ามไม่ได้นะ เพราะมันไม่ได้ผิดกฎหมาย และหากคนคิดจะใช้งานบิตคอยน์ ตัวระบบของมันเองนั้นไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถห้ามการใช้งานมันได้ ระบบนี้คุณไม่สามารถแบนได้จากประเทศใดก็ตาม จีนพยายามแบนมาจะสิบกว่าปีแล้ว ยังแบนไม่สำเร็จ ตอนนี้ใครพูดถึงบิตคอยน์ในจีนก็มีความผิดนะ แต่ก็ยังใช้กันทั่วไป นึกออกไหม 

ด้วยความที่ บิตคอยน์เป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีศูนย์กลาง ใครอยากเข้าร่วมเมื่อไหร่ก็แค่มีกระเป๋าเงินสำหรับบิตคอยน์ (Wallet) ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีของศูนย์แลกเปลี่ยนซื้อขาย (Exchange) ด้วยซ้ำ ถ้าคุณสามารถหาใครที่จะขายบิตคอยน์ให้คุณด้วยเงินสดได้ แค่คุณดาวน์โหลดซอฟต์แวร์วอลเล็ต (Software Wallet) คุณก็พร้อมที่จะเชื่อมต่อกับระบบบิตคอยน์แล้ว พร้อมที่จะส่งเงินรับเงินแล้ว แล้วยิ่งวอลเลตสมัยใหม่ สามารถส่งเงิน-รับเงินผ่านไลน์นิ่งเน็ตเวิร์ค ก็สามารถทำได้รวดเร็วทันที ไม่มีค่าโอนด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น นี่คือความสามารถในการเข้าถึงระบบการเงินทั้งระบบที่ไม่มีใครห้ามได้ ไม่มีใครกีดกัน และไม่มีพรมแดน ระบบนี้มันถึงอยู่รอดมาได้เป็นสิบกว่าปี แล้วมันจะเริ่มกลายเป็นทางออกสำหรับประชาชน จะใช้สู้กับการใช้อำนาจมากเกินควรของรัฐ ซึ่งในท้ายที่สุดหากรัฐมันแย่มากถึงขั้นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ไว้ใจในเงินของรัฐบาล แล้วหันไปใช้บิตคอยน์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความมั่งคั่งของประเทศมันจะหายไป

จริงๆ แล้วทุกวันนี้ หลังจากปี 2008 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้พิมพ์เงินเข้ามาในระบบอย่างมหาศาล แต่คนอเมริกันเองเขารู้อยู่แล้วว่าการพิมพ์เงินมหาศาลนี้ทำให้เงินหมดค่า แต่การจะได้เงินก่อนเขารู้ว่าต้องทำยังไง เขาเลือกเอาไปลงทุน เอาไปซื้อที่ดิน ซื้อทองคำ แล้วในที่สุดก็มาซื้อบิตคอยน์ เงินที่ผลิตมาเยอะๆ ที่ทำให้เงินเสื่อมค่า เขาเอามาซื้อสินทรัพย์ ทำให้เกิดการเฟ้อของราคาสินทรัพย์อย่างมหาศาล 

เงินที่ผลิตมาไม่สามารถไปถึงประชาชนได้ รัฐบาลก็ยิ่งผลิตเพิ่มอีก แต่ปัญหาคือยิ่งผลิตเพิ่ม คนก็ยิ่งเห็นว่าเงินมันเสื่อมค่า ทำให้ประชาชนก็เอาไปซื้อหุ้นกันอยู่ดี เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเขาเก็บเงินที่กำลังเสื่อมค่าไว้ แต่ว่าสินทรัพย์อย่างหุ้นหรือทองคำ ในที่สุด รัฐสามารถที่จะยึดครอง แทรกแซง ดัดแปลงตลาดได้อยู่ดี เพราะรัฐสามารถใช้กฎหมายในการจัดการได้  สิ่งเกิดขึ้นใหม่คือ เมื่อรัฐพิมพ์เงินมาเท่าไหร่มันก็หาย มันก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการทำลายตัวเอง คนที่ไหวตัวช้าก็ต้องเจ็บตัว ในรัฐที่มีปัญหาแบบนี้คนที่ไหวตัวเร็ว ลงทุนก่อนก็จะอยู่รอดได้ คนที่ไม่ลงทุน คนที่อาจจะมีรายได้น้อยก็เป็นเหยื่ออยู่แล้ว พวกนี้อาจจะเจ็บตัวหนักกว่าอีก 

