เราคุยกับ มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ ตอนแฟนตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดภาพอัปเดตให้ดู รวมถึงภาพอัลตราซาวนด์ พร้อมกับบอกว่าเป็นเพศหญิง กำหนดคลอดช่วงปลายเดือนกันยายน
“จองโรงเรียนอนุบาลแล้ว พอจองแล้วรู้สึกสบายใจ เพราะมีโปรโมชันด้วย” มอร์เล่าด้วยเสียงหัวเราะ

อีกไม่นานมอร์จะได้อุ้มลูกสาว และสัมผัสการเป็นคุณพ่อเต็มตัว เราจึงชวนมอร์คุยว่า ช่วงเวลา 9 เดือนก่อนเจอหน้าลูก ชีวิตกับกิจวัตรของศิลปินคนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เสมือนบทบันทึกช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งความสุข ตื่นเต้น ตื้นตัน รวมไปถึงส่วนเสี้ยวความกังวล
และก่อนจะพูดคุยเรื่องอนาคต หากถามถึงชีวิตมอร์ ณ เวลานี้ มีเพลงหนึ่งที่ใช้อธิบายชีวิตของเขาได้ดีอย่างเพลง ‘ปัจจุบัน’ กับ ‘อีกนานแค่ไหน’ ที่อยู่ในอัลบั้มใหม่ชื่อ ‘Mental Breakdance’ ในนั้นยังมีเพลงที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากแฟน เพลง Party Girl หรือ เก่งแต่กับเธอ ไปจนถึง ‘ไม่มีที่มา (10th Anniversary)’ ผลงานเก่าของมอร์ ซึ่งเขาพาเพลงนี้เดินทางข้ามเวลามาทำเวอร์ชันใหม่ในวันที่เติบโตขึ้น
บทเพลงสำหรับเต้นรำบนความพังพินาศ
มอร์เล่าว่าชื่ออัลบั้ม Mental Breakdance เป็นการเล่นคำจาก ‘Mental Breakdown’ หรืออาการสติแตกในภาษาไทย แน่นอนว่าวัยทำงานหลายคนอาจเคยพูดติดตลกว่า Breakdance แทน เพราะไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียดเกินไป สะท้อนอารมณ์ขันตามสไตล์คนไทย
“มันคือ Mental Breakdown แต่เล่นคำ แทนที่จะปล่อยให้มันพัง เราเอาชิ้นส่วนของความพังในชีวิตตัวเองมาเต้นเบรกแดนซ์กับมัน ซึ่งจะเห็นได้จากเพลง Day off เพลงแรกของอัลบั้ม อารมณ์แบบ ‘โห ไม่ไหวแล้ว’ แต่เพลงสนุกมาก เต้นรำกับความพังพินาศของตัวเอง มีความประชดประชัน” 

ใน Mental Breakdance มีเพลงที่เคยปล่อยออกมาก่อนหน้าจะรวมเป็นอัลบั้ม เช่น ได้ก็ดี, Party Girl, Honey Moon และไม่มีที่มา เพลงจากเมื่อ 10 ปีก่อน
มอร์เข้า YouTube ฟังเพลงเรื่อยเปื่อยกระทั่งระบบแพลตฟอร์มแนะนำเพลงของตัวเองขึ้นมาตรงแถบด้านข้าง เมื่อกดเข้าไปอ่านคอมเมนต์ “ปี 2024 ยังฟังอยู่” หรือ “2026 ยังฟังอยู่” จึงตระหนักว่าอายุเพลง 10 ปีแล้ว เป็นเหตุผลให้เขาลองนำผลงานเก่ามาเล่าเป็นเวอร์ชันใหม่ในปีนี้
