เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ประเด็นร้อนแรงที่สร้างการถกเถียงอภิปรายอย่างกว้างขวางในสังคม คือการเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ให้กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท./ Thai PBS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ เปลี่ยนให้องค์กรเหล่านี้ต้องมายื่นของบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ต่างจากหน่วยงานราชการทั่วไป
รัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนอ้างว่า การยกเลิกเงินบำรุงที่ ‘กัน’ ให้กับหน่วยงานเหล่านี้ เปลี่ยนมาให้ของบประมาณประจำปี จะทำให้สภาฯ ตรวจสอบความโปร่งใสและความคุ้มค่าของแผนการใช้เงิน ควบคุมไม่ให้มีการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย รวมถึงเป็นการรักษาวินัยการคลังตามหลักการที่ว่า รายได้ภาษีทั้งหมดควรส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินก่อน แล้วค่อยจัดสรรตามความจำเป็น อีกทั้งการแก้กฎหมายครั้งนี้ แก้เฉพาะ ‘ที่มา’ ของเงินเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงาน
ผู้เขียนเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าการเสนอแก้กฎหมายดังกล่าวเป็นความประสงค์ของฝ่ายการเมือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังโดยตรง ตอบสื่อว่า ‘ยังไม่ได้รับรายงาน’ ทำให้หลายคนรวมทั้งผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า การเสนอยกเลิกเงินบำรุงดังกล่าวมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ดี ความสงสัยว่าเรื่องนี้อาจถูกขับดันด้วยวาระซ่อนเร้นทางการเมือง ย่อมมิได้หมายความว่าข้อเสนอแก้ไขกฎหมายไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง และย่อมมิได้หมายความว่าหน่วยงานทั้ง 4 แห่งทำงานได้ดีแล้ว ใช้เงินสาธารณะอย่างคุ้มค่าแล้ว ไม่ต้องปฏิรูปหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่สังคมจะได้ถกเถียงอภิปรายกันเรื่องรูปแบบ ‘เงินสาธารณะ’ ที่เหมาะสมกับองค์กรที่ผลิต ‘สินค้าสาธารณะ’ ที่งบประมาณแผ่นดินประจำปีอาจไม่ตอบโจทย์ รวมถึงแนวทางประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าขององค์กรประเภทนี้
ในฐานะที่พอคุ้นเคยกับพันธกิจและการดำเนินงานของ Thai PBS และ สสส.มาบ้าง ผู้เขียนจะตั้งและพยายามตอบคำถาม 4 ข้อตามลำดับสำหรับองค์กรทั้งสอง และขอเชิญชวนให้ท่านอื่นๆ ร่วมกันหาคำตอบสำหรับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนอื่นๆ ที่ใช้เงินนอกงบประมาณ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนประกันสังคม ฯลฯ
1. องค์กรมีพันธกิจ ผลิต ‘สินค้าสาธารณะ’ ที่จำเป็น ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ และตลาดตอบสนองไม่ได้ ใช่หรือไม่
2. ถ้าคำตอบในข้อ 1 คือ ‘ใช่’ รูปแบบเงินสาธารณะที่เหมาะสมกับการดำเนินพันธกิจนั้นคืออะไร
3. ควรมีวิธีการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมและความคุ้มค่าทางการเงินอย่างไร ในทางที่สอดคล้องกับพันธกิจ
4. องค์กรจะมีความรับผิดรับชอบ (Accountability) ต่อผลการประเมินอย่างไร และระดับความโปร่งใสแบบไหนที่ควรทำ
อนึ่ง ผู้เขียนเคยเป็นกรรมการประเมินผล Thai PBS ปี 2552 โดยรับผิดชอบเขียนในส่วนการประเมินทางการเงิน และเคยเป็นกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ Thai PBS ปี 2568
ประเด็นแรก Thai PBS มีพันธกิจผลิต ‘สินค้าสาธารณะ’ ที่จำเป็น ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ และตลาดตอบสนองไม่ได้ ใช่หรือไม่
ถึงแม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นกำเนิดของ Thai PBS มี ‘มลทิน’ จากการประเคนคลื่นความถี่ของสถานีโทรทัศน์ ITV ซึ่งถูกบอกเลิกสัมปทานในปี 2550 แต่ผู้เขียนเห็นว่าวันนี้เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า พันธกิจ ‘สื่อสาธารณะ’ ของ Thai PBS เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ (Public Good) ที่ตลาดตอบสนองไม่ได้
