ในบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ที่ผ่านมา กองเชียร์จากหลายฝ่ายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นสนามการเลือกตั้งที่ไม่ต้องคาดเดาให้ซับซ้อน เพราะมี ‘แชมป์เก่า’ อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นปราการที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น พรรคประชาชนในฐานะที่เคยสร้างปรากฏการณ์กวาดชัยชนะยกจังหวัดในการเลือกตั้งใหญ่ ก็ยังคงมีความหวังกับการเมืองท้องถิ่นเสมอ แม้ในสนามฝ่ายบริหารจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในฝั่งนิติบัญญัติ พวกเขากลับสามารถปักธงกวาดเสียงใน ‘สภากรุงเทพมหานคร’ ได้กว่า 22 เสียง
ยิ่งไปกว่านั้น อีกหนึ่งความสำเร็จที่เกินความคาดหมายของพรรคประชาชน คือการส่ง ‘ต้นส้มต้นแรก’ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘ประธานสภากรุงเทพมหานคร’ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 39 คะแนน
‘เนอส-ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย’ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อ สมัยที่ 2 ไม่เพียงแต่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสภาฯ ของพรรคเป็นคนแรก แต่ยังพ่วงตำแหน่ง ‘ประธานสภา กทม.หญิงคนแรก’ ในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บ่ายวันหนึ่ง หลังได้รับตำแหน่งไม่นาน The Momentum ชวน สก.เนอส พูดคุยถึงบทบาทใหม่ แนวทางการทำงานในสภาฯ กทม. ต้นทุนความเป็นผู้หญิง เพศสภาพ วาระสภาโปร่งใส และภารกิจทางการเมืองท้องถิ่นในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่าจะถูกขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนับจากนี้
รู้สึกอย่างไรกับการกลับมาดำรงตำแหน่ง สก.สมัยที่ 2 และแตกต่างจากสมัยแรกอย่างไรบ้าง
ครั้งแรกที่ลงสมัครเรามีแต่ความหวัง ตอนชนะมาคือ ปลื้มปริ่มจนน้ำตาไหล ไม่คิดว่าจะมีคนเลือกเราเกือบ 2 หมื่นคน ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่างานจริงๆ ต้องทำอย่างไร
แต่พอมาสมัยที่ 2 มันคือชัยชนะที่ทั้งดีใจและกดดัน เรารู้หมดแล้วว่าอะไรทำอย่างไร ฉะนั้นอะไรที่เราทำค้างไว้ หรือสัญญากับประชาชนไว้ มันต้องจบภายใน 4 ปีนี้ แล้วเรารู้อยู่แล้วว่าเราทำได้ แต่จะทำทันหรือเปล่าเท่านั้นเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมาก นอกจากตำแหน่ง สก.คือการได้รับตำแหน่งประธานสภา กทม.คุณรู้สึกอย่างไร
กดดันมาก เพราะเป็นการกรุยทาง พรรคไม่เคยมีประธานสภา กทม.มาก่อน แล้วเอาจริงๆ เราก็ยังไม่เคยรู้ว่า นอกจากอำนาจหน้าที่เขาบัญญัติไว้ในกระดาษแล้ว สภา กทม.ทำอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งก็เป็นหน้าที่เรากับคณะทำงานที่ต้องเข้าไปลุยว่า ดันบาร์ไปได้สุดแค่ไหน ซึ่งวันนี้เรายังหาไม่เจอว่ามันไปสุดที่ไหน เราอยากดันไปให้ได้แบบที่จะจินตนาการได้เลย แล้วเดี๋ยวถ้าเราเจอทางตันแล้ว ก็คงจะบอก แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เจอนะ (ยิ้ม)
อีกหนึ่งความกดดันคือ วันนี้เราไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนของพรรคประชาชนอีกต่อไป แต่เราคือภาพแทนของสภา กทม.ซึ่งรวมเพื่อนสมาชิกจากพรรคอื่นและกลุ่มอื่นๆ ด้วย เราจะไปบู๊กับเพื่อนสมาชิกในสภาฯ ก็ไม่ได้แล้ว ต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อควบคุมการประชุมให้ราบรื่น พยายามไม่แสดงความเห็นส่วนตัวออกไปตรงๆ และปฏิบัติกับเพื่อนสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
หน้าที่ของเราหลังจากนี้จึงเป็นการหาจุดสมดุล และพาคนทั้งหมดเดินไปด้วยกันให้ได้ ซึ่งตรงนี้เราก็คิดว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องฝากพี่น้องประชาชนช่วยกันติดตามและติชมด้วย
การที่พรรคประชาชนได้ตำแหน่งนี้มามีความสำคัญอย่างไร
มันเหมือนเป็นแสงสว่างเล็กๆ หลังจากที่พรรคไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งพรรคก็ไม่ได้คาดหวังมากว่าจะได้ แต่พอได้ ทั้งตัวพรรคและพี่น้องประชาชนก็เห็นว่าตรงนี้แหละคือความหวัง
คิดว่าเพราะอะไรพรรคถึงผลักดันให้คุณเป็นประธานสภา กทม.