“เพลงไม่มีที่มาเป็นเพลงของคนเหงา มัน 10 ปีแล้ว เรารู้สึกกับเพลงนี้ไม่เหมือนตอนนั้น เลยอยากเอาเพลงตัวเองมาตีความใหม่ ในมุมมองของเราวันนี้ คงไว้ซึ่งเนื้อเพลงกับเมโลดีเดิม ยังมีความเหงา แต่อบอุ่นขึ้นนะ”
มอร์เริ่มขยายความ ‘เหงาแต่อบอุ่น’
“เหงาแต่อบอุ่น เหมือนเราคิดถึงใครสักคน แล้วเรารู้ว่าเขาก็คิดถึงเราเหมือนกัน แต่เวอร์ชันแรกเป็นอารมณ์ โอ๊ย ผมคิดถึง คุณไม่มีทางได้ยินหรอก” 
ข้ามไปพูดถึงแทร็กที่ 11 ลำดับปิดท้ายของอัลบั้ม
‘อีกนานแค่ไหน’ ชื่อดูเหมือนจะคล้ายเพลงเศร้า คร่ำครวญ ชวนเสียน้ำตา ทว่าหากกดฟังจะพบจังหวะชวนขยับร่างกายเสียมากกว่า อย่างที่มอร์เล่าว่า Mental Breakdance มันคือสิ่งนี้แหละ
อย่างไรก็ดี ที่มาของเพลงนี้แฝงด้วยอารมณ์หนักหน่วงอยู่ไม่น้อย
“อีกนานแค่ไหน เราเขียนจากแม่เราที่เป็นมะเร็ง เพราะเราเป็นลูกชายด้วยมั้ง แล้วไม่ค่อยเก่งเรื่องแสดงความรัก พอเรารู้ว่าเขาเป็นมะเร็ง มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่คิด ‘เออ มันอีกนานแค่ไหนที่เขาจะอยู่ตรงนี้กับเรา’ เป็นบางโมเมนต์ที่โดนความจริงต่อยหน้าว่า ช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้มีอยู่ตลอดไปนะ เราต้องเก็บมันไว้ให้ดี เป็นเพลงยิ้มๆ แต่ฮือๆ” มอร์เล่า 
เมื่อพูดถึงเพลงนี้จบ เป็นจังหวะที่แฟนโทร.เข้ามาพอดี มอร์คุยกับแฟนไม่กี่วินาทีเพื่ออัปเดตการทำงานก่อนวางสาย แล้วเล่าต่อถึงเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากคนรักอย่าง Party Girl
“มีช่วงหนึ่งแฟนชอบกลับบ้านดึก เลยแซวเขาเล่นๆ ว่าปาร์ตี้เกิร์ล ช่วงสั้นๆ ที่เรารอเขากลับบ้าน แล้วรู้สึกเป็นห่วง เลยเอาก้อนนั้นมาขยายความให้มันไปไกลขึ้น”
เมื่อถามว่ามอร์ทำอะไรระหว่างรอแฟนกลับบ้าน
“นอนดูซีรีส์แล้วก็นั่งเล่นกีตาร์ ความจริงไม่ได้กลับดึกบ่อยขนาดนั้น หรือเป็นคนกลางคืนนะ” 
เพลงหนึ่ง แม้มอร์ไม่ได้เขียนเอง แต่มีศิลปินคนหนึ่งซึ่งมอร์เล่าว่าคล้ายกับเขาเข้ามาช่วยเขียนเพลงคือ TangBadVoice (ตั้ง-ตะวันวาด วนวิทย์)
“เก่งแต่กับเธอ สำหรับเราเมโลดีมันมีความคลั่งรักอะไรบางอย่างอยู่ ตอนนั้นเรายุ่ง แล้วรู้สึกว่าต้องเขียนเพลงนี้ตอนนี้แล้ว อยากได้คนมาเขียนแทนเรา คนที่จะเป็นเราได้ ใกล้เคียงกับเรา เข้าใจเรา เลยโทรไปหาตั้งให้เขียนให้”
เหตุผลที่ต้องการเนื้อเพลงเดี๋ยวนั้น?