นิยามและขอบเขต ‘สื่อสาธารณะ’ ตามกฎหมาย Thai PBS ตรงกับนิยามสื่อสาธารณะในทางสากล นั่นคือการผลิตและเผยแพร่ข่าวสารสาระความรู้ ‘เพื่อประโยชน์สาธารณะ’ โดยไม่แสวงหากำไร และไม่รับโฆษณาเชิงพาณิชย์แบบสื่อทั่วไป
วัตถุประสงค์อย่าง ‘ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน’ นั้น แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุด้วยระบบตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว ในเมื่อระบบตลาดขับเคลื่อนด้วยผลกำไร ดังนั้นเนื้อหาอะไรก็ตามที่ ‘ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร’ ของประชาชน แต่ไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ หรือขัดผลประโยชน์ของสปอนเซอร์รายใหญ่ ย่อมถูกผลิตน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย
ยิ่งในยุคนี้ที่อำนาจนิยมและ ‘การยึดรัฐ’ เบ่งบาน คดี ‘ฟ้องปิดปาก’ (SLAPP) ถูกใช้ในการคุกคามสื่อและประชาชนอย่างแพร่หลาย ทั้งโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง หน่วยงานรัฐและเอกชน สื่อพาณิชย์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มองว่าด้วยความที่พวกเขาต้องพึ่งพางบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐ สปอนเซอร์เอกชน และรายได้จากอัลกอริทึมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้วันนี้ไม่สามารถรักษา ‘กำแพงเหล็ก’ ระหว่างกองบรรณาธิการกับฝ่ายขาย และไม่สามารถต้านทานแรงดึงดูดของอัลกอริทึมได้อีกต่อไป
ตัวอย่างรูปธรรม เช่น ซีรีส์ข่าวเจาะเรื่องการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์ มีเพียง Thai PBS เท่านั้นที่เกาะติดนานข้ามปี ด้วยความที่ทรัพยากรเหลือเฟือ และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยกเลิกสปอนเซอร์จากเครือ CP กลุ่มธุรกิจยักษ์ที่สังคมเพ่งเล็งว่าอาจเป็นต้นตอการแพร่ระบาด
บางคนมองว่าภูมิทัศน์สื่อปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว ทุกวันนี้คนไทยมีทางเลือกมากมาย เสพสื่อหลายรูปแบบในเน็ตมากกว่าโทรทัศน์ Thai PBS ซึ่งเกิดในยุคโทรทัศน์ที่เป็นสื่อหลักจึงล้าสมัยไปแล้ว
แต่ผู้เขียนกลับเห็นตรงกันข้ามว่า ยิ่งสื่อดิจิทัลได้รับความนิยมมากเท่าไร ‘สื่อสาธารณะ’ อย่าง Thai PBS (ที่ต้องปรับตัวเป็นสื่อดิจิทัล) ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากอัลกอริทึมของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีอิทธิพลในการชี้นำและกำหนดความสนใจของผู้คน รายได้ของโซเชียลฯ มาจากการกระตุ้นให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับเนื้อหา (Engagement) เป็นหลัก ฉะนั้นจึงยิ่งจูงใจให้สร้างเนื้อหา ‘โดนใจ’ อย่างข่าวปลอม การใส่สีตีไข่ ดราม่า การผลิตซ้ำวาทกรรม ฯลฯ ซึ่งผลิตได้ง่ายดายกว่าเดิมในยุค AI มากกว่าการนำเสนอ ‘ข่าว’ ที่เน้นแต่ ‘ข้อเท็จจริง’ อย่างตรงไปตรงมา
โดยเฉพาะข่าวความเดือดร้อนและมุมมองของกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ คนชายขอบ หรือพูดรวมๆ คือ คนที่สังคมปกติแทบไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา การ ‘ยกผัง’ เพื่อเกาะติดและถ่ายทอดข้อมูลสำคัญๆ ในช่วงภัยพิบัติอย่างเช่นมหาอุทกภัย และข่าวสืบสวนสอบสวนที่กระทบภาพลักษณ์หรือผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจโดยตรง ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน
ฟิลิป แกรห์ม (Philip Graham) เจ้าของ Washington Post สื่อทรงอิทธิพลระดับโลก กล่าววาทะอมตะไว้ว่า วารสารศาสตร์คือร่างแรกของประวัติศาสตร์ (Journalism is the first rough draft of history.)