เราว่ามันเป็นเรื่องของจังหวะ ทั้งสิ่งที่พรรคเห็นว่าสำคัญในตอนนั้น ซึ่งก็คือเรื่องการตรวจสอบ-ถ่วงดุล แล้วก็ท่าทีที่ทางพรรคกับเพื่อน สก.เอง เห็นว่าทิศทางมันควรจะไปทางไหน ซึ่งมันก็ต้องบู๊แหละ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องการที่จะให้แสงส่องลงมาที่สภา กทม. พอพรรคเห็นว่าเราอาจจะเป็นที่รู้จักมากหน่อย มันก็เลยมาในทางนี้ ซึ่งก็ได้แสงส่องมาเยอะจริงๆ (หัวเราะ)
อีกหนึ่งประเด็นที่คนสนใจอย่างมากคือ การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสภา กทม.ในฐานะ ‘นักการเมืองหญิงคนแรก’ มีความกดดันหรือความหมายพิเศษอย่างไรบ้าง
แค่ขึ้นเป็นประธานสภาฯ ก็กดดันอยู่แล้ว แต่ในมิติของความเป็นผู้หญิง เรารู้สึกว่า เราต้องเป็นประธานสภาฯ ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อส่งสารบอกผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า คุณเองก็ทำได้เหมือนกัน และเมื่อขึ้นมาอยู่จุดนี้แล้ว เราก็สามารถทำมันได้ดีด้วย
ฉะนั้นเราห้ามทำเจ๊งเลย มีทางเลือกเดียวเท่านั้นคือต้องสำเร็จ ต้องสร้างผลงานออกมาอย่างสวยงาม และต้องวางตัวให้เป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือ
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำเพื่อตัวเอง แต่คือการทำให้ผู้หญิงคนอื่นเห็น คนที่อาจคิดว่าตัวเองขึ้นมาสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงไม่ได้ หรือคนที่ยังนึกภาพตัวเองในฐานะนักการเมืองไม่ออก
ในขณะเดียวกัน มันคือการแสดงความเคารพและตระหนักถึงผู้หญิงรุ่นก่อนๆ ที่ช่วยกรุยทางมาให้เราจนถึงวันนี้ มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเห็นด้วยตาเนื้อ แต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการต่อสู้มากมาย กว่าผู้หญิงจะมีสิทธิและก้าวมาทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย
และเมื่อเรามายืนอยู่ ณ จุดนี้แล้ว เราจะทำให้มันเสียไม่ได้ ต้องทำให้ดีเท่านั้น
ในการทำงานการเมือง เรื่องเพศสภาพยังเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานยากลำบากอยู่ไหม
เราคิดว่าผู้หญิงอาจจะชินกับการที่ต้องใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เพียงเพราะเราเกิดมาเป็นผู้หญิง ซึ่งเอาเข้าจริงมันเป็นเรื่องที่แย่มาก ดังนั้นพอมาทำงาน เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไรกะทันหัน เพราะจริงๆ แล้ว เราโดนบังคับให้เปลี่ยนมาตั้งแต่เกิด
อย่างการลงพื้นที่ ไปนั่งดื่มเหล้ากับชาวบ้าน ไปกินเลี้ยงในโลกธุรกิจ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทำไม่ได้ง่ายๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเรื่องความปลอดภัย ในขณะที่ผู้ชายทำได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเครือข่ายเหล่านี้มันสำคัญกับหน้าที่การงาน หรือเวลาลงพื้นที่ดึกๆ ตามตรอกซอกซอยที่สุ่มเสี่ยง เราไปคนเดียวไม่ได้เลย ต้องมีทีมงานไปด้วยเสมอ
เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Harassment) ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราเคยเจอ หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เรามีความระวังตัวกันเป็นปกติตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว บางคนอาจโดนล่วงละเมิดโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือการคุกคาม และการระมัดระวังตัวก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อ นี่คือสิ่งที่เราต้องรับมืออยู่ตลอด และหลายครั้งนอกจากดูแลตัวเองแล้ว เรายังต้องออกมาร่วม Call out เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่และคนทำงานในสภาฯ ด้วยเช่นกัน
แสดงว่าเรื่องพวกนี้ยังคงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ใช่ไหม ถึงขั้นต้องตั้งเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในสภา กทม.
มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่รุนแรงโต้งๆ แต่เรามีทั้งประสบการณ์ที่โดนเอง และเคสที่เกิดกับเจ้าหน้าที่สภาฯ
นักการเมืองหลายท่านเป็นคนรุ่นเก่า เขาอาจไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งที่พูดหรือทำเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ หลายครั้งจึงมีการใช้คำพูดที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ซึ่งเราก็เตือนไป แต่มันยังเป็นสิ่งที่พบเห็นอยู่เรื่อยๆ
ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อน และมักจะเกิดขึ้นกับฝ่ายที่ถูกมองว่า ‘อำนาจต่ำกว่า’ เสมอ ดังนั้นไม่แปลกหรอก ถ้าบางคนจะบอกว่า “ผู้ชายคนนี้ที่มีข่าวเหรอ ไม่เห็นเคยโดนเลย” คุณไม่โดนหรอก เพราะสถานะคุณเท่ากันหรือสูงกว่าเขา เขาเลยไม่ลวนลามคุณ แต่เขาเลือกไปทำกับทีมงาน หรือคนที่เด็กกว่า
หรืออีกเคสที่เทศกิจซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน กลับไปคุกคามทางเพศประชาชนเสียเอง หรือแม้แต่เคสภายในของฝ่ายบริหารที่มีการคุกคามกันเอง
ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเคสว่ามากหรือน้อย แต่คือทุกเคสที่เราได้รับรู้ มักจะถูกทำให้เงียบหายไป โดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนเสมอ ดังนั้นการร้องเรียนและติดตามเรื่องพวกนี้ ก็เป็นอีกวาระที่ต้องจัดการ
หลายคนมองว่า ประชาชนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่น เมื่อดูจากสถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มองประเด็นนี้อย่างไร
เรามองว่าการเมืองท้องถิ่นคือประชาธิปไตยที่กินได้และจับต้องได้อย่างแท้จริง เราอาจจะจับต้องการเมืองระดับชาติได้ในทางอ้อม ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถ้าคุณเลือกผู้แทนที่ใช่ในการเมืองท้องถิ่น ที่เขาเข้าไปทำงานจริงๆ หน้าบ้านคุณเปลี่ยนเลย คุณภาพชีวิตคุณเปลี่ยนเลย คุณจะเห็นกับตาของคุณเองว่า สิ่งที่คุณเข้าไปกา มันออกมาเป็นอะไร
แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าประชาชนยังไม่ค่อยเข้าใจคือ ‘สภากรุงเทพมหานคร’ ว่ามีบทบาทหน้าที่อย่างไร
อย่างเมื่อตอนปี 2565 ประชาชนยังไม่เข้าใจว่า สก.คืออะไร เราไปหาเสียง ประชาชนก็ถามว่า “ที่คุณมาหาเสียงให้เลือกคุณเป็น สก.เนี่ย มันคืออะไรวะ” คือนอกจากจะต้องโฆษณาตัวเองแล้ว เรายังต้องบอกอีกว่า บทบาทหน้าที่คืออะไรบ้าง
แต่ในปี 2569 มันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ต้องอธิบายแล้วว่า สก.คืออะไร แต่เปลี่ยนเป็นการบอกว่า สก.ไม่ได้มีหน้าที่แค่ซ่อมถนน ซ่อมไฟ ฉีดยุงเท่านั้น คนที่คุณเลือกไป 50 คนต่อ 50 เขต มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เราต้องขยับให้ประชาชนเห็นว่า สก.เป็นมากกว่านั้น แล้วเวลาที่คุณเลือกเรา คุณคาดหวังมากกว่านั้นได้
ฉะนั้นถ้าคุณเลือกผู้แทนของคุณเข้าไปแค่ในบรรทัดฐานที่ว่า เขามาซ่อมฟุตบาทให้ มันจะเป็นผลดีหรือผลเสีย นี่จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากในอีก 4 ปีข้างหน้า ในฐานะประธานสภา กทม.
