ขึ้นชื่อว่าเพื่อนสนิท แน่นอนว่าเราต้องมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างต่อเขาหรือเธอ และมักคิดว่าเข้าใจกันและกันในทุกเรื่อง เห็นกันมาทุกรูปแบบ จนความสัมพันธ์นี้หล่อหลอมให้เพื่อนสนิทกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัวที่เราอยากคอยซัพพอร์ต หรือปกป้องในทุกสถานการณ์

แต่หากวันหนึ่งเพื่อนสนิทเผยมุมที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนออกมา และสิ่งนั้นกำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไม่ว่าจะหนักหรือเบา เราจะทำอย่างไร

การที่ใครสักคนทำผิดไม่ได้หมายความว่าเราต้องตัดเขาออกจากชีวิตทันที แต่ในขณะเดียวกัน การเป็นเพื่อนสนิทก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเข้าข้างเขาในทุกสถานการณ์

ความท้าทายจึงกลายเป็นว่า เราจะรักษาความสัมพันธ์และการซัพพอร์ตที่มีต่อเพื่อนสนิทไว้ได้อย่างไร โดยไม่ละเลยความถูกต้อง ไม่ลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้น และไม่ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบต้องรู้สึกว่าความเจ็บปวดของพวกเขาไร้ความหมาย

เพื่อนก็ห่วง ความถูกต้องก็สำคัญที่สุด แบบนี้แล้ว เราจะให้กำลังใจเพื่อนสนิทที่กำลังทำผิดอย่างไร ไม่ให้กลายเป็นปกป้องหรือช่วยฟอกขาวให้กับเขา

แยกตัวตนกับการกระทำ

การ ‘ทำผิด’ กับการเป็น ‘คนเลวโดยเนื้อแท้’ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คนคนหนึ่งมีสิทธิตัดสินใจผิดพลาด ทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น หรือทำสิ่งที่ขัดกับคุณค่าที่ตัวเองเคยยึดถือได้ แต่การกระทำเหล่านั้นอาจไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป การ ‘แยก’ ตัวบุคคลออกจากพฤติกรรมจะช่วยให้เราพูดถึงความผิดพลาดได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ทำให้เพื่อนสนิทรู้สึกว่าตัวตนทั้งหมดของเขาถูกปฏิเสธ เพราะหากคนเรารู้สึกว่าตัวเองถูก ‘ตราหน้า’ ว่าเป็นคนไม่ดีอย่างถาวร ก็มีแนวโน้มที่เขาอาจเลือกปกป้องตัวเอง ปฏิเสธความผิด แทนที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

แต่แน่นอนว่าการแยกคนออกจากการกระทำไม่ได้หมายถึงการลดความร้ายแรงของความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดพื้นที่ให้เขายอมรับความจริงโดยไม่ต้องเชื่อว่าตนเองหมดโอกาสจะแก้ไขความผิดพลาดแล้ว

รับฟังแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าข้าง

ยามที่เพื่อนสนิทกำลังเผชิญผลที่ตามมาจากการกระทำของตัวเอง เขาอาจต้องการใครสักคนที่รับฟังความรู้สึก ทั้งความกลัว ความเสียใจ ความอับอาย หรือความกังวลว่าจะสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางครั้งคนเราต้องรู้สึกว่าตัวเองได้รับการรับฟังก่อน จึงจะพร้อมเปิดใจพิจารณาสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าการรับฟังไม่ใช่การเห็นด้วยหรือยอมรับคำอธิบายของเพื่อนสนิท เราสามารถถามความรู้สึกโดยไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินหรือแก้ต่างให้เขา สิ่งสำคัญที่ต้องยึดให้ดี คืออย่าปล่อยให้บทสนทนากลายเป็นพื้นที่สำหรับยืนยันว่าเพื่อนสนิทเราเป็นฝ่ายถูก

เข้าใจแต่ไม่มองข้ามความเสียหาย

ความแตกต่างระหว่างการเห็นอกเห็นใจกับการแก้ต่างให้ใครบางคน คือการเข้าใจว่าเขากำลังทุกข์ใจโดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพื่อนสนิทของเราอาจรู้สึกผิดที่ทำให้ใครบางคนเจ็บปวดหรือเสียใจ ซึ่งเราเห็นใจความรู้สึกนั้นได้ แต่ไม่ควรรีบพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” หรือทำนองว่า “อีกฝ่ายคงไม่คิดอะไรหรอก” เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่รับผลกระทบรู้สึกอย่างไร และเราไม่มีสิทธิตัดสินแทนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเท่าไร

ความเห็นอกเห็นใจจึงต้องมีพื้นที่ให้ทั้งความเสียใจของเพื่อนสนิทและการกระทำของเขาที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดเกิดขึ้นพร้อมกัน อันจะเป็นพื้นฐานของการรับผิดชอบอย่างจริงจังที่จะตามมา

กล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา

เราอาจเข้าใจเป็นอย่างดีว่า มิตรภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่องเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ในบางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดกลับกลายเป็นการ ‘พูดตรงๆ’ กับเพื่อนสนิท อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักให้ดีว่า ยามเพื่อนสนิททำผิด การนิ่งเงียบเพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ หรือพูดในสิ่งที่เขาอยากได้ยินเพียงเพื่อทำให้สถานการณ์สงบลง อาจช่วยให้เกิดความสบายใจในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจความผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งนั่นต่างหากที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในระยะยาวในแบบที่เราอาจคาดไม่ถึง

การพูดความจริงหรือพูดตรงๆ ไม่ได้หมายถึงการใช้ถ้อยคำรุนแรง เราสามารถวิจารณ์การกระทำได้โดยไม่ดูถูกบุคคล หรืออธิบายสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยจากการกระทำของเพื่อนสนิทโดยไม่พยายามทำให้เขาอับอายได้ เพราะเพื่อนที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้กันและกัน ‘พอใจ’ ตลอดเวลา แต่มันคือการ ‘ซื่อสัตย์’ ต่อกันต่างหาก

สนับสนุนการรับผิดชอบมากกว่าการช่วยฟอกขาว

เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น คนเรามักมีแนวโน้มอธิบายว่าทำไมตนเองจึงตัดสินใจเช่นนั้น แต่บางครั้งมันฟังดูเป็นการแก้ตัว และกลายเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่า เช่น อ้างว่าสถานการณ์บังคับ หรือบอกว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจและไม่ควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ต้องเข้าใจว่าเพื่อนสนิทที่ทำผิดอาจมีเหตุผลหรือเผชิญกับแรงกดดันบางอย่างจริง แต่การเข้าใจที่มาของพฤติกรรมไม่ได้ทำให้ผลกระทบจากพฤติกรรมนั้นหายไป สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการช่วยให้เขาแยกแยะระหว่างการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับการใช้คำอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ การซัพพอร์ตที่ดีที่สุดอาจเป็นการช่วยเพื่อนสนิทคิดว่าจะรับผิดชอบอย่างไร แก้ไขความเสียหายได้ไหม และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมอีกอย่างไร

เพราะท้ายที่สุด วิธีการที่ดีที่สุดในการซัพพอร์ตเพื่อนสนิทที่ทำผิด คือการช่วยให้เขา ‘เข้มแข็ง’ พอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง มากกว่าอยากทำให้เขารู้สึกดี แม้ความจริงนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม

ที่มา:

– https://www.onwardpsychservices.com/blog/how-to-support-a-friend-who-makes-bad-choices

– https://psyche.co/guides/how-to-support-a-friend-going-through-a-difficult-time

Tags: , , ,