ในยุคนี้ ‘ใครๆ ก็เป็นสื่อได้’ แต่ไม่ใช่ว่าเนื้อหาที่คนหรือ AI ผลิตทุกชนิดจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่ใช่ทุกคนที่มีทรัพยากรมากพอที่จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงเท่าเทียม
ในยุคอำนาจนิยมและ ‘ระบอบหน้าด้าน’ ที่หมายศาลบินมาถึงบ้านประชาชนและสำนักงานสื่อได้ทุกเมื่อ และสื่อน้อยใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดทางการเงิน ‘สื่อสาธารณะ’ ที่เป็นอิสระจากรัฐและทุนโดยโครงสร้าง ยิ่งมีความจำเป็นในสังคม
ประเด็นที่ 2 รูปแบบเงินสาธารณะที่เหมาะสมกับการดำเนินพันธกิจของ Thai PBS คืออะไร
ต่อเนื่องจากข้อ 1. ถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่า ‘สื่อสาธารณะ’ เป็นสินค้าสาธารณะที่จำเป็นและระบบตลาดผลิตไม่ได้ หรือผลิตได้ไม่พอ คำถามต่อไปก็คือ Thai PBS ควรใช้ ‘เงินสาธารณะ’ ในรูปแบบใด ที่จะสร้างหลักประกันว่าบรรลุพันธกิจได้
คำตอบสั้นๆ ที่ตรงไปตรงมาคือ การที่ Thai PBS รับรายได้ที่แน่นอนในรูปเงินบำรุงจากภาษีบาป โดยไม่ต้อง ‘ขอ’ รับงบประมาณจากรัฐ หรือ ‘ขาย’ โฆษณา คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์องค์กร เพราะรายได้ที่ ‘กัน’ โดยกฎหมาย ทำให้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยภาคการเมืองหรือภาคเอกชน
ถ้าเปลี่ยนไปใช้วิธีให้ Thai PBS มาขอรับงบประมาณประจำปีไม่ต่างจากหน่วยงานราชการ แปลว่านอกจากผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะเสียภาษีบาปน้อยลง (1.5% สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี) แล้ว Thai PBS จะยังต้องส่งร่างงบประมาณให้กับกระทรวงต้นสังกัด ยื่นต่อสำนักงบประมาณ แล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภาอีกทอดหนึ่ง
การเปลี่ยนให้ Thai PBS มาขอรับงบประมาณประจำปี จึงจะทำให้รัฐบาลมีอำนาจ ปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณก่อนเสนอต่อรัฐสภา เกิดความเสี่ยงโดยตรงที่ Thai PBS จะโดนแทรกแซง และข่าวเชิงลึกที่ตรวจสอบรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจก็ย่อมทำได้ยากขึ้น เมื่อ Thai PBS ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนปีต่อปี
ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อข้อเสนอเปลี่ยนแหล่งทุนของ Thai PBS ของ Public Media Alliance (PMA/ แนวร่วมสื่อสาธารณะ) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ความบางส่วนว่า
“แหล่งเงินทุนที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ คือหัวใจของความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และบทบาทพื้นฐานของสื่อประเภทนี้ในการวางรากฐานให้กับสังคมประชาธิปไตยที่คนได้รับข้อมูลข่าวสาร การนำงบประมาณของ Thai PBS มาอยู่ภายใต้การอนุมัติรายปีจากฝ่ายการเมืองอาจสร้างช่องทาง สร้างแรงกดดัน ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันที่แท้จริง หรือที่คนเชื่อว่ามี ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของกองบรรณาธิการที่นำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเอง บั่นทอนความไว้วางใจของผู้ชมที่สื่อสาธารณะรับใช้”
PMA ย้ำว่า แหล่งเงินทุนที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสื่อสาธารณะจะต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ 1. ต้องรับประกันความเป็นอิสระได้ 2. ต้องส่งมอบทรัพยากรที่ยั่งยืนในระยะยาว และ 3. ต้องเพียงพอต่อการบรรลุพันธกิจของสื่อสาธารณะ
ผู้เขียนเห็นว่า การ ‘กัน’ เงินบำรุงจากภาษีบาปมาให้กับ Thai PBS นั้น เป็นแหล่งเงินทุนสาธารณะที่สอดคล้องเหมาะสมกับการดำเนินพันธกิจสื่อสาธารณะ ถ้าหากรัฐบาลหรือใครก็ตามมองว่าไม่เหมาะสม ก็ต้องนำเสนอแหล่งทุนทางเลือกอื่นที่เข้าเงื่อนไข 3 ข้อของ PMA ข้างต้น