ปัญหาในกรุงเทพฯ ที่คุณมองว่าเป็นปัญหาใหญ่มากที่สุดคืออะไร
(นิ่งคิดสักพัก) สุดท้าย มันก็กลับมาที่เรื่อง ‘การทุจริต’ ซึ่งมันคือเงินภาษีของพี่น้องประชาชนเอง
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากๆ และที่ผ่านมา สภา กทม.ก็พยายามชี้ให้เห็นมาตลอดว่า การทุจริตมันกัดกินเมืองนี้ไปมากขนาดไหน เพียงแต่เราอาจจะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาเราอาจจะยังสื่อสารเรื่องนี้ออกไปได้ไม่ดีพอ
แล้วประเด็นที่คุณอยากขับเคลื่อนให้สภา กทม.มีการเปลี่ยนแปลงคืออะไร เพราะอะไรถึงเป็นเหตุผลนั้น
เรื่องสภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพ แล้วก็การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ซึ่งเราคิดว่ามันก็ตรงไปตรงมานะ
สภาโปร่งใสคือ ใครโหวตอะไรต้องรู้หมด เรื่องไลฟ์สดในคณะกรรมการสามัญและวิสามัญ ซึ่งรวมถึงงบประมาณ การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของ กทม.ด้วย หรือแม้แต่เรื่องการทำงานของ สก.ที่มีสถิติการเข้าประชุม สก.ท่านไหนอยู่ไหนบ้าง วันนี้เข้าประชุมหรือไม่ ซึ่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา เรายื่นแก้ข้อบังคับไปแล้ว
ส่วนเรื่องที่เราอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ ทุกวันนี้บางคนยังหาเพจ สก.ตัวเองไม่เจอเลย เริ่มแรก ถ้าพี่น้องประชาชนอยากจะร้องเรียนมาถึง สก. เราก็อยากจะรวมให้มันขึ้นเว็บไซต์ หรือบางครั้งร้องเรียนไปที่ สก. แล้วอาจไม่ได้มีการดำเนินการด้วยเหตุผลอะไรต่างๆ ร้อง Traffy Fondue แล้วไม่เดินเลย ก็ส่งเรื่องเข้ามาที่สภา กทม. ร้องเรียนต่อประธานสภาฯ ได้เลย เพราะว่าสภา กทม.จะมีการแบ่งหน้าที่เป็นกรรมการ คล้ายคณะกรรมาธิการต่างๆ เช่น คณะกรรมการระบายน้ำ โยธา สิ่งแวดล้อม ซึ่งเราอยากจะเปิดเผยช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การพยายามผลักดันเรื่องสภาโปร่งใส คุณเจอแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ บ้างไหม
มันมีแรงกดดันอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้เราพยายามผลักดันมาตั้งหลายปี แล้วแต่ละปีก็มีจุดจบที่คล้ายกัน แต่ครั้งนี้ดีหน่อยที่หลายกลุ่มเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับเรา
มองภาพรวมและการทำงานของสภา กทม.ชุดนี้อย่างไรบ้าง
สมัยสภาฯ ชุดนี้ เห็นได้ชัดเลยว่า อายุเฉลี่ยลดลงเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สก.ชุดใหม่หรือชุดเก่า ทุกคนมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานค่อนข้างเยอะ อภิปรายกันด้วยข้อมูล มีตัวอย่างการลงพื้นที่ที่ละเอียด ชัดเจน ซึ่งเรามองว่าคุณภาพของ สก.รอบนี้ดีขึ้นเยอะ
ในส่วนของพรรคประชาชน เรามี สก.หน้าใหม่เข้าไป 16 คน ในวันเปิดสภาฯ วันแรก สก.ใหม่ของเราได้ขึ้นอภิปรายหลายคน ถือว่าทำได้ดีกว่าที่เราคิดไว้มาก ถ้าเทียบกับวันแรกๆ ที่เราเคยทำ
