ภาพแรกที่ปรากฏหลังฝุ่นการเลือกตั้งหายตลบในค่ำวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นอกจากความยินดีที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ด้วยคะแนนที่มากกว่าเดิม ทุบสถิติของตัวเองไปที่ 1,537,784 คะแนน ก็คือความตกต่ำของ ‘พรรคประชาชน’ ในสนามผู้ว่าฯ กทม.

ที่จริงแล้ว สนาม กทม.คือสนามของพรรคประชาชน นับตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 เรื่อยมาจนถึงการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ที่พรรคประชาชน ‘แลนด์สไลด์’ ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 33 เขต กรุงเทพฯ เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรค แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้คะแนนไม่ถึง 2 แสน ลดลงจาก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ไป 1 แสนคะแนน และยังตกไปอยู่อันดับ 3 ตามหลัง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ที่น่าสนใจก็คือ แทบทุกเขตเสียงของชัยวัฒน์อยู่ที่อันดับ 3 เป็นความพ่ายแพ้อย่างหลุดลุ่ย ซึ่งอาจสะท้อนว่ากรุงเทพฯ ไม่ซื้อพรรคประชาชนแล้ว เป็นการพ่ายแพ้อย่างไม่สมศักดิ์ศรีพรรคที่เคยได้รับชัยชนะในเมืองหลวงเอาเสียเลย

แต่ก็ไม่ใช่พรรคส้มที่แพ้เพียงอย่างเดียว ‘ตัวเลข’ ยังสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาอาจสะสมชัยชนะเล็กๆ ได้ในสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่ได้ สก.มาถึง 22 เขต และสะท้อนว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มเดียวที่สื่อสารทางการเมืองผิดพลาด หากยังมีอีกกลุ่มก้อน คือกลุ่ม ‘คนทำงาน’ ที่ผูกติดกับชัชชาติ

The Momentum จะค่อยๆ ไล่เรียงว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก.วันอาทิตย์ที่ผ่านมาบ้าง…

ความตกต่ำของพรรคประชาชนในสนามผู้ว่าฯ: บทเรียนเรื่อง ‘การสื่อสาร’ ที่ไม่ควรเกิดซ้ำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้แพ้ตัวจริงก็คือพรรคประชาชนในสนามผู้ว่าฯ โจ ชัยวัฒน์ได้คะแนนเพียง 188,144 คะแนน คิดเป็นประมาณ 8% เท่านั้น ตกไปอยู่อันดับ 3 ต่ำกว่าตัวเลขที่พรรคควรทำได้ในเมืองที่ถือเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุดของฝ่ายก้าวหน้า และนี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้เพราะคู่แข่งเก่งกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของพรรคเอง

ปัญหาแรกคือ ‘ตัวบุคคล’ ชัยวัฒน์เป็นผู้สมัครที่มีคุณวุฒิ แต่ไม่สามารถแปลงนโยบายที่ดีให้กลายเป็นภาพที่คนทั้งเมืองรู้สึกร่วมได้ เขาไม่มีภาพ ‘ติดดิน’ แบบที่การเมืองระดับเมืองต้องการ อธิบายเรื่องซับซ้อนออกมาไม่เคลียร์ และไม่สามารถทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าเขาคือคนที่จะลงไปลุยปัญหาทางเท้า น้ำท่วมและฝุ่นได้จริง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการเมืองระดับเมืองที่วัดกันที่ ‘ความเป็นคนของพื้นที่’ คุณวุฒิอย่างเดียวไม่เคยพอ

ในการเลือกตั้งรอบนี้ แม้กระทั่งแฟนของพรรคประชาชนก็ยังตอบไม่ได้ว่าพรรคนี้สื่อสารเรื่องอะไร มีนโยบายอะไร ชัยวัฒน์มีจุดเด่นเรื่องอะไร ทั้งที่ช่วงเวลาเช่นนี้ พรรคประชาชนมีโอกาสสื่อสารวาระเมืองเป็นวงกว้างได้มากที่สุด

ปัญหาที่ 2 ซึ่งใหญ่กว่าและน่ากังวลกว่า คือพรรคประชาชนเข้าใจทั้ง ‘คนกรุงเทพฯ’ และ ‘ตรรกะของการสื่อสารการเมือง’ ผิดไปพร้อมกัน พรรคเลือกส่งคนที่สื่อสารไม่ได้ลงสนามที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการสื่อสาร แม้รู้ว่าคู่แข่งคือชัชชาติ ที่ ‘แข็งแกร่ง’ ทั้งในเชิงตัวบุคคล การสื่อสารทางการเมือง และตัวนโยบาย แต่การที่พรรคเลือกส่งคนอย่างชัยวัฒน์โดยไม่มียุทธศาสตร์ ไม่สู้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ทำให้แฟนคลับหลายคนถอนหายใจ