ประเด็นที่ 3 Thai PBS ควรมีวิธีการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมและความคุ้มค่าทางการเงินอย่างไร ในทางที่สอดคล้องกับพันธกิจ?
แน่นอน การเสนอว่า ‘สื่อสาธารณะ’ จำเป็นในสังคมไทย ย่อมมิได้แปลว่า Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะที่ ‘ดี’ หรือ ‘คุ้มค่า’ นั่นคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยระดับความรับผิดรับชอบและความโปร่งใสที่มากกว่าสื่อเชิงพาณิชย์ เพราะใช้เงินสาธารณะในการดำเนินงาน
ผู้ที่สนับสนุนการแก้กฎหมาย Thai PBS ให้มาของบประมาณรายปีหลายคนอ้างว่า Thai PBS เป็นอิสระ เป็นเอกเทศในความหมายที่ว่า ไม่ผ่านการตรวจสอบ แต่ข้อนี้ไม่เป็นความจริง เนื่องจากองค์กรมีกลไกตรวจสอบหลายระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการประเมินผลภายนอก ตามมาตรา 50 ของกฎหมาย Thai PBS และสภาผู้ชม การใช้จ่ายและการจัดซื้อจัดจ้างต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่ต่างจากหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ (ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นหนาหูมาหลายปีว่า สตง.ตรวจเข้มจนทำให้ Thai PBS ทำงานสื่อได้ไม่คล่องตัว เทอะทะเหมือนหน่วยงานราชการ) ผู้บริหารต้องไปนำเสนอรายงานประจำปีต่อรัฐสภา ส่วนกรณีที่ต้องสงสัยว่าอาจมีการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กร ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ผู้เขียนเห็นว่า ปัจจุบันการประเมิน ‘ผลลัพธ์ทางสังคม’ (Social Impact) และ ‘ความคุ้มค่าทางการเงิน’ ของ Thai PBS เพื่อตอบประชาชนว่า เป็นสื่อสาธารณะที่ ‘ดี’ หรือไม่ ทำงาน ‘คุ้ม’ กับที่ใช้เงินสาธารณะแล้วหรือยัง ยังมีข้อบกพร่องและช่องว่างอีกมากมายที่จำเป็นต้องปฏิรูป
จากการอ่านรายงานประจำปีของ Thai PBS และเอกสารอื่นๆ ที่องค์กรเผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น กรอบแผน 3 ปี 2567-2569 ผู้เขียนเห็นว่าองค์กรยังไม่สามารถตอบคำถาม 2 ข้อนี้ได้ อีกทั้ง ‘วิธีตอบ’ ยังไม่สะท้อนความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ
กรอบแผน 3 ปี 2567-2569 แบ่งตัวชี้วัดการดำเนินงานของ Thai PBS (Corporate KPI) ออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ 45% ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 15% ประสิทธิภาพ 20% และการพัฒนาองค์กร 20% โดยตั้งเป้าทุกมิติที่ระดับ ‘ดี’ (4 จาก 5) และบรรยาย ‘ฉากทัศน์พึงประสงค์’ ขององค์กร ซึ่งรวมเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงภายในปี 2569
ในตารางด้านล่าง ผู้เขียนเทียบเป้าหมายต่างๆ ในกรอบ 3 ปี กับ KPI ปี 2569 ที่ประกาศในรายงานประจำปี 2568 (หน้า 122) และผลล่าสุดตาม KPI ที่ผู้เขียนหาได้ ณ วันที่เขียนบทความนี้ (15 ตุลาคม 2569)
| ตัวชี้วัด | เป้าในกรอบ 3 ปี (ภายในปี 2569) ตาม ‘ฉากทัศน์พึงประสงค์’ | เป้าปี 2569 ตามรายงานประจำปี 2568 | ผลล่าสุด | สถานะ |
| อันดับเรตติงโทรทัศน์ | ติด 10 อันดับแรก | อันดับ 12 | อันดับ 14 (เฉลี่ยทั้งปี 2568, PSI) | ยังห่างเป้า และเป้าถูกปรับลด |
| อันดับสื่อออนไลน์ | ติด 3 อันดับแรก | เว็บไซต์อันดับ 10 | เว็บไซต์อันดับ 12 จาก 87 เว็บข่าว/ สื่อ (2568) | ยังห่างเป้า และเป้าถูกเปลี่ยนนิยาม |
| ความน่าเชื่อถือ | อันดับ 1 ในการจัดอันดับของสถาบันต่างประเทศ | อันดับ 2 หรือ Brand Trust 73% | DNR 2026: 70% อันดับ 4 (DNR 2025: 72%) | ยังห่างเป้า และเป้าถูกปรับลด |
| ผู้ใช้บริการประจำ | 40% ของประชากรอายุ 5 ปีขึ้นไป (ใช้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมเกิน 6.5 ชั่วโมง) | ไม่ปรากฏ | ไม่พบการรายงานผล | ไม่ทราบ |
| สัดส่วนเนื้อหา Digital First/ OTT | 10% (2567) เป็น 50% (2569) | ไม่ปรากฏ | ไม่พบการรายงานผล | ไม่ทราบ |
| สัดส่วนเงินบำรุงต่อรายได้ | 72.59% (2567) ลดเหลือ 60% (2569) | ไม่ปรากฏ | 76.1% (2568) | เพิ่มสวนทางเป้า |
