ผมน่าจะลองถามพ่อแม่ผู้ปกครองของคนไข้เด็กที่นอนโรงพยาบาลดูบ้างว่าเห็นด้วยกับผมหรือเปล่า

กว่าที่อาการของเด็กจะดีขึ้น ไม่รู้ว่าเวลาของพวกเขาหรือของผมที่เดินช้ากว่ากัน

เด็กชายอายุ 3 ขวบ ได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา เด็กชายมีอาการไอมาก่อนหน้านี้ 2 วัน 

“พ่นยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น” เป็นเหตุผลของการนอนโรงพยาบาลที่หมอเวรบันทึกไว้

วันที่ 1

ผมรับผิดชอบตรวจคนไข้บนหอผู้ป่วยในเลยเจอน้องตอนเช้าของวันถัดมา นอนแบบอยู่กับเตียง มือข้างขวามีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ ผมจึงถามแม่ที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงว่า “น้องกินได้เท่าเดิมมั้ย” เพราะเวลาเด็กไอเยอะๆ แล้วมักจะมีอาการอาเจียนตามมา ทำให้กินไม่ค่อยได้

“กินได้แต่นม ข้าวไม่ยอมกินเลย”

ผมให้เด็กชายลุกขึ้นมานั่งแล้วใช้หูฟังทาบที่หน้าอก พร้อมกับสั่งว่า “สูดอากาศให้เต็มปอด” เขาทำตาม แต่ก็ไอโขลกๆ ออกมาก่อน ก่อนหน้านั้นผมได้ยินเสียงวี้ดๆ ของอากาศที่ไหลผ่านช่องแคบๆ

คล้ายว่าปอดของเด็กชายกำลังเป่านกหวีด

อากาศก็เหมือนกับน้ำ นึกถึงเวลาสายยางตีบ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านก็ลดลง หากเด็กชายต้องการอากาศหายใจเท่าเดิม ย่อมต้องหายใจถี่ขึ้น หรือออกแรงที่ใช้ในการหายใจเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

ผมสั่งยาพ่นขยายหลอดลมทุก 4 ชั่วโมง และน้ำเกลือต่ออีก 1 ขวด สำหรับการรักษาใน 1 วัน

ส่วนการรักษาต่อเนื่อง หมอเวรได้สั่งยาลดไข้ (เผื่อไว้ เด็กชายยังไม่มีไข้เลยตั้งแต่ป่วย) ยาแก้ไอ และยาลดน้ำมูกชนิดน้ำเชื่อมไว้แล้ว  

หมอเวรเมื่อคืนยังบันทึกไว้อีกว่าเอกซเรย์ปอดแล้วไม่พบฝ้าขาว แสดงว่าไม่มีปอดอักเสบติดเชื้อ จึงไม่จำเป็นต้องกินหรือฉีดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งร่างกายกำจัดเชื้อได้เอง แต่ต้องให้เวลาในการต่อสู้และคอยอยู่เคียงข้างร่างกาย หากขาดเหลืออะไรก็จะแสดงอาการออกมา เช่น ปากแห้งและตาโหลลึกเป็นอาการขาดน้ำ

ทั้งนี้เชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจตัวเดียวที่มียารักษาคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งต้องมีไข้สูงและอาการปวดหัวหรือปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย

วันที่ 2

ออกซิเจนแรงดันสูงดันของเหลวในกระบอกแตกตัวเป็นละอองฝอย

หมอกสีขาวกำลังพวยพุ่งออกมาจากหน้ากากพ่นยา ถ้าเป็นที่โรงเรียนแพทย์ที่ผมเคยฝึกจะมีรูปสัตว์ให้เลือกว่าอยากได้หน้ากากอะไร เด็กชายดูสดชื่นกว่าเมื่อวาน ผมถามคำถามเดิมกับคนเฝ้าไข้

“กินได้เท่าเดิมแล้ว” คนเป็นแม่ยิ้มดีใจ

ผมสังเกตเห็นตัวต่อชิ้นใหญ่ต่อกันเป็นรูปทรงบางอย่างวางอยู่ปลายเตียงเลยถามเด็กชายว่า “ของใครเอ่ย” เขารีบเอื้อมมือไปหยิบ เด็กป่วยน้อยหรือมากเห็นได้ชัดจากการกินและการเล่นนี่เอง แต่อย่างไรเสียก็ต้องตรวจร่างกายเพิ่มเติม

“ไหน หมอขอฟังปอดหน่อยครับ” ผมเอื้อมไปแตะหูฟังที่ด้านหลัง เพราะถ้าเข้าด้านหน้าเหมือนเมื่อวานจะเกะกะกับหน้ากากและสายออกซิเจน “สูดอากาศให้เต็มปอดเลย” เขาทำตาม ผมได้ยินเสียงวี้ดๆ ของอากาศที่ไหลผ่านช่องแคบๆ

