แม้ว่า ‘เสรีภาพ’ ในการนำเสนอของสื่อมวลชนไทยจะเป็นสิ่งสำคัญ และหากจะแข่งกันด้วยคุณภาพ เสรีภาพในการนำเสนอว่าสื่อนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดว่า คนไทยจะรับสื่อได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุม และเป็นอิสระจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ทำให้ผู้คนตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างอิสระและมีเสรีภาพ
ทว่าในบริบทของสื่อไทยในวันนี้ ความเป็น ‘อิสระ’ ในการนำเสนอประเด็นทางสังคมที่มีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมากนั้นอาจเป็นเรื่อง ‘ยาก’ ที่จะไม่ถูกแทรกแซง ยิ่งเมื่อประเด็นเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางสังคม ทุนหนา มีอำนาจทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ และจะยิ่งยากเข้าไปอีกเมื่อสำนักข่าวจำนวนมากยังคงต้องพึ่งพาเงินทุนในการผลิตข่าวจากภาคเอกชนและภาครัฐ
ในยามที่เรากำลังถกเถียงกันว่า ยังควรมีสื่ออิสระในประเทศไทยกันอยู่หรือไม่ The Momentum พาไปฟังเสียงของคนทำงานข่าวที่เปิดเผยว่าตนถูกแทรกแซงความเป็นอิสระจากกลุ่มทุน เพื่อให้พวกเขาสะท้อนว่าต้องเผชิญกับอะไร เมื่อต้องเป็นผู้สื่อข่าวที่มีทุนผลิตข่าวด้วยเงื่อนไขที่ไม่อิสระ
ความเป็นอิสระของสื่อที่ต้องแลก เพราะโมเดลธุรกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรสื่อกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้องค์กรสื่อลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มหรือว่าจ้างให้ผลิตโฆษณา มักมีสถานะเสมือน ‘ลูกจ้าง-นายจ้าง’ ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ผลิตรายการข่าวและนักสื่อสารมวลชน ที่ต้องยึดหลักปฏิบัติด้านวารสารศาสตร์ในเรื่องความเป็น ‘อิสระ’ เป็นสำคัญ เพื่อให้การนำเสนอข่าวมีความรอบด้าน เป็นกลาง และเป็นประโยชน์ต่อพลเมืองในการรับข่าวสารเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจอย่างอิสระและมีเสรีภาพ ปราศจากการครอบงำ
อริน เจียจันทร์พงษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในผู้ทำงานวิจัยเรื่อง แนวปฏิบัติขององค์กรข่าวในการนำเสนอเนื้อหาจากงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐและเอกชนบนช่องทางออนไลน์ ให้ข้อมูลว่า การแทรกแซงความเป็นอิสระของสื่อมวลชนไทยจากรัฐและกลุ่มทุนมักปรากฏในลักษณะการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์และการสนับสนุนทางการเงินเป็นช่องทางเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังกองบรรณาธิการ นำไปสู่การขอระงับ ถอด หรือลบข่าวที่กระทบผลประโยชน์ของผู้สนับสนุนได้
“ในเรื่องความพยายามแทรกแซง (สื่อมวลชน) จากรัฐและทุน จริงๆ มีอยู่ทุกที่ จากการทำงานวิจัยมา สำหรับสื่อไทยเองก็มีความพยายามแบบนั้น ผ่านงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือมาในลักษณะของการเป็นสปอนเซอร์ เมื่อมีการนำเสนอข่าวที่ก่อให้เกิดปัญหากับกลุ่มทุนเหล่านั้น กลุ่มทุนอาจจะขอให้ถอดข่าว หรือขอให้ลบข่าว”