ขณะที่การ ‘ตรวจสอบ’ ชัชชาตินั้น ในแง่หนึ่งก็ใช้เป็นประเด็นหาเสียงได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คู่แข่งอย่างชัชชาติก็มีช่องโหว่ในเรื่องนี้ หากอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนว่า การบริหารงานของชัชชาติมีปัญหาอย่างไร และพรรคประชาชนมีวิธีแก้อย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ มีหลายคนในพรรคที่ตรวจสอบ-อธิบายได้ดีกว่าชัยวัฒน์

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องเล็กๆ คือ แฟนคลับเดนตายหลายคนถือโอกาสนี้หันไปเลือกชัชชาติ เพื่อเป็นการสั่งสอนพรรคที่เลือกคนอย่างชัยวัฒน์มาเป็นผู้สมัคร และกรณีตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนของฝั่งอนุรักษนิยม มาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ดีพอ นอกจากการบอกว่า ต้องดึงคน ‘เห็นต่าง’ มาเป็นพวก

การสรรหาตัวผู้สมัครรอบนี้ผิดพลาด การสื่อสารทางการเมืองรอบนี้ ‘ออกทะเล’ และถ้าว่ากันตรงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมเสียไปถึงการเมืองภาพใหญ่ การเลือกตั้งใหญ่ที่มีรายละเอียดซับซ้อนกว่านี้ ต้องการการสื่อสารการเมืองที่มีพลังกว่านี้

เคราะห์ยังดีที่แฟนคลับจำนวนไม่น้อยยังเลือก ‘สก.ส้ม’ ในขณะที่เลือกผู้ว่าฯ เป็นชัชชาติ

แต่ในสนาม สก. ‘ส้ม’ ชนะ

ในสนาม สก.พรรคประชาชนกวาดไป 22 ที่นั่ง มากที่สุดในสภา กทม.เพิ่มขึ้นจากที่พรรคก้าวไกลเคยทำได้ 14 ที่นั่งในปี 2565 และที่สำคัญกว่าตัวเลขดิบ คือพรรคก้าวขึ้นเป็น ‘กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด’ ในสภา กทม.เป็นครั้งแรก แซงพรรคเพื่อไทยที่เคยครองอันดับ 1 ด้วย 19-20 ที่นั่ง นอกจากนี้ ผู้สมัครหน้าใหม่พรรคประชาชนหลายเขตยังโค่นเจ้าของพื้นที่เดิมที่ครองเก้าอี้มานานได้สำเร็จ

แปลว่าฐานเสียงส้มในกรุงเทพฯ ไม่ได้หดตัว ตรงกันข้าม ยังขยายและฝังรากลึกในระดับเขต ถึงขั้นล้มแชมป์ในเขตคลองสามวา ดอนเมือง จตุจักร หลักสี่ และราษฎร์บูรณะ สก.ส้มเขตเดิมที่ไม่ได้ย้ายพรรคยังรักษาพื้นที่ได้ทั้งหมด ซ้ำยังได้ สก.เขตใหม่ๆ มาเพิ่ม

ความสำเร็จระดับเขตนี้ คือทุนการเมืองจริงที่จะส่งผลต่อสภา กทม.ไปอีก 4 ปี น่าเสียดายเพียงแต่ว่า หากพรรคเลือกส่งคนที่เหมาะสมกว่าชัยวัฒน์ พรรคคงมีโอกาสได้ สก.มากกว่านี้