| รายได้จากโครงข่ายทดแทนรายได้ MUX | 50% ภายในปี 2569, 100% ภายในปี 2572 | ไม่ปรากฏ | ไม่พบการรายงานผล | ไม่ทราบ |
| บุคลากรมีความพร้อมด้านดิจิทัล | 20% (2567) เป็น 80% | ไม่ปรากฏ | ไม่พบการรายงานผล | ไม่ทราบ |
จากตารางดังกล่าวพบว่า เป้าหมาย 3 ปี ใน ‘ฉากทัศน์ที่พึงประสงค์’ บางตัวถูกปรับลดโดยไม่มีคำอธิบาย เช่น กรอบ 3 ปีอยากเห็นองค์กรติด 10 อันดับแรกของเรตติงโทรทัศน์ และเป็นอันดับ 1 ด้านความน่าเชื่อถือในปี 2569 แต่ KPI ปี 2569 ที่ประกาศในรายงานประจำปี 2568 เหลือเพียงอันดับ 12 และความน่าเชื่อถือเปลี่ยนเป็นอันดับ 2 ส่วนเป้า ‘3 อันดับแรกของสื่อออนไลน์’ ถูกเปลี่ยนเป็น ‘เว็บไซต์อันดับ 10’
น่าสังเกตว่า ตัวชี้วัดที่ใกล้เคียงกับพันธกิจ ‘สื่อสาธารณะ’ ของ Thai PBS ที่สุด กลับไม่มีการรายงาน โดยผู้เขียนเห็นว่า เป้า ‘40% ของประชากรอายุ 5 ปีขึ้นไป ใช้บริการ Thai PBS เป็นประจำ’ ตามกรอบแผน 3 ปี เป็นตัวชี้วัดเดียวที่วัดสัดส่วนประชากรที่ใช้สื่อสาธารณะ แต่ตัวชี้วัดดังกล่าวไม่ปรากฏในรายงานประจำปี และหายไปจาก KPI ปี 2569
ผู้เขียนอยากเสริมด้วยว่า สิ่งที่ Thai PBS รายงานต่อสาธารณะมักเป็น ‘ยอดวิว’ การรับชมทั้งหมด ไม่ใช่ ‘จำนวนคน’ ซึ่งสำคัญกว่า โดยรายงานประจำปี 2568 เน้นรายงานยอดรับชมออนไลน์รวม 2,571 ล้านวิว (TikTok 1,157 ล้านวิว, YouTube 956 ล้านวิว) รางวัล 63 รางวัล คะแนน ITA 94.37 และจำนวนเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมเฉลี่ย 2.98 ล้านเครื่องต่อเดือน
‘ยอดวิว’ นับการเปิดดูซ้ำและคลิปสั้นไม่กี่วินาที จึงไม่สามารถบอกได้ว่ามี ‘กี่คน’ ได้ประโยชน์ ข้อมูลเครื่องรับดาวเทียมครอบคลุมการรับสารเพียงช่องทางเดียว ส่วนโครงการ ITA เป็นการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐโดย ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวกับพันธกิจ ‘สื่อสาธารณะ’ แต่อย่างใด
KPI ปี 2569 ชุดใหม่ตามรายงานประจำปี 2568 ยังคงเดินตามแนวเดิม โดยใช้ตัวชี้วัดเช่น ยอด Engagement บน Facebook, TikTok และ YouTube เพิ่ม 40% ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 3 รางวัล มีรายได้จาก IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) และการร่วมผลิต 50 ล้านบาท
มาตรา 50 ในกฎหมาย Thai PBS กำหนดว่า “ต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี โดยคณะกรรมการประเมินผลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกองค์การ การประเมินผลการดำเนินงานจะต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏทั้งในด้านประสิทธิผล ในด้านประสิทธิภาพ ในด้านการพัฒนาองค์การ ในด้านการสนับสนุนจากประชาชน จำนวนและความพึงพอใจของผู้รับชมหรือรับฟังรายการ…”
อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่า Thai PBS เคยเปิดเผยรายงานประเมินผลทั้งฉบับ ในรายงานประจำปี 2568 มีเพียงการหยิบผลบางข้อมาเปิดเผย เช่น ผู้ตอบแบบสอบถาม 93% เห็นว่า Thai PBS จำเป็น และ 70% พึ่งพา Thai PBS ยามวิกฤต 47% เลือก Thai PBS เป็นสื่อที่น่าเชื่อถือที่สุด อันดับ 1 เนื้อหาที่คนให้คุณค่าคือข่าวสืบสวน 72% สารคดีเชิงลึก 34% และการรายงานภัยพิบัติ 29%
ในข้อมูลชุดเดียวกันมีสัญญาณเตือนที่น่ากังวล เช่น ผู้ชมกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ 71% ดู Thai PBS เป็นประจำ ขณะที่กลุ่ม Gen Z ดูประจำเพียง 40% เลิกดูแล้ว 35% และไม่เคยดูเลย 26%
สรุปสั้นๆ ได้ว่า ฐานผู้ชมของ Thai PBS กำลังแก่ไปพร้อมกับเทคโนโลยีโทรทัศน์ แต่ไม่มี KPI ปี 2569 ตัวใดตั้งเป้าการเข้าถึงคนรุ่นใหม่เป็นสัดส่วนของประชากร มีเพียงยอด Engagement ของแพลตฟอร์มดิจิทัล (Facebook/ TikTok/ YouTube) เพิ่มขึ้น 40% เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำนวนคน และไม่แยกตามวัย