แต่ด้วยเงื่อนไขทางธุรกิจ การแข่งขันสูงในอุตสาหกรรมสื่อ และความท้าทายในการหารายได้รูปแบบอื่นๆ ทำให้องค์กรข่าวยังคงต้องพึ่งพารายได้จากโฆษณาของภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แม้ว่าจะกระทบกับความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการข่าวก็ตาม
เพื่อสำรวจว่ารูปแบบการแทรกแซงความเป็นอิสระในการนำเสนอประเด็นทางสังคมของผู้สื่อข่าวเป็นอย่างไร The Momentum พูดคุยกับอดีตผู้สื่อข่าวที่มีประสบการณ์ถูกสั่งให้ดำเนินการแก้ไขเนื้อหาข้อเท็จจริง ห้ามไม่ให้เผยแพร่ข่าว สั่งให้ลบ หรือถอดบทความออกจากแพลตฟอร์มโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยแหล่งข่าวขอสงวนการเปิดเผยตัวตน รวมถึงชื่อของบริษัทที่ถูกเซนเซอร์ในเนื้อหาข่าว และชื่อของสำนักข่าว
ถูกปัดตกตั้งแต่เสนอ
แอน (นามสมมติ) อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่มีลักษณะองค์กรสื่อขนาดใหญ่ ระบุว่า จากประสบการณ์การทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชน การนำเสนอข่าวแต่ละประเด็นมักมีขั้นตอนคือ นักข่าวเป็นผู้เลือกประเด็นที่น่าสนใจ ตามมาด้วยการศึกษาหาข้อมูล นำเสนอหรือหารือกับหัวหน้า จากนั้นจึงพิจารณาดำเนินการผลิตข่าว ทว่าสำนักข่าวที่ถูกอ้างถึงเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความอิสระนี้ ให้พื้นที่ในการถกเถียงประเด็น ดีเบต หรือแลกเปลี่ยนเหตุผลกันค่อนข้างน้อย
“สำนักข่าวที่เราทำงานไม่ค่อยมีการนั่งถกประเด็นกัน ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการดีเบต พอเขาไม่ให้ทำประเด็นใด เรามักไม่ได้รับเหตุผลที่เป็นรูปธรรมว่า ประเด็นที่เราเสนอมีปัญหาจุดไหนจึงไม่ให้ทำ หรือทำไมจึงถอดบทความลง ข้อมูลเรามีไม่เพียงพอหรือเป็นเพราะอะไร
“สิ่งที่เราได้รับมาก็คือ ข้อความ LINE ที่ส่งมาจากหัวหน้าให้คนทำงานว่า คุณคนนั้นขอให้ระงับการเผยแพร่ หรือคุณคนนั้นขอให้ถอดงาน หรือขอไม่ให้ไปทำงานชิ้นนี้เท่านั้น”
แอนยังให้ข้อมูลว่า อิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนนำเสนอประเด็นทางสังคมของเธอมักถูกจำกัด เมื่อต้องนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทุนพลังงานบริษัทหนึ่ง
“เราได้รับ Press Release มาจากกลุ่มชาวบ้านที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งตามข้อมูลที่ส่งมา โรงไฟฟ้าแห่งนี้ที่กำลังเป็นคู่กรณีกับชุมชน มีบริษัททุนพลังงานขนาดใหญ่ถือหุ้นอยู่ 30% แต่ในข่าวมันเป็นเพียงการเรียกร้องของชุมชนว่าพวกเขาเจอปัญหาอะไร มีข้อเรียกร้องอะไร ซึ่งโดยคอมมอนเซนส์เรามองว่ารายงานได้ แต่สุดท้ายหัวหน้าไม่อนุญาตให้ลง”
อีกกรณีหนึ่งที่เธอมองว่า เป็นการแสดง ‘จุดยืน’ ของสำนักข่าว คือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริงภายในวิดีโอเกี่ยวกับการฟ้องปิดปาก ซึ่งเธอมีส่วนร่วมในการผลิต