ชัชชาติยังเป็น ‘ค่าเริ่มต้น’ ของคนกรุงเทพฯ

เมื่อหันกลับมาดูฝั่งผู้ชนะ ตัวเลขของชัชชาติพูดแทนตัวเองอย่างไม่ต้องตีความ ชัชชาติได้คะแนนเสียงมากกว่าเดิม คิดเป็นสัดส่วนราว 65.6% ของผู้มาใช้สิทธิ ทุบสถิติของตัวเองเมื่อปี 2565 ที่เคยได้ 1,386,215 คะแนน และทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างมัลลิกา (304,494 คะแนน) ถึงราว 5 เท่า เป็นสัดส่วนคะแนนที่สูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ชัยชนะของชัชชาติบอกว่า คนที่คนกรุงโหยหาคือ ‘คนทำงาน’ ที่จับต้องได้ และเหนือสิ่งอื่นใด คือสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์เมืองออกมาเป็นภาษาที่คนทั้งเมืองเข้าใจ ในขณะที่คนอื่นต้องอธิบายว่าเมืองที่ดีเป็นอย่างไร กรุงเทพฯ จะดีขึ้นด้วยนโยบายแบบไหน แต่ชัชชาติคือคนเดียวที่คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่า เขา ‘ทำ’ ไปแล้ว และแม้จะยังไม่เห็นผลมากนัก แต่ชัชชาติคือคนที่เริ่มไปแล้ว ทำไปแล้ว

หลังจาก 4 ปีผ่านไป ชัชชาติกลายเป็น ‘ค่าเริ่มต้น’ หรือเป็น Default ของ กทม.ผู้สมัครคนอื่นไม่ได้แข่งกับชัชชาติ หากแต่แข่งกับเหตุผลของตัวเองว่า ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงควรเปลี่ยนจาก ‘ชัชชาติ’ เป็นคนอื่น

แน่นอน ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ รวมถึงพรรคประชาชน ที่ใช้เวลาไปอธิบายกับเรื่องอะไรไม่รู้อยู่แสนนาน

‘คนทำงาน’ ที่พลาดเป้า

หากพูดถึงชัชชาติ อีกคนที่ต้องพูดถึง คือกลุ่ม ‘คนทำงาน’ ซึ่งทุกคนรู้กันดีว่า เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความสนิทสนมกับชัชชาติ และสนิทสนมกับ ‘อากง’ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของชัชชาติ

เดิมกลุ่มคนทำงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชัชชาติจะออกตัวสนับสนุนอดีต สก.ของพรรคเพื่อไทยเดิม ที่แยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทยมาร่วมกับคนทำงาน เพราะเชื่อว่า ด้วย ‘สีเขียว’ พวกเขามีโอกาสได้เป็น สก.มากกว่าอยู่กับ ‘สีแดง’ กระนั้นก็ตาม เมื่อชัชชาติปรากฏตัวลงพื้นที่หาเสียง ก็จะเจอกลุ่ม ‘คนทำงาน’ อยู่เคียงข้างบ่อยครั้ง

กลุ่มคนทำงานส่งผู้สมัคร สก.ลงถึง 33 เขต โดยมีจุดขายหลักคือความใกล้ชิดกับชัชชาติ และอาศัยฝีมือ ‘จัดตั้ง’ ของผู้สมัครหน้าเก่าที่ช่ำชองเกมพื้นที่ แต่ผลที่ออกมาคือได้เพียง 11 ที่นั่ง และ 10 จาก 11 คน คือ สก.เดิมที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย เท่ากับว่า ‘คนทำงาน’ ไม่ได้ผู้สมัครหน้าใหม่เลย

และหากคิดให้ลึกกว่านั้น คะแนนที่เลือกชัชชาติ 1.4 ล้านคะแนน ก็ไม่ได้เทมายังกลุ่มคนทำงาน เพราะมิฉะนั้น สีเขียวคงปรากฏในแผนที่ สก.ทั่วกรุงมากกว่าสีส้ม

สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า คนกรุงเทพฯ เลือกชัชชาติเพราะตัวชัชชาติ ไม่ได้เลือกเพราะใครก็ตามที่อ้างว่าเป็นพวกเดียวกับเขา และ ‘คนทำงาน’ ก็มีปัญหาในการสื่อสารการเมืองว่านอกจากเป็นฝ่าย ‘ชัชชาติ’ พวกเขามีนโยบาย และแนวคิดอย่างไร

นี่คือบทเรียนที่กลุ่มการเมืองแบบ ‘โหนบุคคล’ ทั้งหลายควรจดไว้

ปรากฏการณ์ ‘มัลลิกา’: เมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมหาบ้านหลังใหม่

อีกเรื่องที่น่าวิเคราะห์ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ทำคะแนนได้ 304,494 คะแนน (ประมาณ 13.1%) เอาชนะทั้งผู้สมัครพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นที่ 2 อย่างชัดเจน ทั้งที่โพลหลายสำนักก่อนหน้านี้ประเมินเธอไว้ต่ำกว่านี้ แม้แต่สื่อที่จัดดีเบตก็แทบไม่เชิญเธอไปเข้าร่วม เพราะประเมินเธอต่ำกว่าที่คาด