“มันเป็นความรู้สึกว่า เราทำเมโลดีเพลงนี้มาแล้ว เพลงนี้ต้องมีเนื้อเดี๋ยวนี้ ตอบยาก มันแค่ต้องทำเดี๋ยวนี้” มอร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม 
ย้อนกลับมาที่เพลงปัจจุบัน เพลงเปิดของอัลบั้มซึ่งมอร์บอกว่าสะท้อนภาพมอร์วันนี้
“เพลงปัจจุบัน น่าจะเป็นเพลงที่เราชอบที่สุดในอัลบั้ม มันเป็นนิยามของอัลบั้มนี้ เป็นเพลงที่เป็นความรักแต่นิ่งขึ้นตามวัย และเป็นเพลงที่นิยามมอร์วสุในวัยนี้ด้วย”
มอร์เล่าถึงที่มาของเพลงปัจจุบัน ตอนที่เขากับแฟนใช้เวลาด้วยกันเงียบๆ
“เราชอบที่บางทีเพลงมันก็ปรากฏกายแบบที่เราไม่รู้ตัว อย่างเพลงปัจจุบัน มาจากตอนที่เรานั่งอยู่ที่คอนโดฯ วันนั้นฝนตก แล้วเรานั่งอยู่ที่ระเบียงกับแฟน เราเห็นลมมันแรง ต้นไม้พลิ้ว แล้วมันสวยมากเลย เราก็มองฝนเฉยๆ แค่นั้น เป็นโมเมนต์ที่พิเศษมาก วันต่อมาเราก็ลุกขึ้นมาจดอะไรสักอย่าง แล้วก็มีเพลงนี้ออกมา” มอร์เล่า
และเมื่อได้ฟังเรื่องราวปัจจุบันของมอร์ นี่เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของคำว่า ‘ปัจจุบัน’ ซึ่งมันไม่เหมือนกับความรู้สึกที่ผ่านมา 
Morvasu: ปัจจุบันชอบยืนดูฝนตก
เราเริ่มด้วยคำถามที่ว่า ปัจจุบันของมอร์เป็นอย่างไร
แน่นอนเขาตอบว่า ‘แก่’
“พออายุมากขึ้น มันมีความสุขกับการอยู่เฉยๆ อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น แรงอาจจะน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขน้อยลง เราหาวิธีที่เราจะได้มีความสุขในแบบของเรา กิจกรรมที่ชอบมากช่วงนี้คือการดูวิวข้างนอกระเบียงเฉยๆ หรือยืนดูฝนตก แก่ (หัวเราะ)” มอร์ขำ และเสริมว่าเพลงปัจจุบันคืออารมณ์ประมาณนี้

“ช่วงหลังชอบมองวิวข้างนอกเฉยๆ หรือออกกำลังกายเฉยๆ ทำอะไรก็ทำอย่างเดียว ไม่ทำหลายอย่างพร้อมกัน ตอนออกกำลังกายก็ทำอย่างเดียว ไม่เปิดฟังเพลง เพราะเราทำหลายอย่างมาทั้งชีวิตแล้ว อย่างเมื่อก่อนออกกำลังกายไปด้วย ทั้งฟังเพลง ทั้งทำงานไปด้วย”
กาลเวลาแปรเปลี่ยนมนุษย์สุด Multitask ให้กลายเป็นคนจดจ่อกับการทำกิจกรรมทีละสิ่ง และสุดท้ายเขาได้ค้นพบความสุขสงบในปัจจุบัน
“บางทีเราเคยย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ตัวเอง 10 ปีที่แล้ว มันคือมนุษย์แห่งการทำอะไรหลายอย่าง จะทำงานพร้อมกัน แล้วบางทีชีวิตเราตึงเกินไป 2 ปีก่อน เรามีภาวะวิตกกังวล โอเค ชีวิตเตือนเราแล้ว เลยพยายามทำทีละอย่างมากขึ้น ตอนนี้ก็มีความสุขดี”
คำพังเพยที่ว่า ‘เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง’ อาจสะท้อนภาพชีวิตของมอร์ เขาอธิบายด้วยเสียงหัวเราะว่า
“พอทำสิ่งเดียว เราว่ามันคือสัมผัสของความเป็นมนุษย์ อย่างในมิวสิกวิดีโอเพลงปัจจุบัน นานแค่ไหนที่เราไม่ได้ตั้งใจกิน แล้วสัมผัสรสชาติขนมปัง รสชาติกาแฟ ทำปฏิกิริยากับโคนลิ้นเราแบบนี้ หรือว่าฝนกลิ่นมันเป็นแบบนี้” ศิลปินขยายความ 