กล่าวโดยสรุป ดูเผินๆ Thai PBS มี KPI หลายตัว แต่ไม่มีเกณฑ์ ‘ผ่าน’ หรือ ‘ไม่ผ่าน’ เป้าในกรอบแผน 3 ปีตั้งโดยไม่มีผลผูกมัด และการทำตาม KPI ได้หรือไม่ได้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่องบประมาณหรือผู้บริหาร รวมถึงยังไม่ปรากฏว่ามีการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบต่อสาธารณะในระดับองค์กร
ประสิทธิผลทางการเงิน และการมีเงินสะสม ‘เกินความจำเป็น’
คำถามที่หลายคนตั้ง แต่ Thai PBS ดูจะไม่เคยตอบอย่างชัดเจน คือ ‘ความคุ้มค่า’ ของการใช้เงินสาธารณะ
เมื่อผู้เขียนดูงบการเงินล่าสุดปี 2568 ของ Thai PBS พบว่าวันนี้ถือเงินสดและเงินฝากธนาคารสูงถึง 4,576 ล้านบาท หรือเท่ากับค่าใช้จ่ายเกือบ 21 เดือน ในขณะที่อุปกรณ์ผลิตรายการและถ่ายทอดสัญญาณตัดค่าเสื่อมราคาไปแล้ว 85% และรายได้เกือบ 1 ใน 5 ผูกอยู่กับใบอนุญาตโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX) ที่จะหมดอายุในปี 2572 (ดูกราฟด้านล่าง) 
สรุปจากตัวเลขเหล่านี้ได้สั้นๆ ว่า ดูเหมือน Thai PBS จะใช้เงินสาธารณะอย่างค่อนข้างด้อยประสิทธิภาพ เพราะเอารายรับจากเงินบำรุงมาฝากธนาคารแทนที่จะไปลงทุน ในปี 2568 Thai PBS จ่ายเงินสดซื้อสินทรัพย์ถาวรใหม่เพียง 82 ล้านบาท ไม่ถึง 1 ใน 3 ของค่าเสื่อมราคา 262 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ารายได้มาก โดยตลอด 18 ปีที่ผ่านมา (ปี 2551-2568) ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า จาก 1,090 เป็น 2,626 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มจาก 330 เป็น 821 ล้านบาท หรือจากราว 16% เป็น 30.5% ของรายได้ ภาระตามสัญญาจ้างเหมาบริการและสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 39% เป็น 456 ล้านบาท และค่าใช้จ่าย IT อยู่ที่ 202 ล้านบาทต่อปี
รายงานประจำปี 2568 ของ Thai PBS เรียกการกลับมาเกินดุล (รายได้สูงกว่ารายจ่าย) ในปี 2568 ว่า เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ แต่ในความเป็นจริงนี่ไม่ใช่จุดเปลี่ยน เพราะผลประกอบการที่ดีขึ้น 247 ล้านบาท มาจากการลดต้นทุนรายการ (104 ล้านบาท) จังหวะการรับรู้เงินบำรุงองค์การข้ามปีงบประมาณ (93 ล้านบาท) และค่าเสื่อมราคาที่ลดลงเพราะอุปกรณ์เก่า (66 ล้านบาท) ไม่ได้มาจากการลดต้นทุนประจำแต่อย่างใด
(ค่าเสื่อมราคาที่สูงถึงปีละ 260-360 ล้านบาท เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ระหว่างปี 2563-2567 แต่รายการนี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเงินสด ยอดเงินสดและเงินฝากจึงยังสูงมาก)
เมื่อนำข้อมูลข้างต้นมาเทียบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ผู้เขียนได้ยินหนาหูมาหลายปี และไม่เคยมีคำอธิบายที่มีเหตุมีผล เช่น การจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการใช้ ‘วิธีเฉพาะเจาะจง’ โดยไม่อธิบายเหตุผล Thai PBS เลือกจ้าง ‘คนนอก’ ค่าตัวแพง จ้างอดีตผู้บริหารมาทำงานต่อในหมวก ‘ที่ปรึกษา’ ราคาแพง และจ้างแม้แต่บริษัทภายนอกมาถ่ายทำรายการข่าว แทนที่จะพัฒนา ‘คนใน’ และใช้อุปกรณ์ภายในองค์กรเอง รวมถึงไม่มีกระบวนการประเมิน ‘คัดออก’ สำหรับบุคลากรด้อยความสามารถ ฯลฯ
เทียบแล้วผู้เขียนก็เกิดคำถามว่า ‘ฉากทัศน์ที่พึงประสงค์’ ด้านบุคลากร ที่บรรยายในกรอบแผน 3 ปีนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในความเป็นจริง หากไร้ซึ่งแผนการปฏิรูปด้านบุคลากรอย่างจริงจัง
“บุคลากรทั้งหมดมีค่าตอบแทนและระบบสวัสดิการที่แข่งขันกับตลาดได้ และอยู่ในระบบประเมินและการให้ค่าตอบแทนอิงตามผลงาน (Merit Based) ที่เป็นธรรมและโปร่งใส”
ผู้เขียนเห็นว่า อย่างน้อยที่สุด Thai PBS ควรมีกระบวนการ ‘ประเมินผลการดำเนินงาน’ และ ‘ประเมินความคุ้มค่า’ ดังนี้
การประเมินผลการดำเนินงาน
