114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร คือปริมาณของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ตรวจพบในน้ำใกล้กับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ภายหลังจากประชาชนในพื้นที่พบคราบน้ำมันรั่วไหลจากโรงงานและกระจายตามผิวน้ำในระหว่างเกิดอุทกภัย
ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (Petroleum Hydrocarbons) เป็นสารเคมีกลุ่มที่พบในน้ำมันจากปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันเครื่องใช้แล้ว ผู้ที่ได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในปริมาณมากและเป็นเวลานานอาจมีอาการระคายเคืองผิวหนังและดวงตา ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือส่งผลกระทบต่อระบบประสาท และอาจรวมไปถึงโอกาสที่สารเหล่านี้จะก่อมะเร็งในมนุษย์ ไม่นับรวมผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นกับการเจริญเติบโตและการมีชีวิตรอดของสัตว์น้ำหลายชนิด
ทั้งนี้ ตัวเลข 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร นับว่าเป็นปริมาณปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนที่สูงผิดปกติ กำลังสะท้อนการปนเปื้อนอย่างรุนแรงในพื้นที่ที่ตรวจพบ ผลกระทบจึงอาจไม่จำกัดอยู่เพียงการระคายเคืองตาหรือแสบผิว แต่อาจมากกว่านั้น นั่นคือการทำปฏิกิริยาบางอย่างกับหลุมฝังกลบขยะของโรงงาน นำมาสู่วิกฤตครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
ไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐานในตอนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องโล่งใจ
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบคราบน้ำมันปนเปื้อนน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรีในฐานะประธานคณะกรรมการเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ให้ข้อมูลกับ The Momentum ว่า แม้ผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษยังไม่พบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในน้ำที่ท่วมพื้นที่รอบโรงงานของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด เนื่องจากอาจเจือจางไปกับมวลน้ำที่มีปริมาณมหาศาล ทว่า อีกข้อกังวลคือสารเคมีกลุ่มน้ำมันที่รั่วไหลอาจสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่ากับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต
ประธานคณะกรรมการเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติแนะนำว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบระบบบำบัดน้ำชะขยะของหลุมฝังกลบที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 105 ซึ่งเป็นหลุมฝังกลบสำหรับของเสียไม่อันตรายว่า มีองค์ประกอบของสารกลุ่มน้ำมันซึ่งเป็นของเสียอันตรายปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน เพราะหากมีน้ำมันปนเปื้อนอยู่ในหลุมฝังกลบมาก อาจตีความได้ว่าโรงงานอาจนำของเสียอันตรายมาทิ้งไว้ในบ่อฝังกลบประเภท 105 ด้วย
“ถ้าเจอน้ำมันในหลุมฝังกลบที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 105 ซึ่งเป็นหลุมฝังกลบของเสียไม่อันตรายเมื่อไร แสดงว่ามีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าตัวน้ำมันอาจจะไปทำปฏิกิริยากับแผ่นพลาสติกกันซึม (HDPE) ที่เขาใช้สำหรับรองก้นหลุม”
แม้ว่าแผ่นพลาสติกกันซึมจะมีความทนทานต่อสารเคมีได้ดี แต่สารไฮโดรคาร์บอนบางชนิดอาจทำให้แผ่นพลาสติกบวม เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพ หรือทำให้สารบางชนิดซึมผ่านแผ่นกันซึมได้ ขณะที่ประธานคณะกรรมการเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติระบุว่า เมื่อเกิดปฏิกิริยาแล้ว “แผ่นพลาสติกอาจรั่วได้”
ขณะที่พูนศักดิ์ชี้ว่า นอกจากใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 105 ที่อนุญาตให้บริษัททำหลุมฝังกลบขยะที่ไม่อันตราย บริษัทยังมีใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 106 ที่เปิดให้นำเอาของเสียอันตรายเข้ามาผสมกันก่อนที่จะนำไปเผาในโรงปูน ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในโรงงานมีของเสียอันตรายอยู่ด้านใน