Morvasu: ปัจจุบันเป็นบัตเลอร์ของแฟน
ช่วงเวลาที่เราคุยกัน อีกประมาณ 1 เดือน มอร์วสุจะเป็นคุณพ่อเต็มตัว เขาบอกว่าแอบอิจฉาแฟนตรงที่มีสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก เป็นประสบการณ์ซึ่งคนเป็นพ่อไม่อาจมีได้
“เราพูดกับแฟนเราเล่นๆ ว่าถ้าเลือกท้องได้ เราอาจเลือกท้องก็ได้นะ เพราะเขามีความผูกพันกับลูกแบบที่เรามีไม่ได้ เขาสัมผัสกัน คุยกัน แต่เราอย่างมากก็ไปคุยผ่านท้อง แล้วเขาเอ็นจอยกับการท้องมาก เหมือนเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเขา เราก็รู้สึกอิจฉา (หัวเราะ)” เขาเล่าอย่างติดตลก
เมื่อพูดถึงการมีลูกกับว่าที่พ่อแม่มือใหม่ แน่นอน การเลี้ยงเด็กทารกเป็นความท้าทายหนึ่งของชีวิต เพราะยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ระดับที่หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองอาจจินตนาการไม่ออก
สำหรับว่าที่คุณพ่อเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว
มอร์บอกว่าข้าวของเครื่องใช้สำหรับลูกเตรียมพร้อมไว้ครบถ้วนแล้ว รอเพียงเจ้าตัวเท่านั้น
“ปีนี้เราอ่านหนังสือหลักๆ ร้อยละ 90 เป็นหนังสือลูกหมดเลย ตั้งแต่หนังสือที่บอกว่าท้องเป็นอย่างไร ลูกออกมาต้องทำอะไรบ้าง วิธีการเลี้ยงลูกแต่ละแบบเป็นอย่างไร แล้วเราต้องปรับใช้สู่อันไหน เดี๋ยวมีไปลงคอร์สสอนอาบน้ำเด็ก อุ้มเด็ก ตอนนี้เราเน้นศึกษามากกว่าว่า จะช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และเอาตัวรอดอย่างไรในช่วง 4 สัปดาห์แรก” คุณพ่อนักอ่านเล่า 
ก่อนเป็นพ่อแม่ป้ายแดงที่ใช้ชีวิตกับลูกตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนมักฝากคำเตือนว่าให้นอนหลับตุนไว้ให้มาก เพราะหากลูกคลอดแล้ว พ่อแม่อาจไม่ได้หลับนอนอีกหลายเดือน และมอร์ก็ได้รับความห่วงใยนั้นเช่นเดียวกัน
“เราเป็นคนชอบนอน แล้วเรารู้ว่ามันจะไม่ได้นอน ซึ่งทุกคนที่มีลูกแล้ว พอเจอเราเขาก็จะเตือนว่านอนเยอะๆ นะ แล้วเรารู้ว่าแฟนน่าจะยิ่งหนักกว่า เพราะช่วง 2 สัปดาห์แรกอาจต้องให้นมทุก 3 ชั่วโมง เขาคงไม่ได้นอนเต็มอิ่มเลย เราก็ศึกษาว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อแบ่งเบาเขาได้บ้าง”

นอกจากศึกษาหาความรู้ เตรียมของใช้ ความพร้อมของมอร์ตอนนี้ได้ข้ามขั้นไปถึงแผนการศึกษาของลูกแล้ว อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า เขาจองโรงเรียนอนุบาลเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อบทสนทนาไหลไปข้องเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาล มันชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ถึงฉากที่ตัวละครพากันไปดูโรงเรียนของลูกในขณะที่ยังตั้งครรภ์
และจะว่าไป มอร์ก็เคยเป็นพระเอกหนังของเต๋อ นวพลเหมือนกัน