ส่วนการทำงานร่วมกัน เราคิดว่าทำงานง่ายขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราทำงานกันบนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล ด้วยจำนวน สก.พรรคประชาชน 22 คน บวกกับ ‘ทีมคนทำงาน’ ที่เป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกัน และ สก.อิสระ ที่ทำงานอย่างแข็งขันในพื้นที่อยู่แล้ว ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย
หลายคนประเมินว่า การที่พรรคประชาชนกุมเสียงและตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติได้ จะทำให้การทำงานของอาจารย์ชัชชาติมีความยากลำบากมากขึ้น มองประเด็นนี้อย่างไร
ทำงานร่วมกันได้แน่นอน ในมุมเรา ฝ่ายบริหารและฝ่ายสภา กทม. มันคือการต้องเข้าใจว่าบทบาทคืออะไร และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ซึ่งนั่นคือความเป็นมืออาชีพ
การทำงานกับผู้ว่าฯ เราก็ต้องตรวจสอบตรงไปตรงมา ตรงไหนผิดก็ว่าผิด ตรงไหนส่อทุจริตก็อธิบายไปตามเนื้อผ้า ขณะเดียวกัน เราเตรียมข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอเชิงนโยบายไปให้อย่างดี เพื่อให้ฝ่ายบริหารพร้อมเอาไปทำต่อได้ทันที ดังนั้นถ้าเขาไม่ทำ ไม่แก้ไข หรือไม่พัฒนา เขาก็ต้องตอบพี่น้องประชาชนให้ได้ว่าเพราะอะไร
ข้อดีของการทำงานกับทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คือเขาเป็นคนที่เป็นเหตุเป็นผลมาก อย่างเขตบางซื่อ งบลงทุนของเขตเราเพิ่มขึ้นปีละ 100% ทุกปี เพราะเราทำการบ้านอย่างหนัก ลงพื้นที่ไปเจอประชาชนจนได้ข้อมูลเชิงลึก ทำงานกับสำนักงานเขตก่อน จนตกผลึกว่าข้อเสนอสุดท้ายคืออะไร พอนำข้อมูลที่เป๊ะและข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมไปคุย ฝ่ายบริหารเขาก็รับไปทำเกือบทั้งหมด ซึ่งเรามองว่ามันสมเหตุสมผลมาก
ในขณะเดียวกัน เส้นคู่ขนานที่เราต้องตรวจสอบหรืออภิปรายบู๊กับเขา เราก็ทำเต็มที่ แต่งานทั้ง 2 ขานี้มันเดินไปด้วยกันได้ นี่คือความเป็นมืออาชีพที่เราเห็นจากรอบที่แล้ว และในรอบนี้ เราก็จะทำงานแบบนี้ต่อไป มันรู้มือกันอยู่แล้ว ไม่ยาก![]()
แต่ในหลายๆ ครั้ง เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจ” มีประเด็นไหนที่ยังคาดหวังหรืออยากเห็นทีมผู้ว่าฯ ปรับปรุงเพิ่มเติมอีกไหม
ถ้า สก.ทำหน้าที่แค่ตามข้อบังคับเป๊ะๆ เท่าที่มีเขียนไว้ เราแทบไม่ต้องลงพื้นที่ด้วยซ้ำ เพราะมันคืองานนิติบัญญัติทั้งหมด แต่นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการดันบาร์ไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่า ตำแหน่งนี้พาชีวิตประชาชนไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน
เราอยากเห็นผู้ว่าฯ ‘ดันบาร์อำนาจ’ ของตัวเองไปให้ไกลกว่านี้ เรื่องไหนที่ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับจังหวัดปริมณฑลรอบข้าง หรือเรื่องที่ต้องชนเพื่อเรียกร้องจากรัฐบาล สิ่งที่เราอยากเห็นคือ ผู้ว่าฯ ส่งเสียงออกมาผ่านสื่อ ผู้ว่าฯ มีทั้งคะแนนนิยมที่สูงจนไม่มีใครเทียบได้ เป็นล้านๆ เสียง ในเมื่อมีพี่น้องประชาชนหนุนหลังมากขนาดนี้ เรามองว่าควรจะใช้อำนาจที่มีไปให้สุด