“เราช่วยเพื่อนร่วมทีมทำวิดีโอเกี่ยวกับการฟ้องปิดปาก ซึ่งเป็นโปรเจกต์ความร่วมมือกันระหว่างสำนักข่าวของเรากับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ในวิดีโอมีการกล่าวถึงกรณีบริษัททุนพลังงานที่ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย 100 ล้านบาทกับ สส.รังสิมันต์ โรม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยไม่ได้มุ่งทำเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัททุนพลังงานโดยตรงเลย ในวิดีโอมีแค่พาดหัวข่าวจากสื่อที่บอกว่า บริษัท…ฟ้องโรม อยู่ในนั้นแค่ไม่กี่วินาที
“สุดท้ายมีคำสั่งให้ถอดโลโก้ของสำนักข่าวออกจากวิดีโอ และคาดแถบดำปิดชื่อบริษัททุนพลังงานในฟุตเทจ ซึ่งสำหรับเรา การถอดโลโก้ทำให้รู้สึกว่า สำนักข่าวไม่ต้องการแสดงตัวว่าเกี่ยวข้องกับงานชิ้นนี้” แอนกล่าว
ทั้งนี้แอนชี้ว่า เธอไม่สามารถตรวจสอบแหล่งรายได้ของสำนักข่าวว่ามีที่มาจากกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ เหมือนกับการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวสนับสนุนสำนักข่าวหรือเป็นผู้ติดต่อขอให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหา
ถูกถอดชิ้นงาน แม้จะเผยแพร่ไปแล้ว
เจน (นามสมมติ) เป็นอีกหนึ่งรายที่เล่าว่าตนเผชิญการถูกแก้ไขและเซนเซอร์เนื้อหา และถอดบทความแม้จะมีการเผยแพร่ไปแล้ว โดยเธอเล่าว่า ในช่วงที่ทำงานเป็นนักเขียนให้กับสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสื่อในเครือเดียวกันกับบริษัทของแอน เธอมีโอกาสหยิบประเด็นที่รัฐบาลกำลังจะทำสัญญาซื้อพลังงานสะอาดโดยตรึงราคาเป็นเวลา 25 ปี
เธอจึงต้องการหาคำตอบว่า หากต้นทุนพลังงานสะอาดมีแนวโน้มลดลง เหตุใดภาครัฐจึงต้องทำสัญญาราคาคงที่ในระยะยาว และประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร แต่ท้ายที่สุดบทความดังกล่าวถูกลบหลังจากเผยแพร่ไปแล้วเพียงไม่กี่วัน
“ตอนเสนอประเด็นนี้ก็มีการทักท้วงกันในวงบรรณาธิการใหญ่ว่าทำได้ไหม เพราะเรื่องพลังงานโดนกันมาหลายทีแล้ว เดี๋ยวโดนสั่งถอด เดี๋ยวโดนนั่นโดนนี่ เลยมีการพิจารณากันว่า จะพูดประเด็นนี้แบบไหน อย่างไรดี” เจนกล่าวเพิ่มเติมว่า มีการตกลงปรับขอบเขตการนำเสนอ ซึ่งเดิมที เธอตั้งใจจะตรวจสอบว่าประชาชนได้รับผลกระทบอย่างไร เหลือเพียงการรายงานเรื่องค่าไฟฟ้าแพง
“เราก็ตกลงตามนั้น เพราะรู้ว่าหากจะทำงานชิ้นนี้ให้เป็นชิ้นใหญ่ อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำหรือเผยแพร่ เลยทอนเนื้อหาลงไป เหลือแค่การพูดเรื่องค่าไฟ แต่ในเนื้อหาอาจจะมีการแตะบริษัททุนพลังงานบ้างในช่วงต้นบทความ โดยอิงสถานการณ์ปัจจุบันว่า รัฐไปซื้อพลังงานแบบนี้ แล้วสุดท้ายนายทุนจะได้กำไร และประชาชนจะเป็นคนที่แบกรับค่าไฟ”
เจนยังเผชิญกับความซับซ้อน จากขั้นตอนการตรวจเนื้อหาในบทความ ซึ่งตามปกติแล้ว บทความควรได้รับการตรวจสอบจากบรรณาธิการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งเธอกล่าวว่ามีเพียง 1 คนเท่านั้น แต่ข่าวค่าไฟแพงของเธอชิ้นนี้กลับต้องผ่านการตรวจสอบจากบรรณาธิการจากโต๊ะของเธอและโต๊ะข่าวอื่นๆ รวม 5 คน และมีการแก้ไขชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา จากเดิมที่บทความระบุชื่อ กลายเป็นนายทุนพลังงาน ท้ายที่สุดเหลือเพียงคำว่า ‘นายทุน’