เขายังชี้ว่า โดยปกติ โรงงานที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 106 ซึ่งเป็นใบอนุญาตสำหรับการนำของเสียหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วมาทำผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบใหม่ หากเป็นของเสียอันตรายที่เป็นของเหลวประเภทน้ำมัน จะมีการเก็บเอาไว้ในถังเก็บของเหลวขนาดใหญ่หรือ ‘แทงก์ฟาร์ม’ เพื่อป้องกันของเหลวอันตรายถูกน้ำพัดพาออกมาจากโรงงานได้
เมื่อพบน้ำมันรั่วไหลออกจากโรงงาน พูนศักดิ์จึงตั้งคำถามว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดเก็บของเสียอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือตามหลักวิชาการหรือไม่ เพราะหากจัดเก็บไม่ดี มีการนำของเสียอันตรายจากโรงงานประเภท 106 มาปะปนกับหลุมฝังกลบประเภท 105 ที่เป็นของเสียไม่อันตราย ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะหากของเสียรั่วซึมจากพลาสติกกันซึมที่รองก้นบ่อเอาไว้
“ของเสียอันตรายมีหลายประเภท โลหะหนักสูงก็เป็นของเสียอันตราย น้ำมันก็เป็นของเสียอันตราย วัสดุที่ติดไฟง่ายก็เป็นของเสียอันตราย ดังนั้น เราต้องดูวิธีการหรือพื้นที่จัดเก็บของเขาว่า โรงงานจัดเก็บอย่างไร ครบถ้วนหรือไม่ ต้องมีการเข้าไปตรวจสอบทันที แล้วไล่ทุกระดับ ทุกระบบ
หากแผ่นกันซึมชำรุด ปัญหาที่ใหญ่กว่าอาจเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีและกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณโรงงานบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด และมีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับของเสียเป็นการชั่วคราว แต่พูนศักดิ์มองว่า คำสั่งดังกล่าวอาจไม่ได้แก้ปัญหาของเสียอันตรายรั่วไหลออกจากโรงงานเมื่อแผ่นพลาสติกกันซึมชำรุด เนื่องจากไม่มีรายละเอียดการเก็บตัวอย่างน้ำชะขยะจากหลุมฝังกลบ การตรวจระบบจัดเก็บของเสียอันตราย หรือการตรวจความปลอดภัยของแผ่นรองก้นหลุมฝังกลบ
ขณะเดียวกัน เขายังชี้ว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้โรงงานดำเนินการปิดคลุมกองขยะแล้ว เพื่อป้องกันน้ำฝนไหลผ่านกองขยะและทำให้มีน้ำชะขยะเพิ่มขึ้น แต่จากข้อมูลยังไม่เห็นระยะเวลาที่ชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ
เมื่อแผ่นพลาสติกที่ควรจะทำหน้าที่รองรับของเสียเกิดการชำรุดจากการทำปฏิกิริยาของน้ำมันที่รั่วไหลภายในโรงงาน พูนศักดิ์ชี้ว่าของเสียจะซึมเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ดินและน้ำบาดาล และมีโอกาสที่จะกระจายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคได้
“ในกรณีที่ร้ายแรง ก็คือน้ำใต้ดินจะเกิดการปนเปื้อนจากน้ำชะขยะ ซึ่งอันตราย เพราะประชาชนใช้น้ำใต้ดินเพื่อการอุปโภค-บริโภค พวกเขาจะใช้น้ำไม่ได้เลย เพราะมีความอันตรายสูง
“และเมื่อน้ำของเสียไหลลงสู่ดิน ไปอยู่ในน้ำใต้ดิน สุดท้ายมันจะไหลเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างเช่น คลอง ซึ่งมันเชื่อมหากันหมด ก็ให้ลองนึกภาพสิ่งที่เกิดขึ้นที่วินโพรเสส จังหวัดระยอง ที่นั่นของเสียอันตรายน้อยกว่าโรงงานในปราจีนแห่งนี้ แต่อ่างเก็บน้ำที่อยู่ห่างจากบริษัทวินโพรเสสไปประมาณ 1 กิโลเมตร กลายเป็นกรดหมดเลย ใช้งานไม่ได้ ลักษณะของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นก็จะคล้ายกันๆ”
ในส่วนของการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรี พูนศักดิ์กล่าวว่า แม้จะมีการดำเนินการให้บริษัทรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ทว่า เขายังไม่เห็นแนวทางหรือกระบวนการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ ทั้งการพิสูจน์ความเสียหายและการกำหนดจำนวนเงินชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบ
“เท่าที่ผมเห็นจากการที่วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลมีขั้นตอนหรือแนวทางอย่างไรต่อกรณีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือการเปิดเวทีสาธารณะให้บริษัทเข้ามาชี้แจงว่าจะดำเนินการแก้ไขในระยะยาวอย่างไร
“เรื่องของรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา ภาครัฐยังคงขาดหายไปเยอะ” เขากล่าว
Tags: สำนักงานอุตสาหกรรม, มลพิษ, สิ่งแวดล้อม, สารเคมี, น้ำมัน, กรมโรงงาน, กากอุตสาหกรรม, ขยะอุตสาหกรรม, ปราจีนบุรี