1. เผยแพร่เป้าหมายเทียบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง แบบเดียวกับการเปิดเผยข้อมูลของ BBC (สื่อสาธารณะหลักของอังกฤษ) รวมทั้งน้ำหนัก คะแนน และตัวชี้วัดการประเมินผลงานของผู้อำนวยการ การเปลี่ยนหรือปรับลดเป้ากลางทางต้องแสดงเป้าเดิมคู่กันและอธิบายเหตุผลของการเปลี่ยนหรือปรับลด
2. วัด ‘คน’ ไม่ใช่ ‘ยอดวิว’ (Engagement) ด้วยการใช้สัดส่วนประชากรที่ใช้บริการ Thai PBS ในแต่ละสัปดาห์ผ่านทุกช่องทาง (นับคนซ้ำครั้งเดียว) แยกตามอายุ ภูมิภาค และรายได้ จากการสำรวจตัวแทนประชากรที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนออนไลน์ แทนอันดับเรตติงดาวเทียมและยอดวิว เป้า ‘40% ของประชากรใช้บริการประจำ’ ที่เคยตั้งไว้ในกรอบแผน 3 ปี ควรนำกลับมาเป็นตัวชี้วัดหลัก พร้อมรายงานผลทุกปี
3. ตั้งเป้าการเข้าถึงคนรุ่นใหม่พร้อมกรอบเวลาชัดเจน แบบที่ BBC ตั้งเป้าการเข้าถึงของคนอายุ 16-34 ปีไว้ 60-70% ต่อสัปดาห์ ผลการประเมินของผู้ประเมินภายนอกตามมาตรา 50 ที่พบว่า Gen Z เกินครึ่ง เลิกดูหรือไม่เคยดู Thai PBS ควรนำมาแปลงเป็นเป้า 1-3 ปี (ระยะสั้นและระยะกลาง)
4. วัดผลลัพธ์ตามพันธกิจ ‘สื่อสาธารณะ’ ไม่ใช่ระดับความนิยม เช่น
– วัดระดับความเป็นกลางและความแม่นยำ ตามการรับรู้ของผู้ชม (ใช้แบบสำรวจ)
– สัดส่วนชั่วโมงและงบประมาณในการผลิตเนื้อหาที่สื่อพาณิชย์ผลิตน้อย เช่น ข่าวเชิงลึก รายการเด็ก ข้อมูลภัยพิบัติ และเนื้อหาท้องถิ่น
– สัดส่วนงบจ้างผลิตที่ไปถึงผู้ผลิตอิสระ ผู้ผลิตท้องถิ่น และสื่อพลเมือง และระดับความกระจุกตัวของการจ้างผลิตในมือบริษัทไม่กี่ราย
– จำนวนชั่วโมงที่มีล่ามภาษามือ คำบรรยายแทนเสียง และเสียงบรรยายภาพ
– การเข้าถึงรายสัปดาห์แยกตามภูมิภาค รายได้ อายุ และความพิการ และช่องว่างระหว่างกลุ่มที่ได้รับบริการมากที่สุดและน้อยที่สุด
– มีอะไรที่ ‘เปลี่ยนไป’ เพราะ Thai PBS ด้วยการจัดทำกรณีศึกษาผลลัพธ์หรือผลกระทบทางสังคมที่มีหลักฐานรองรับ เช่น การที่หน่วยงานรัฐตอบสนองต่อข่าวสืบสวน หรือประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือในช่วงภัยพิบัติ แต่ละกรณีต้องระบุว่า หากไม่มี Thai PBS น่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยให้ผู้ประเมินภายนอกเป็นผู้ประเมิน
5. เผยแพร่รายงานประเมินของผู้ประเมินภายนอกตามมาตรา 50 ฉบับเต็ม พร้อมแบบสอบถามและวิธีการ ใช้วิธีการเดิมทุกปีเพื่อให้เทียบกันได้ และออกกฎห้ามฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการนโยบายตัดทอนเนื้อหา ในระยะยาวควรมีหน่วยงานอิสระ 1 แห่งทำหน้าที่ประเมินพันธกิจทุกปี แบบที่ Ofcom ในอังกฤษทำกับ BBC (ในสังคมไทยอาจเป็น กสทช. หากกอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้)
กล่าวโดยสรุป Thai PBS ต้องเน้นประเมินผลที่ ‘คน’ หรือ ‘ผลลัพธ์ทางสังคม’ ไม่ใช่ ‘ผลผลิต’ (เช่น จำนวนรายการ) และตัวชี้วัดสำคัญๆ ควรวัดโดยผู้ประเมินภายนอก
วิธีประเมินความคุ้มค่า (Value for Money)
สำหรับการประเมิน ‘ความคุ้มค่า’ ของการใช้เงินสาธารณะ Thai PBS อาจประยุกต์ใช้กรอบ ‘4Es’ ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอังกฤษ (National Audit Office) ได้แก่ ความประหยัด (Economy) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผล (Effectiveness) และความเท่าเทียม (Equity) ซึ่งผู้เขียนมองว่า แปลงเป็นคำถามสำหรับ Thai PBS ได้อย่างน้อย 5 ข้อ ดังนี้
1. การเข้าถึงผู้ชม 1 คนต้องใช้เงินเท่าไร คำนวณและแสดงต้นทุนต่อผู้ใช้รายสัปดาห์และต้นทุนต่อชั่วโมงการรับชม แบบที่ BBC รายงานตัวเลข 8 เพนนี (ประมาณ 3.5 บาท) ต่อชั่วโมง ต้องอาศัยการสำรวจการเข้าถึงข้ามแพลตฟอร์มที่นับคนซ้ำครั้งเดียว ไม่ใช่ยอดวิว ตัวชี้วัดนี้ตอบคำถาม “Thai PBS มีคุณค่า แต่คุ้มค่าหรือไม่” ได้ตรงที่สุด