ในส่วนของพรรคประชาชน เรามีการผลักดันเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.กทม.อยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้ก็จ่อคิวรอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
เราเลยคิดว่า บาร์ของผู้ว่าฯ กทม.ไม่ควรจบลงง่ายๆ ด้วยข้ออ้างเพียงว่า “อำนาจเรามีอยู่เท่านี้”
อีกเรื่องคือ การตรวจสอบการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมานานแล้ว เพราะโครงการเหล่านี้มาจากฝั่งข้าราชการที่อยู่ภายใต้ผู้ว่าฯ คุณต้องตรวจสอบฝั่งของคุณเองมาให้ละเอียดก่อนตั้งแต่แรกว่าไม่มีอะไรหลุด ไม่ใช่ทำเสร็จจนผู้ว่าฯ เซ็นอนุมัติ แล้วค่อยส่งมาให้สภา กทม.ตรวจสอบในชั้นพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณ
ที่ผ่านมา พอสภา กทม.ตรวจเจอปัญหาส่วนต่างราคาที่สูงเกินจริงไปเป็นเท่าตัว ทางผู้ว่าฯ ก็พูดออกสื่อว่า “ก็เป็นหน้าที่สภาฯ ไงที่ต้องไปปรับ” เราเลยถามกลับไปว่า แล้วคุณปล่อยให้ข้าราชการเขียนโครงการแบบนี้ออกมาได้อย่างไรตั้งแต่แรก
เรื่องการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางตรงนี้ เราอยากให้ฝ่ายบริหารจัดการให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งจริงๆ ก็อยู่ในนโยบายที่เขาใช้หาเสียงอยู่แล้ว คราวนี้ก็ต้องติดตามดูต่อไป
มองภาพการทำงานของสภา กทม.ในอีก 4 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร
สิ่งที่จะได้เห็นแน่นอนคือ สภา กทม.จะต้องอยู่ในหน้าสื่อมากขึ้น ประชาชนจะได้เห็นและเข้าใจการทำงานของ สก. ได้เห็นไดนามิกในสภาฯ ว่า แต่ละฝ่ายทำงานอย่างไร ใครมีประสิทธิภาพจริงหรือเปล่า ถ้าประชาชนเห็นและเข้าใจกระบวนการทั้งหมด สภา กทม.จะไม่มีทางกลับไปสู่ยุคที่ ‘ดำมืด’ จนไม่รู้ว่า สก.มีไว้ทำไมอีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งถัดไปแน่นอน
ท้ายที่สุด ในอีก 4 ปีข้างหน้า ชาวกรุงเทพฯ จะสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง
พูดถึงในเขตที่ สก.พรรคประชาชนชนะก่อน เราคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะ สก.แต่ละคนมี ‘วาระเขต’ ที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้วว่าต้องแก้อะไร และจะพัฒนาจุดไหนต่อ
ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทุจริต ประชาชนจะได้เห็นภาพและเข้าใจเทคนิคในการจับทุจริตชัดเจนยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่า คนที่คิดทุจริตเขาก็อัปสกิลอยู่ตลอดเวลา ไปพร้อมๆ กับเราเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำคือ เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างโปร่งใส และดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนได้เห็นหน้าตาการทำงานของสภา กทม.มากขึ้น