“ไม่บอกด้วยซ้ำว่านายทุนอะไร บอกแค่ว่านายทุน” เธอกล่าว
แม้ว่าการรายงานข่าวค่าไฟแพงของเจนจะได้รับการพิจารณาจากบรรณาธิการภายในสำนักข่าวจำนวนมาก และมีการแก้ไขเนื้อหา โดยเฉพาะการกล่าวถึงบริษัทเอกชนจนไม่สามารถระบุตัวตน กระทั่งรายงานได้รับการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ไปแล้ว ทว่า 2 วันต่อมา ภายหลังจากที่รายงานของเจนถูกแชร์จนเริ่มเป็นที่สนใจ เธอได้รับโทรศัพท์จากบรรณาธิการแจ้งว่าต้องถอดบทความ
“มีบรรณาธิการของเราโทรมาบอกว่า งานนี้สรุปว่าต้องถอดนะ เพราะผู้บริหารมาเห็นว่าเธอเขียนเรื่องค่าไฟ ซึ่งบรรณาธิการก็แสดงความรู้สึกผิดกับเรามาก เขารู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แล้วมันขัดกับความเชื่อ ทำไมนักข่าวต้องมีคนมาครอบงำงานเรา ทั้งที่เราต้องการสื่อสารกับสังคมด้วยซ้ำ”
หลังจากเหตุการณ์นี้ เจนระบุว่า กองข่าวที่ตนทำงานถูกเพ่งเล็งมากขึ้น เธอได้รับข้อมูลว่า บรรณาธิการบริหารถูกเรียกเข้าไปพบกับผู้บริหารระดับสูง ทำให้ตัวเธอเองเกิดความรู้สึกผิด และแม้ว่าจะมีการตกลงกันในทีมว่า หากมีประเด็นพลังงานถูกพูดถึงอีกครั้งในอนาคตก็ควรจะรายงานต่อไป แต่เธอชี้ว่า คนในกองข่าวของเธอเริ่มระมัดระวังตัวเองมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว
“พอเราทำงานจริงๆ กองเราก็เซนเซอร์กันเองโดยอาจจะไม่รู้ตัว หรือกระทั่งเราเองก็ยังไม่รู้ตัว แล้วค่อยมาสะดุดตอนหลังว่า เฮ้ย นี่เราเซนเซอร์ตัวเองอยู่หรือเปล่าวะ เวลามีประเด็นเข้ามาก็จะคิดอยู่ว่าต้องเขียนแบบไหนดี” เธอกล่าว ขณะที่ต่อมาองค์กรสื่อแห่งนี้มีการปรับเปลี่ยนทิศทางเนื้อหาและขนาดของเนื้อหาในภายหลัง
ห้ามพูดเรื่องที่ไม่ดีของผู้สนับสนุน
ซี (นามสมมติ) อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าเป็นของกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่ เล่าให้ The Momentum ฟังว่า พวกเขาต้องรายงานข่าวโดยมองประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของผู้สนับสนุนให้กลายเป็น ‘ประเด็นอ่อนไหว’ ที่ไม่สามารถนำเสนอได้อย่างอิสระ
เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ข่าวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่สนับสนุนองค์กรสื่อมักจะถูกนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มในแง่บวก หรือมักจะเป็นการนำเสนอคำแถลงของกลุ่มทุนเมื่อมีประเด็นที่ต้องชี้แจง
อย่างไรก็ตาม ซีระบุว่า การแทรกแซงความเป็นอิสระของนักสื่อสารมวลชนภายในสำนักข่าวแห่งนี้ไม่ได้กระทำโดยกลุ่มทุนเอกชนมายังนักข่าวโดยตรง แต่เป็นการแทรกแซงผ่าน บ.ก.ระดับสูง โดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน
“ปัญหาของสำนักข่าวคือ เราไม่รู้ว่าอะไรคือเกณฑ์วัดว่าสิ่งนี้นำเสนอได้ สิ่งนี้นำเสนอไม่ได้ เพราะมีหลายประเด็นที่ถูกเซนเซอร์โดยตัวบุคคล มากกว่านายทุนเข้ามาแทรกแซงเอง ที่สำนักข่าวอื่นๆ เวลาที่เขาบอกว่าเรื่องนี้ลงไม่ได้ก็จะอธิบายเหตุผลให้เราเข้าใจ อย่างเช่น ข้อมูลยังไม่พอ