ลองคิดดูสิว่า ถ้าสกุลเงินของประเทศใดประเทศหนึ่งล่มสลายลง แล้วประชาชนจะมีทางเลือกอะไรล่ะ สมัยก่อนก็อาจจะหันไปใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แทน แต่ทุกวันนี้ถ้าสกุลเงินล่มสลายเขามีทางเลือกใหม่คือหันหาบิตคอยน์ เราเห็นแล้วในประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เข้าหาบิตคอยน์ เพราะว่าดอลลาร์ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ สำหรับเอลซัลวาดอร์นี่ถือเป็นเคสพิเศษเลย เพราะเป็นการตัดสินใจของรัฐบาล เป็นสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น ต้องบอกว่ากล้าหาญมาก ยังรับดอลลาร์อยู่ แต่เปิดอ้าแขนรับบิตคอยน์เข้ามาด้วย ซึ่งจากมุมมองของสหรัฐฯ ที่มองมา ก็ถือว่าเป็นการตั้งตนเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ นั่นเอง 

นายิบ บูเคเล่ (Nayib Bukele) ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการครั้งนี้ว่า เขาไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะก่อนหน้านี้เขาก็โดนปู้ยี้ปู้ยำมาเยอะ ประเทศแทบไม่เหลือซากแล้ว ไม่มีอะไรให้เสียอีก อันนี้ก็เป็นเคสของประเทศเล็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของการพิมพ์เงินของสหรัฐฯ เพราะว่าประเทศเขาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเครื่องมือชำระหนี้ตามกฎหมาย (Legal tender) เขาตกเป็นเหยื่อของการพิมพ์เงินสหรัฐฯ ประเทศเขาจนลงตลอดเวลาทุกครั้งที่สหรัฐฯ พิมพ์เงิน เพราะเขาไม่ได้ได้เงินที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ด้วย 

แต่อย่างประเทศไทยยังไม่ได้มีปัญหาในลักษณะนี้ เรามีปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมันค่อนข้างยากที่จะหวังว่ารัฐจะเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าประชาชนสามารถที่จะใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือ ในการดึงอำนาจการควบคุมเงินออกมาจากมือรัฐได้ ทำให้เรามีเงินที่เราเก็บได้ เงินที่เป็นของเราเอง ราคาขึ้นลงนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยเงินนี้มันเป็นของเราที่รัฐไม่สามารถมายุ่งกับมันได้ ไม่สามารถยึดได้หรือควบคุมได้ 

จริงๆ แล้วถ้ารัฐไทยยอมรับบิตคอยน์ ถือว่าเป็นการปลดแอกจากขั้วอำนาจอย่างจีนหรือสหรัฐเลยหรือเปล่า

ถ้าเราดูเคสเอลซัลวาดอร์กับไทย มันค่อนข้างที่จะเปรียบเทียบกันได้ประมาณหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าเอลซัลวาดอร์อยู่ใต้อเมริกา เหมือนไทยที่เห็นได้ชัดว่าอยู่ใต้จีน พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า ทำอะไรก็ตาม ต้องระวังพี่ใหญ่ที่อยู่ข้างบน (หัวเราะ) เราก็เลยจะเห็นนโยบายหลายอย่างของประเทศที่ค่อนข้างจะสวามิภักดิ์ต่อจีนค่อนข้างเยอะ เพราะว่าเราต้องเลือกขั้วนี้ไว้

แต่เอลซัลวาดอร์ ธุรกิจเขาเรียกว่าถูกถลุงโดยอเมริกามาเยอะมาก ประชาชนต้องไปทำงานในสหรัฐฯ แล้วส่งเงินกลับมา โดยถูกหักเงินไปเป็น 50 กว่าเปอร์เซนต์ พูดกันตรงๆ ถ้านี่เป็นโลกสมัยก่อน ตอนนี้สินค้าที่เขาส่งออกคือแรงงานทาส เมื่อเราคิดในแง่นั้น เขาพังแล้วจากการไปสวามิภักดิ์ต่อพี่ใหญ่ที่อยู่ข้างบนเขา เพราะฉะนั้นตอนนี้ เขาเลยปฏิเสธสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว

แต่การที่ปฏิเสธมหาอำนาจมากๆ มันต้องพร้อมที่จะรับกับผลกระทบที่ตามมา อย่างที่เราเห็นในเอลซัลวาดอร์คือ ธนาคารโลก (World bank) ประกาศไม่สนับสนุน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไม่ช่วย แต่เขาก็บอกว่า โอเคเลย เพราะปกติก็ไม่เคยช่วยเราอยู่แล้ว อเมริกาบอกว่าอาจจะตัดขาดเรื่องการค้า เขาก็บอกไม่เป็นไร เพราะยังไงยูก็โกงเรามาตลอดเวลาอยู่แล้ว พอคนเราถึงจุดที่หลังชนฝา จนตรอก ไม่มีอะไรให้เสีย มันก็เป็นจุดที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ง่าย 

ไทยเรายังมีอะไรให้เสียอีกเยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็พูดยากว่ารัฐบาลเราควรทำอย่างไร แต่หากพูดในภาคประชาชน ผมว่าเราสามารถเริ่มต้นออกสิทธิ์ออกเสียง ในการปฏิเสธระบบของรัฐได้อย่างแท้จริง คล้ายๆ กับขบวนการเสรีไทยปฏิเสธสิ่งที่รัฐทำอยู่ได้ ส่วนในระดับบุคคล ก็แค่เลือกใช้บิตคอยน์เป็นที่เก็บออมเงิน แค่นั้นเอง 

การเปลี่ยนจากการถือ ‘เงินบาท’ มาเป็น ‘บิตคอยน์’ จะสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลไทยได้จริงๆ หรือ

ผมว่าได้นะ เพราะในที่สุดก็จะทำให้การใช้นโยบายทางการเงินเพื่อแทรกแซงสิ่งต่างๆ มันยากขึ้น ในระดับแรกคงยังทำอะไรได้ไม่มาก มันเป็นเรื่องของการรักษาอธิปไตยทางการเงินส่วนบุคคลเท่านั้น คือเราแค่ทำให้เงินของเราไม่เสื่อมค่า 

สเต็ปที่หนึ่ง การเก็บเงินในรูปแบบของบิตคอยน์ คือการทำให้เงินของเราเมื่อเทียบกับเงินบาทมันไม่เสื่อมค่าในระยะยาว  ผมไม่ได้แนะนำสำหรับทุกคน บิตคอยน์ราคาเหวี่ยงแรงมาก แต่เราสามารถใช้มันเป็นสิ่งรักษามูลค่า เพื่อไม่ให้มูลค่าของหยาดเหงื่อแรงงานของเราโดนทำลายหายไปจากการเพิ่มหนี้ของรัฐบาล เพราะว่าพอรัฐบาลทำอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสักพักหนึ่งเราจะเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้น ทั้งที่รายได้เราเท่าเดิม นั่นหมายถึงเราก็จะจนลงนั่นเอง 

แต่ในกรณีแบบนั้น สมมติถ้าเราเก็บเป็นบิตคอยน์ ทองคำ หรือที่ดินก็ได้ จริงๆ ผมเก็บทั้ง 3 อย่างเลย พอเวลาผ่านไปนานพอ สิ่งเหล่านี้มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา จริงๆ มันไม่ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา ส่วนใหญ่คือมีมูลค่าเท่าเดิมนั่นแหละ แต่เงินที่ใช้วัดมันมีมูลค่าลดลงตามเวลา ก็จะทำให้เราสามารถเก็บความมั่งคั่งได้ แล้วเราก็สามารถค่อยๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตเราได้ เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี 

บิตคอยน์มันเป็นได้มากกว่านั้น มันสามารถสร้าง ecosystem ของมันได้ สามารถสร้าง economy ของมันได้ เมื่อมีคนที่เก็บออมเป็นบิตคอยน์มากพอ เราก็จะเริ่มสร้างระบบเศรษฐกิจที่นอกเหนือพรมแดนของประเทศชาติได้ 

เมื่อเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราจะเริ่มมีรูรั่วแล้ว ที่จะทำให้เกิดความสามารถในการ Arbitrate นั่นคือการที่สินค้าสิ่งเดียวกันซึ่งมีราคาแตกต่างกันในหลายพื้นที่ จะถูกปรับให้มีราคาเท่ากัน การเปิดประตูให้มีการ Arbitrage เช่น ถ้าเราสามารถขายสินค้าและบริการในระดับที่ไม่ได้ถูกผูกมัดโดยรัฐได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาของสินค้าและบริการทั้งหลาย จะต้องเป็นไปตามราคาที่ตลาดตกลงกันว่ามันจะเป็นราคาเท่าไหร่ ผู้กำหนดราคาจะกลายเป็นตลาด ไม่ใช่รัฐอีกต่อไป เราจะเห็นว่าในระบบเศรษฐกิจ รัฐใช้นโยบาย ใช้อำนาจรัฐในการควบคุมราคาสินค้าเยอะมาก อันนั้นเป็นกลไกตัวหนึ่งที่ทำให้รัฐมีอำนาจ เมื่อกลไกตัวนี้ถูกพังทลายลง ความสามารถในการควบคุมราคาสินค้า ค่าแรงขั้นต่ำ ประกันราคาข้าว อะไรต่อมิอะไรพวกนี้จะพังหมด 