“ตอนดูหนังพี่เต๋อ ตอนนั้นแฟนเพิ่งท้องพอดี เราไม่รู้สึกกลัวเลยนะ แปลกมาก คิดว่าถ้าเรามีหลักการที่แข็งแรงในการเลี้ยงลูก เราไม่กลัวเลย ไม่จำเป็นต้องส่งไปโรงเรียนที่แพงที่สุดด้วย แต่เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าพ่อแม่มือใหม่จะผิดพลาดมากไหม” มอร์พูดถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับตัวละครในหนังเรื่องนั้น

ตั้งแต่ทราบว่ากำลังจะมีลูก มอร์เล่าว่ากิจวัตรประจำวันของเขาไม่ได้เปลี่ยนมากนัก ยังคงทำงานเช่นเดิม เพียงแต่ให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
“ก่อนหน้านี้ ปกติเรากับแฟนค่อนข้างอิสระกันมาก ใครจะไปไหนก็ไปเอง ตั้งแต่ท้อง เราก็พยายามจะดูแลเหมือนเป็นบัตเลอร์เขามากกว่า” เขายิ้มเมื่อนิยามสถานะของตนเอง
มอร์เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับ อาชีพที่ทุกอย่างหมุนรอบตัวเขา วันนี้เขาต้องเบี่ยงวงโคจรมาหมุนรอบแฟน รวมไปถึงวิธีคิดของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย
“เราเปลี่ยนไปเยอะเลย (นิ่งคิด) คิดว่าทั้งชีวิตจนถึงก่อนแต่งงาน เพราะเราเป็นทั้งผู้กำกับแล้วก็ศิลปินด้วย เหมือนเป็นอาชีพ 2 อาชีพที่โลกมันหมุนรอบเรา แต่พอเรารู้ว่าจะเป็นพ่อคนแล้ว เราอยากหมุนรอบแฟนและลูกเรา เหมือนเราเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น สนับสนุนช่วยเหลือ เราโคจรรอบเขามากขึ้น แปลกดี เวลาเราสำคัญตัวเองน้อยลง แต่กลับมีความสุขมากขึ้น” ศิลปินกล่าว 
มอร์คือศิลปินที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงตามวันเวลา เขาสงบนิ่งกว่าเดิมเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และลดอัตตาลงหลังจากแต่งงาน แล้วตั้งแต่รู้ว่าเขาจะเป็นพ่อคน อะไรในตัวมอร์ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
เขาเงียบคิดเป็นระยะเวลานานก่อนเอ่ยตอบ
“เรื่องความรักอิสระ สมัยก่อนเรารักอิสระมาก คิดว่าอิสระเท่ากับความสุข เพิ่งมาค้นพบว่ามีครอบครัวดันมีความสุขกว่าแฮะ”
ถามต่อว่า ในช่วงเวลาเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ในครอบครัว เคยจินตนาการไหมว่าตัวเองจะเป็นพ่อแบบไหน
“Set the bar so high” เขาตอบ
“จะทำให้มาตรฐานของลูกสาวสูงมาก เวลาเขาเทียบคนที่เข้ามาในชีวิตกับพ่อ เราจะเป็นมาตรฐานที่สูงมากให้เขา และ เราจะอยู่กับเขา จะฟังเขา มันคือการวางรากฐานที่สำคัญให้กับลูก โดยเฉพาะเรื่องความยินยอม (Consent) สำคัญมาก เราต้องสอนให้ลูกรู้จักสิ่งนี้ตั้งแต่เด็ก” พูดอย่างจริงจัง
คำถามสุดท้าย ถ้าให้คะแนนความพร้อมในการเป็นพ่อจาก 1-10 ตอนนี้ให้ตัวเองกี่คะแนน
“ตอนนี้สัก 7 คะแนน อีก 3 มันมีอะไรที่เราไม่รู้อยู่แล้ว” คุณพ่อตอบทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม 
Fact Box
ขอบคุณม้วนฟิล์มจาก ILFORD PHOTO