“แต่สำนักข่าวนี้จะบอกแค่ว่าทำไม่ได้ แต่พอถามหาคำตอบว่าทำไมถึงทำไม่ได้ บางเรื่องเขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเราได้ และอาจจะจบอยู่แค่นั้นเลย” ซีกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่า การเซนเซอร์ในชั้นบรรณาธิการอาจมาจากความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากองบรรณาธิการกับนายทุนที่มีความเกรงใจกัน
เมื่อเริ่มถูกเซนเซอร์จากผู้บริหารในองค์กรสื่อบ่อยครั้ง ผู้สื่อข่าวจึงมีพฤติกรรมเซนเซอร์ตัวเอง โดยซีระบุว่า เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง จึงเริ่มเข้าใจข้อจำกัดในการทำงานกับสำนักข่าวดังกล่าวโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งห้ามทุกครั้ง “กลายเป็นเซนส์อัตโนมัติอยู่แล้วว่า ถ้าบริษัทนี้มีคนนี้คอยให้เงินสนับสนุน หรือแม้แต่หน่วยงานอะไรก็ตามที่มีทรัพยากรเข้ามา แม้ว่าเราจะเห็นปัญหาและเป็นประเด็นที่อยากทำ เราก็จะหยุดมันด้วยตัวของเราเอง” ซีระบุ
สำนักข่าวและผู้สื่อข่าวจะแก้ปัญหา ‘ความไม่อิสระ’ ในการนำเสนอประเด็นทางสังคมอย่างไร เมื่อต้องรับทุนจากภาครัฐและเอกชน
จากการสัมภาษณ์อดีตผู้สื่อข่าวที่ถูกแทรกแซงความเป็นอิสระในการรายงานข่าวทางสังคมนั้น แต่ละคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานภายใต้ข้อจำกัด แม้จะเผชิญการแทรกแซงจากผู้บริหารหรือแรงกดดันที่อาจเกี่ยวโยงกับอิทธิพลของกลุ่มทุน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาละทิ้งอุดมการณ์ของวิชาชีพเสมอไป แต่เป็นผลมาจากข้อจำกัดที่ทับซ้อนกัน
ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นที่นักข่าวจะต้องมีรายได้เลี้ยงชีพ ภาระทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างหรือการถูกฟ้องร้อง ที่สำคัญคืออำนาจในการต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างนักข่าวกับผู้บริหารองค์กร
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวยังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งอาจส่งต่อแรงกดดันนั้นมายังผู้ปฏิบัติงานผ่านการกำหนดทิศทางข่าว การจัดสรรทรัพยากร และคำสั่งระงับหรือแก้ไขเนื้อหา แม้นักข่าวบางส่วนจะระบุว่า ตนพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเพื่อให้ข่าวมีประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไปก็ตาม
อริน เจียจันทร์พงษ์ หนึ่งในผู้ทำงานวิจัยเรื่อง แนวปฏิบัติขององค์กรข่าวในการนำเสนอเนื้อหาจากงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐและเอกชนบนช่องทางออนไลน์ เสนอวิธีแก้ปัญหาความเป็นอิสระของสื่อ สรุปได้ 5 แนวทางคือ
1. สร้างวัฒนธรรมกองบรรณาธิการที่ยืนยันความอิสระ โดยกองบรรณาธิการต้องเข้าใจร่วมกันว่ากำลังตรวจสอบเรื่องใดอยู่ และควรสื่อสารกับฝ่ายการตลาดถึงขอบเขตของการรับโฆษณาเพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจเข้ามากระทบข่าว