สิ่งที่มัลลิกาทำสำเร็จคือ การรวมฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยม-ขวา ที่ต่อต้านชัชชาติให้มากองอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว ในสนามที่รู้ตั้งแต่ต้นว่าชัชชาติชนะแน่ การได้คะแนนอันดับ 2 คือการได้พื้นที่สื่อ ได้เวทีสื่อสารวิสัยทัศน์ และได้สถาปนาตัวเองเป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ของปีกอนุรักษนิยมในเมืองหลวง

สำหรับนักการเมืองที่ต้องการปักธงระยะยาว นี่คือการลงทุนที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เธอแพ้การเลือกตั้ง แต่ชนะในการสร้างสถานะทางการเมือง

ข้อสังเกตที่ต้องจับตาต่อไปคือ มัลลิกาดึงเอาเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมที่เคยกระจายอยู่ตามพรรคขั้วขวาอื่นๆ มารวมไว้ ผลพวงหนึ่งที่เห็นชัดคือ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อย่าง อนุชา บูรพชัยศรี เหลือคะแนนเพียง 106,739 คะแนน ตอกฝาโลงสถานะพรรคเก่าแก่ในเมืองหลวงให้แน่นขึ้นไปอีก

การที่เสียงฝ่ายขวาในกรุงเทพฯ ย้ายบ้านมาอยู่กับ ‘บุคคล’ มากกว่า ‘พรรค’ คือสัญญาณการจัดเรียงตัวใหม่ของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยังไม่จบ และจะเป็นโจทย์ของการเมืองระดับชาติในรอบหน้า

ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุด: คนกรุงเทพฯ หายไปไหน

ท่ามกลางผู้ชนะและผู้แพ้ทั้งหมด มีตัวเลขหนึ่งที่ควรทำให้ทุกฝ่ายเงียบลง นั่นคือ ‘คนที่ไม่มา’

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 2,338,098 คน จากผู้มีสิทธิ 4,428,644 คน คิดเป็น 52.79% เทียบกับปี 2565 ที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ สูงถึง 60.73% เท่ากับว่าในเวลาเพียง 4 ปี อัตราการออกมาใช้สิทธิร่วงลงราว 8 จุด และมีคนกรุงเทพฯ ที่ ‘หายไป’ จากคูหามากกว่า 3.3 แสนคน

ความน่ากังวลอยู่ที่ว่า นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์โดดๆ แต่ต่อเนื่องกับแนวโน้มที่คนไทยออกมาใช้สิทธิน้อยลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา เมื่อคนเกินครึ่งเลือกที่จะไม่เลือก เรื่องสำคัญกว่า ‘ใครชนะ’ คือคำถามว่าด้วย ‘ความชอบธรรม’ ของผลลัพธ์ ตั้งอยู่บนฐานที่เบาบางลงทุกที…

ตัวเลขนี้อาจถูกอ่านได้หลายแบบ บ้างว่าเป็นความเบื่อหน่ายเมื่อผลถูกชี้ขาดล่วงหน้าว่าชัชชาติชนะแน่ บ้างว่าเป็นความอ่อนล้าทางการเมืองสะสม หลังหลายปีที่ความหวังถูกทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าจะอ่านแบบไหน ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างก็เหมือนกัน ประชาธิปไตยที่คนเข้าร่วมน้อยลง คือประชาธิปไตยที่เปราะบางลง และนี่คือโจทย์ที่ใหญ่กว่าชัยชนะของใครคนใดคนหนึ่งในวันที่ 28 มิถุนายน

หากจะสรุปคำตัดสินของคนกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เหลือประโยคเดียวคือ เมืองนี้เลือกคนจาก ‘ผลงาน’ ขณะเดียวกันก็เลือกลงโทษทุกคนที่อ่านเมืองผิด ประมาทตัวเองมากเกินไป

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ชัดเจนในรอบนี้ เสียงที่ดังที่สุดอาจเป็นเสียงของคนกว่า 48% ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ใช้สิทธิเลือกจะไม่พูดอะไรเลย

ฉะนั้น ผู้ชนะที่แท้จริงยังต้องตอบคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า จะทำอย่างไรให้คนเกือบครึ่งเมืองที่หายไปจากคูหา กลับมาเชื่ออีกครั้งว่า การเลือกตั้งจะยังมีความหมาย และยังสามารถเปลี่ยนชีวิตพวกเขาได้จริง

Tags: , , , , , , , ,