คล้ายว่าปอดของเด็กชายกำลังเป่านกหวีด

อากาศก็เหมือนกับน้ำ นึกถึงเวลาบีบสายยางแน่นแล้วคลายมือออก ปริมาณน้ำไหลมากขึ้น หากเด็กชายต้องการอากาศหายใจเท่าเดิม ก็ไม่ต้องหายใจเร็วและแรงเท่าเมื่อวานแล้ว

ผมสั่งยาพ่นขยายหลอดลมทุก 4 ชั่วโมง สำหรับการรักษาใน 1 วัน

ส่วนสายน้ำเกลือเอาออกได้

มือจะได้ว่างทั้ง 2 มือ

วันที่ 3

ผมไม่ต้องถามคำถามเดิมแล้ว เพราะตัวต่อกองเกลื่อนบนเตียง

เด็กชายกำลังเล่นสนุก

ผมกลายเป็นคนขัดจังหวะ

“ไหนเล่าให้ฟังหน่อยว่าต่อเป็นรูปอะไร” ผมเดาว่าจะต้องต่อเป็นรูปบ้านแน่นอน เพราะเห็นประกอบประตูบ้านสำเร็จรูปเข้ากับตัวต่อที่เรียงกันเหมือนกับกำแพง แต่ผิดถนัด!

“รถ” เขาตอบ

“ไม่ใช่บ้านหรอ” ผมยังไม่ยอมแพ้ แต่เขายืนยันคำเดิม

“วันนี้ขอกลับบ้านได้ไหมคะ” แม่ของน้องบอกหลังจากผมหันไปสบสายตา

ผมก้มลงเปิดแฟ้มคนไข้บนชั้นวาง พลิกไปหน้าฟอร์มปรอท พยาบาลจะบันทึกสัญญาณชีพตลอดทั้งวันไว้ในหน้านี้ กราฟอุณหภูมิร่างกายแกว่งอยู่ในช่วงปกติ ไม่มีไข้ตั้งแต่แรก ส่วนกราฟชีพจรลดฮวบมาอยู่ในระดับปกติตั้งแต่เมื่อวาน ความดันโลหิตและอัตราการหายใจก็เช่นกัน ดูแล้วน่าจะกลับบ้านได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องขอตรวจร่างกายก่อนเหมือนเดิม

ผิดคาด! ผมยังได้ยินเสียงวี้ดๆ ของอากาศที่ไหลผ่านช่องแคบๆ อยู่อย่างไม่เชื่อหู

“สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกทีสิครับ” ผมย้ายตำแหน่งฟังเสียงปอดอีก 2-3 จุดก็ยังได้ยินเสียงชัดเจนเหมือนเดิม เพราะถ้าเป็นเสียงวี้ดที่เป็นๆ หายๆ ผมก็ยังพอวางใจให้กลับบ้านได้อยู่หรอก

“พรุ่งนี้นะแม่นะ” ผมให้ความหวัง “ปอดน่าจะดี”

ผมสั่งยาพ่นขยายหลอดลมทุก 4 ชั่วโมง ต่ออีก 1 วัน

วันที่ 4

วันนี้ตัวต่อฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ ผมเดาว่าจะต้องเป็นจรวดหรือไม่ก็ยานอวกาศ

แต่ผิดถนัด! เขาต่อเป็นรูปเรือต่างหาก

“วันนี้อยากกลับบ้านรึเปล่าครับ” ผมหยั่งความคิดเด็กชาย

“ไม่” คำตอบของเขาทำเอาทุกคนรอบเตียงฮาครืน

“อ้าว ทำไมล่ะ ไม่อยากกลับบ้านแล้วหรอ” ผมถามย้ำ เขาส่ายหน้า ขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่ของเล่น

ผมทาบหูฟังไปที่หน้าอก พร้อมกับสั่งว่า “สูดอากาศเข้าลึกๆ ครับ” เขาทำตาม ได้ยินเสียงหัวใจของผมตื่นเต้นว่าวันนี้จะเป็นไปตามคาดหรือไม่ ผมทดลองเปลี่ยนตำแหน่งฟังอีกทีก็ได้ยินตรงกันว่า “วันนี้ปอดโล่งแล้ว”

“หมอให้กลับบ้านนะ” คนที่ดีใจกลับเป็นพ่อกับแม่

ส่วนคนไข้เริ่มงอแงไม่อยากกลับ

เวลาเยียวยาทุกสิ่ง

4 วัน 4 คืน คือเวลาที่เด็กชายใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคจนชนะ ส่วนคนอื่นเป็นแค่โค้ชอยู่ข้างสนาม แม้กระทั่งผมเองก็ทำหน้าที่เพียงสั่งยารักษาตามอาการเท่านั้น

ผมน่าจะลองถามพ่อแม่ของเด็กชายดูบ้างว่าเห็นด้วยกับผมหรือเปล่าว่า “การให้เวลากับร่างกายเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง”

 

หมายเหตุ:

บทความนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะเกิดปัญหามลพิษทางอากาศในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงกลางเดือนมกราคม 2562

Tags: , , ,