แง่หนึ่งเราต้องบอกว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์มันต้องคิดแบบไร้หัวใจนิดนึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะนำอำนาจของตลาดเสรีเข้ามาในประเทศได้ พูดง่ายๆ คือเราจะลดอำนาจรัฐในการควบคุมและแทรกแซงเศรษฐกิจลงไปได้ ถ้าเราสามารถสร้างการหมุนเวียนของเศรษฐกิจสำหรับบิตคอยน์ในประเทศขึ้นได้ แต่ว่าตรงนี้มันจะเกิดขึ้นได้จากขั้นแรก คือเราปฏิเสธการล้วงเอาเงินในกระเป๋าเราจากรัฐก่อน ด้วยการเก็บออมในบิตคอยน์ นั่นคือการประท้วงขั้นที่หนึ่งสำหรับผม

ต่อมาพอนโยบายการแทรกแซงราคาและนโยบายการเงินเริ่มหมดอำนาจ เงินมันก็จะกลายเป็นที่เขาเรียกว่า ‘เงินกงเต็ก’ เป็นเงินกระดาษที่เขาพิมพ์มาใช้กันในกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนรวยในกลุ่มหนึ่ง เพราะกลไกการ Arbitrage มันจะไม่ได้มาส่งผลกระทบแค่เฉพาะราคาสินค้า มันจะมากระทบที่มูลค่าของเงินด้วย ถ้าประเทศยังจะดันทุรังผลิตเงินเพื่อเพิ่มอำนาจของคนใกล้ชิดต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเงินจะเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว ความพยามยามของธนาคารกลาง ในการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินอื่นๆ มันก็จะถูกเปิดโปงออกมาด้วยมูลค่าของเงินที่แท้จริงในหน่วยที่แลกกับบิตคอยน์ ที่มันแตกต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารกลางกำหนด 

ตรงนี้มันจะนำมาสู่การทำลายอำนาจ ถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ ในที่สุดประเทศชาติพัง แต่พังแล้วก็ต้องฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่ว่าในระหว่างทาง ถ้าสมมติว่ารัฐบาลเอะใจขึ้นมานิดนึง และรู้ว่าตัวรัฐเองไม่สามารถสู้กับมันได้ เขาก็จะปรับท่าทีของเขาแล้วก็เปลี่ยนได้ เรายอมรับรู้ว่าอำนาจตรงนี้มันหลุดจากมือ แล้วเราเปลี่ยนได้ เช่น รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ยอมทิ้งอำนาจในการควบคุมนโยบายการเงินออกไปเลย 

เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นเกมเกมหนึ่ง ที่ต้องมีการเดิมพันค่อนข้างสูง มีความเสียหายเกิดขึ้นได้ แน่นอนอยู่แล้วในการประท้วง ในการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ย่อมมีคนเจ็บตัว มีคนได้ประโยชน์ แต่ในที่สุดแล้วมันเป็นสิ่งที่ทำได้ในการที่จะทวงคืนเอาอำนาจการควบคุมอำนาจเงินและการผลิตเงินออกจากมือรัฐ และพอเราเอาอำนาจออกมาได้แล้ว เมื่อรัฐยอมรับแล้วว่าเขาไม่มีอำนาจตรงนี้ ตำแหน่งทั้งหลายในการเมืองก็จะไม่หอมหวนแบบนี้อีกต่อไป 

พอหยดน้ำผึ้งมันถูกเช็ดไปแล้ว มดมันก็ไม่มา คนที่ไม่คู่ควรกับอำนาจทั้งหลาย ก็จะไปทำอย่างอื่น เขาไม่ได้หายไปไหน เขาก็แค่ไปทำอย่างอื่น ที่ผมพูดว่ามันเป็นการต่อสู้เชิงอ้อมๆ แต่มันเป็นเชิงที่ถ้ามันเกิดขึ้นแบบออร์แกนิค เพราะว่าอย่างที่บอก บิตคอยน์ก็พิสูจน์ตัวเองมาหลายสิบปีว่ามันหยุดยั้งไม่ได้ หยุดยั้งไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม ห้ามไม่ได้ แบนไม่ได้ แล้วถ้ายิ่งบีบมากๆ เงินก็จะยิ่งไหลไปในนั้นเยอะ

ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดการกลับข้างกัน กลายเป็นว่ามหาอำนาจกว้านซื้อบิตคอยน์ มันจะเป็นการกระจุกตัวของอำนาจอีกหรือเปล่า

ไม่เลย เพราะว่าอำนาจของบิตคอยน์ไม่ได้วัดจากว่าใครถือบิตคอยน์มากกว่ากัน อำนาจในบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ที่ใครเลย อันนี้เป็นสิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดว่าอำนาจคือความสามารถในการควบคุมราคา ซึ่งก็ใช่ในระดับหนึ่ง มันคือส่วนหนึ่งของอำนาจ ถ้าคุณมีบิตคอยน์เยอะ คุณสามารถควบคุมราคาบิตคอยน์ในตลาดได้ แต่นั่นคืออำนาจเดียวที่คุณจะมีจากการมีบิตคอยน์เยอะนะ แต่เป็นการควบคุมราคาอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ควบคุมราคาด้วยกฎหมายเหมือนที่รัฐบาลเคยทำกันมา 

สมมติอยากให้ราคาลงก็ทุ่มขาย แต่ปัญหาคือพอขายแล้วมันก็ไม่อยู่ในมือเขาแล้ว หรือเขาต้องการดึงราคาขึ้น เขาก็ต้องซื้อ ซื้อเสร็จ เขาก็มีของอยู่ในมือ ทุกการตัดสินใจในตลาดเสรีมันมีความเสี่ยงด้วยเสมอ รัฐบาลก็ต้องเสี่ยงกับการตัดสินใจของตัวเอง แล้วก็รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเขาเทขายเพื่อทุบราคา คนที่เสียหายที่สุดก็คือตัวเขาเองที่มีเยอะที่สุดแล้วนำมาเทขาย

บิตคอยน์เป็นระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกีดกันคนชั่ว เป็นระบบที่ออกแบบมาโดยบอกว่าไม่ว่าคุณจะดีหรือชั่ว จะโลภหรือไม่โลภ คุณจะทำให้ระบบนี้แข็งแกร่งขึ้น บางคนบอกว่าถ้าฟังมาทั้งหมด มันจะเริ่มมีคำถามแล้ว อย่างนี้มันก็เกิดความเหลื่อมล้ำสิ ถูกต้อง ในตลาดเสรีความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่อย่างน้อยในความเหลื่อมล้ำอันนี้ มันมีความแฟร์อยู่ มันมีความแฟร์ในเรื่องของความเสี่ยงของการรับผลตอบแทนว่า ถ้าคุณพร้อมเสี่ยง  คุณจะได้ผลตอบแทน คุณไม่สามารถใช้กฎหมาย หรือใช้องค์กรที่ใหญ่กว่าตัวคุณเป็นเกราะกำบัง ในการตัดสินใจทำธุรกิจโดยไม่รับความเสี่ยงได้เหมือนในปัจจุบัน

ทุกวันนี้สถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนทั้งหลายสามารถที่จะตัดสินใจในการลงทุนแบบชุ่ยๆ ได้ เพราะว่าเขาไม่ต้องรับความเสี่ยง ถ้าได้กำไร เขาได้ แต่ถ้าเขาขาดทุน ประชาชนทั้งประเทศจ่าย เพราะว่าองค์กรเหล่านี้ too big to fail เมื่อมีปัญหาขึ้นมา รัฐบาลจะต้องเยียวยา รัฐบาลเยียวยาด้วยอะไร ก็ด้วยเงินภาษีของเราทุกคนยังไงล่ะ แปลว่าถ้าคุณมีธุรกิจแบบนี้ น่าลงทุนไหม ที่ลงทุนอะไรก็ได้ ถ้าได้กำไร คุณได้ ไม่ต้องแบ่งใคร คุณเอาไปจ่ายโบนัสกัน แต่ถ้าคุณขาดทุน คุณเอาเงินคนทั้งประเทศมาจ่าย นี่คือสิ่งที่อำนาจการผลิตเงินในมือรัฐบาลทำให้เกิดขึ้น