2. ให้สำนักข่าวตรวจสอบและพิจารณาว่าควรรับโฆษณาจากบริษัทที่ติดต่อเข้ามาหรือไม่ โดยไม่ควรรอให้ผู้ลงโฆษณาเข้ามากดดันก่อนแล้วจึงหาวิธีการป้องกัน แต่สำนักข่าวควรพิจารณาความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนรับงานหรือเงินสนับสนุน
3. ให้สำนักข่าวหรือผู้สื่อข่าวใช้วิธีการขอให้บริษัทชี้แจงและต่อรองแทนการลบข่าว ซึ่งถือเป็นการให้สิทธิในการถูกพาดพิงหรือเพื่อให้พื้นที่แก่เอกชนหรือรัฐในการโต้แย้งข้อเท็จจริง แทนการใช้อำนาจทางธุรกิจบังคับให้กองบรรณาธิการลบผลงาน
4. กระจายรูปแบบรายได้ เพื่อไม่ให้สำนักข่าวต้องพึ่งพากลุ่มทุนฝ่ายใดมากเกินไป
5. สร้างธรรมาภิบาลสื่อเพื่อให้สังคมร่วมปกป้องความเป็นอิสระ ทำให้สังคมมองเห็นความสำคัญของความอิสระทางวารสารศาสตร์ เพื่อปกป้องสื่อจากแรงกดดัน
ด้านเจนระบุว่า ในการทำงานสื่อสารมวลชน นอกจากจะทำให้มองเห็นข้อจำกัดของตนเองในฐานะนักข่าว เธอก็มองเห็นข้อจำกัดขององค์กรข่าวเช่นกัน
“เราเรียนจบมาด้วยอุดมการณ์ เพราะในพื้นที่ที่เราเรียนมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเยอะ แล้วเราอิน ซึ่งพูดกันตามตรงว่า สถาบันการศึกษาด้านสื่อ หรือคณะนิเทศศาสตร์ต่างๆ ที่เราเรียน เขาไม่เคยบอกว่าเราต้องเจอกับอะไร เพราะฉะนั้นเราเลยเรียนจบมาด้วยความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง แต่พอมาทำงานจริงๆ ถึงได้รู้ว่าพลังนั้นมีอยู่อย่างจำกัด”
เจนเชื่อว่าองค์กรข่าวจำนวนมากก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนาที่อยากทำข่าวเพื่อสังคม แต่ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้องค์กรจ่ายเงินเดือน หรือรักษาองค์กรเอาไว้ได้ แต่ต้องมีการใช้เงินลงทุนไปกับเงินเดือนของพนักงานซึ่งบางองค์กรมีอยู่หลายร้อยชีวิต ค่าอุปกรณ์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดคดีความ ที่สำคัญคือในยุคที่สื่อต้องทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น องค์กรสื่อไม่เพียงแต่ต้องคิดถึงจำนวนคนที่เข้าถึงเนื้อหา แต่ยังต้องปรับตัวไปตามระบบและกติกาของเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“แรงกดดันทางธุรกิจของพวกเขาถูกส่งต่อมายังคนทำงานผ่าน KPI และผ่านการเลือกว่าเขาจะสนับสนุนประเด็นไหน” เธอกล่าว
“เวลาสังคมให้ความคาดหวังกับสื่อเอกชนว่าจะต้องทำหน้าที่เพื่อสาธารณะมากๆ ให้ทำหน้าที่สื่อให้ดี เป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรืออะไรก็ตามแต่ เราควรมองทั้งเงื่อนไขขององค์กรสื่อและคนทำงานไปพร้อมกัน เราเองก็ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าธุรกิจสื่อจะดีกว่านี้ได้ไหม หรือควรมีทิศทางอย่างไรจึงจะอยู่รอดโดยรักษาอิสระได้มากกว่านี้ แต่เราอยากให้เงื่อนไขพวกนี้ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมามากกว่านี้ และอยากให้มีพื้นที่ถกเถียงกันว่า ความอยู่รอดแบบไหนที่จะทำให้สื่อทำหน้าที่ได้ในแบบที่สังคมคาดหวัง” เจนระบุ
Tags: สื่อมวลชน, สื่อสารมวลชน, นักข่าว, เสรีภาพสื่อ, ความโปร่งใส, สำนักข่าว, สื่อสาธารณะ, สื่อ, อิสระ, ข่าว, Feature