2. เงินไปถึงหน้าจอจริงเท่าไร วัดจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านรายการต่อค่าใช้จ่ายรวม เทียบกับค่าใช้จ่ายบุคลากรและค่าใช้จ่ายบริหาร ในปี 2568 ค่ารายการคิดเป็นราว 33% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรคิดเป็นราว 31% (ควรแยกตามประเภทบุคลากรด้วย เช่น ลูกจ้างสัญญาจ้าง พนักงานประจำ ฯลฯ)
3. เงินสาธารณะถูกพักไว้เฉยๆ หรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าการถือเงินสดและเงินฝากเท่ากับค่าใช้จ่ายเกือบ 21 เดือน ต้องนับเป็นความล้มเหลวด้านความคุ้มค่า เพราะองค์กรควรใช้เงินสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้มาก โดย Thai PBS ควรประกาศใช้นโยบายเงินสำรอง เช่น 10% ของรายได้ อย่างที่เคยทำในช่วงปีแรกๆ ขององค์กร
4. Thai PBS ส่งเสริมการแข่งขันและผู้ผลิตหน้าใหม่เพียงใด วัดจากสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการแข่งขัน ไม่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง และต้นทุนการจ้างผลิตเทียบกับการผลิตเอง
5. ผลสำรวจความคุ้มค่าในการรับรู้ของผู้ชม โดยให้ตอบคำถาม เช่น “ท่านคิดว่า Thai PBS คุ้มค่าหรือไม่”
ประเด็นที่ 4 Thai PBS จะรับผิดรับชอบต่อผลการประเมินอย่างไร และระดับความโปร่งใสแบบไหนที่ควรทำ
ในเมื่อ Thai PBS ใช้เงินสาธารณะ ผู้เขียนเห็นว่า งบการเงิน Thai PBS ต้องโปร่งใสกว่านี้อีกมาก เช่น หมายเหตุประกอบงบการเงินของ Thai PBS ยังไม่เปิดเผยจำนวนพนักงาน ไม่บอกนโยบายเงินสำรอง มีการแยกต้นทุนตามลักษณะค่าใช้จ่าย แต่ไม่แยกตามที่มาของรายการ (ผลิตเอง/ จ้างผลิต/ ซื้อลิขสิทธิ์) ประเภทเนื้อหาหรือช่องทางเผยแพร่ รายงานประเมินผลภายนอกระบุเพียงว่าการผลิตเอง ‘มีต้นทุนต่ำที่สุด’ โดยไม่แสดงตัวเลขต้นทุน
Thai PBS ควรจัดทำและเผยแพร่แผนการเงิน 3-5 ปีพร้อมแผนบริหารกิจการ และเปิดเผยต้นทุนตามพันธกิจอย่างละเอียดในระดับเดียวกับ BBC และ NHK เช่น ต้นทุนแยกตามประเภทเนื้อหาและช่องทาง ต้นทุนรายการที่ผลิตเอง จ้างผลิต และจัดหา สัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา จำนวนพนักงานและโครงสร้างค่าตอบแทน และต้นทุนต่อชั่วโมงการรับชม
หลายคนมองว่า Thai PBS ไร้ความรับผิดรับชอบต่อเงินสาธารณะ เพราะได้รับการ ‘กัน’ เงินบำรุงตามกฎหมายไม่ว่าจะบรรลุหรือไม่บรรลุ KPI แต่ในความเป็นจริง กฎหมาย Thai PBS ก็ระบุเรื่องนี้อยู่บ้าง โดยมาตรา 51 เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า
“อย่างน้อยทุก ๆ 10 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ ให้องค์การเสนอให้มีการทบทวนที่มาของรายได้และสัดส่วนของเงินบำรุงองค์การ ให้มีความเหมาะสมกับความจำเป็นในการดำเนินภารกิจขององค์การ ทบทวนถึงความเหมาะสมในการให้องค์การนำส่งเงินสะสมส่วนที่เกินจากความจำเป็น กลับคืนเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินหรือจัดสรรคืนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม และทบทวนการสร้างและส่งเสริมการสื่อสารสาธารณะของประชาชนผ่านการดำเนินภารกิจขององค์การ รวมทั้งเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
กฎหมาย Thai PBS บังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 แต่ผู้เขียนยังไม่พบเอกสารสาธารณะที่แสดงผลการทบทวนรอบแรก ซึ่งครบกำหนดในปี 2561 หรือ 8 ปีที่แล้ว
ในประเด็นความรับผิดรับชอบและความโปร่งใส นอกเหนือจากข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดเผยรายละเอียดของงบการเงินข้างต้นแล้ว ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอสั้นๆ ว่า ขอเรียกร้องให้ Thai PBS จัดทำและเผยแพร่รายงานตามมาตรา 51 ที่ล่วงเลยเกินกำหนดมาแล้วเกือบ 8 ปีเต็ม
เพื่อเป็นฐานในการช่วยกันตอบคำถามว่า Thai PBS ได้เงิน ‘เกินจากความจำเป็น’ หรือไม่ เพียงใด เพื่ออภิปรายแนวทางปฏิรูปที่เอื้อต่อการเป็น ‘สื่อสาธารณะ’ ที่ทั้งมี ‘คุณค่า’ และ ‘คุ้มค่า’ ในอนาคตต่อไป
Tags: BBC, nhk, Citizen 2.0, Thai PBS, สื่อสาธารณะ, ภาษีบาป, สื่อ