ดังนั้น มันทำไม่ได้ และไม่สามารถที่จะทำได้ด้วย บางคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าถ้าอย่างนั้นเรามีเงินเยอะๆ เราก็ซื้อได้หมด เหมือนบอกว่าบิตคอยน์สามารถไปซื้อได้ที่ร้านขายบิตคอยน์ มันไม่ใช่ ถ้าคุณจะซื้อบิตคอยน์ ก็ต้องซื้อจากเจ้าของบิตคอยน์ในตอนนี้ ใครที่เขาถืออยู่ คุณต้องไปขอซื้อกับเขา เขาจะขายให้คุณหรือเปล่า ถ้ามันมีความต้องการซื้อมาเยอะๆ เขาก็เล่นตัวไง เขาก็ขึ้นราคา ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยในคอนเซปต์ของการกว้านซื้อบิตคอยน์จากทุกคน

สรุปแล้ว การถือสกุลเงินบิตคอยน์มันคือ ‘ความแฟร์’ ไหม

แฟร์! ผมย้ำคำว่าแฟร์ คำว่ายุติธรรมมากกว่าเท่าเทียม อันนี้ขอย้ำเลย เพราะว่าในระบบทุนนิยมไม่มีคำว่าเท่าเทียมนะครับ ผมชอบโดนโจมตีตรงนี้เยอะว่า อ้าว อย่างนี้มันสร้างความเหลื่อมล้ำ บิตคอยน์ไม่ได้ให้ความเท่าเทียม แต่เราไม่เคยพูดเรื่องนั้น มันเป็นเรื่องของการรับความเสี่ยง ผลตอบแทนต่างหากที่แฟร์ 

ทุกวันนี้บอกตรงๆ ถ้าใครทำงานอยู่บริษัทหนึ่ง คุณหวังว่า career path ของคุณคืออะไร คุณหวังว่าคุณจะร่ำรวยขึ้นมาได้ไหม คุณหวังว่าชีวิตนี้คุณจะร่ำรวยเหมือนมหาเศรษฐีที่คุณเห็นในข่าวได้ไหม มันไม่มีทางเลย ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักขนาดไหนก็ตาม

แต่ในโลกที่แฟร์ การทำงานหนัก การลงมือลงแรง ทุ่มเทกับอะไรสักอย่าง มันพัฒนาคุณภาพชีวิตเราได้ มันยกระดับเราได้ เทียบกับโลกปัจจุบันที่เหนื่อยให้ตายคุณก็อยู่ที่เดิม นั่นคือโลกที่ความแฟร์มันหายไป แต่ว่ามันต้องแลกมานะ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ทุกคนจะได้เท่ากัน ไม่ใช่ 

คำแนะนำในวันนี้ก็คือ ไปออมเงินในบิตคอยน์

ผมแนะนำทุกคนที่เริ่มเข้ามาว่า ศึกษามันให้เข้าใจก่อน แล้วไม่ใช่แค่เข้าใจในเชิงว่าราคามันเป็นยังไง อ่านกราฟยังไง มองข้ามเรื่องตรงนั้นไปให้หมดเลย ต้องเข้าใจก่อนว่าการเอาตัวกลางออกของบิตคอยน์มันมีประโยชน์อะไร หัวใจของมันคืออะไร แล้วเงินที่ไม่มีตัวกลางนี่ คุณคิดดูว่าสกุลเงินที่ไม่มีตัวกลางมันจะมีคุณค่าต่อโลกนี้ยังไงในอนาคต แล้วลองถามตัวเองว่าคุณพร้อมจะเดิมพันกับเงินที่ไม่มีตัวกลางนี้ไหม ถ้าพร้อมจะเดิมพันกับมัน พร้อมเท่าไหร่ล่ะ 

เพราะในที่สุดแล้ว ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติคือประชาชนและความมั่งคั่งของประชาชน ประเทศไหนที่มีคนเยอะ มีคนคุณภาพเยอะ มีคนที่มั่งคั่งเยอะ ประเทศนั้นมีโอกาสในการพัฒนาสูง เราคงหวังอะไรกับรัฐบาลยาก สิ่งที่ผมทำได้คือให้ความรู้ประชาชน ให้เขาไหวตัวก่อน เขาอาจจะไม่ได้เชื่อบิตคอยน์ก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาต้องรู้แล้วว่า เงินของรัฐมันมีข้อบกพร่องตรงไหน

Tags: ,