15 ปีที่แล้ว ผมทำงานปีแรก ครั้งนั้น ผมได้ลุยน้ำท่วมใหญ่กลางกรุงเทพฯ วันนั้นผมคิดว่าเข้าใจภูมิศาสตร์ของเมืองนี้พอสมควร และคิดว่าด้วยภูมิศาสตร์ ‘น้ำเหนือ’ น่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้กรุงเทพฯ จมได้

กลับกลายเป็นว่าเมืองเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเจอภาพพื้นที่บางกะปิที่มีน้ำท่วมขังเป็นสัปดาห์ ทำไมถนนเพชรบุรีตัดใหม่หน้าออฟฟิศ The Momentum กลายเป็นจุดที่น้ำท่วมสูงที่สุดจุดหนึ่ง ทำไมฝนที่ตกกลางเมืองกลายเป็นฝนตกแช่ 300 มิลลิเมตร ทำลายทุกสถิติเดิมอย่างราบคาบ และจนถึงวันนี้ พื้นที่แถบลาดกระบัง พื้นที่แถบบางนา-ตราด รวมถึงรอยต่อ ปทุมธานี-กรุงเทพฯ ยังมีน้ำท่วมขังสูง ผมก็เหมือนกับผู้กำหนดนโยบายอีกหลายคนที่เห็นว่าเมืองนี้ยังต้องเรียนรู้ ต้องทำความเข้าใจอีกมาก

เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทำข่าวที่นี่ แต่เมืองนี้ก็ยังมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจอีกมาก และคำถามแบบนี้วนกลับมาหาผมบ่อยขึ้น ในสัปดาห์ที่ The Momentum ครบ 1 ทศวรรษ

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ความฝันของผู้ก่อตั้ง The Momentum คือการทำสื่อที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างผ่านเรื่องเล่า ผ่านคำถาม และผ่านการทำให้ผู้คนมองเห็นสิ่งที่อาจไม่เคยมองเห็นมาก่อน

10 ปีผ่านไป เราได้เล่าเรื่องมากมาย ได้พบผู้คนจำนวนมาก และได้เรียนรู้ว่า เรื่องเล่า 1 เรื่องอาจเดินทางไปไกลกว่าที่คนทำคาดคิด บางเรื่องทำให้คนเข้าใจปัญหา บางเรื่องทำให้คนเปลี่ยนความคิด บางเรื่องเปิดบทสนทนาที่ก่อนหน้านั้นยังไม่มีพื้นที่ให้พูด ดัน ‘เพดาน’ ให้สูงขึ้น

ผู้อ่านบางคนอยู่กับเรามาตั้งแต่วันแรก บางคนเพิ่งรู้จักเราผ่านบทความสักชิ้น รายการสักตอน หรือภาพข่าวที่ผ่านเข้ามาในฟีด ไม่ว่าจะพบกันเมื่อไร ทุกคนคือคนที่ทำให้เรื่องเหล่านั้นมีความหมาย ทั้งคนที่อ่าน คนที่ฟัง คนที่ร่วมตั้งคำถาม และคนที่เปิดประตูให้เราเข้าไปเรียนรู้ชีวิตของเขา

ทั้งนี้ ใน 1 ทศวรรษ ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมาก วิธีที่คนรับข่าวเปลี่ยน แพลตฟอร์มเปลี่ยน รูปแบบการเล่าเรื่องเปลี่ยน แม้แต่เวลาที่คนพร้อมจะให้กับเนื้อหาแต่ละชิ้นก็ไม่เหมือนเดิม เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลาว่าจะรักษาความสัมพันธ์กับผู้อ่านที่อยู่กันมานานอย่างไร และจะพาเรื่องที่เชื่อว่าสำคัญไปพบกับคนกลุ่มใหม่ได้อย่างไร จากบทความไปสู่วิดีโอ จากบทสัมภาษณ์ไปสู่รายการสด จนถึงเวทีที่คนมานั่งคุยกันต่อหน้า

ท่ามกลางสิ่งที่ต้องปรับ มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากรักษาไว้ คือการชวนคนตั้งคำถาม และเปิดกว้างพอจะรับฟังคำตอบ แม้คำตอบนั้นจะต่างจากสิ่งที่เราเชื่ออยู่เดิม นี่คือความหมายของ Stay Curious, Be Open ซึ่งเป็น Motto ของ The Momentum สำหรับผม

ความอยากรู้ทำให้เราไม่หยุดอยู่ที่คำอธิบายแรก และการ ‘เปิดกว้าง’ ทำให้เรายอมรับว่ายังมีประสบการณ์อีกมากที่เรายังไม่มี แต่การฟังทุกฝ่ายไม่ได้แปลว่ารับทุกคำอธิบายเท่ากัน ทว่าต้องมาพร้อมการตรวจสอบ การตรวจทานข้อเท็จจริงและสร้างคำถามต่อไป โดยเฉพาะเมื่อคำอธิบายของผู้ที่มีอำนาจ ไม่ได้ตรงกับชีวิตของคนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น

และเรื่องที่ทำให้เราได้ใช้ทั้งสองอย่างมากที่สุด ก็คือเรื่องเมือง

เวลาทำเรื่องเมือง ผมมักนึกถึง 2 เรื่องที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย เรื่องแรกคือวิชา History of Thai Society โดย อาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ของผมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่พาเรามองสังคมไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับเมืองไปพร้อมกับ ‘ชนบท’ ที่เติบโตขึ้น และเปลี่ยนแปลงไป

อีกเรื่องที่ผมนึกถึงคือหนังสืออ่านนอกเวลา ‘สองนคราประชาธิปไตย’ ของ อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่หลายคนคุ้นเคยกับประโยค “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล” ที่หลายคนบอกว่า ‘ล้าสมัย’ ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า ก็ยังอธิบาย ‘อำนาจ’ แบบไทยๆ ได้

ทั้งสองเป็นกรอบคิดสำคัญในการทำความเข้าใจการเมืองไทยในช่วงเวลาหนึ่ง และทำให้เห็นว่าพื้นที่ที่คนอาศัยอยู่นั้น ผูกกับโอกาส อำนาจ และความคาดหวังทางการเมืองอย่างไร

แต่พอออกมาทำงาน ผมก็พบว่าเมืองกับชนบทไม่ได้แยกขาดจากกันง่ายขนาดนั้น คนคนหนึ่งอาจทำงานในกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับบ้านที่ต่างจังหวัด มีครอบครัวอยู่อีกเมือง และอยากกลับไปเริ่มต้นชีวิตที่บ้านเกิดหากมีโอกาสมากพอ เมืองจึงเชื่อมกับชีวิตคนไกลกว่าเส้นเขตบนแผนที่

ตลอด 10 ปี เมืองที่เราคิดว่ารู้จักก็เปลี่ยนไปมาก และความท้าทายใหม่ๆ กำลังทดสอบระบบที่เรามีอยู่ น้ำที่ท่วมขังหน้าออฟฟิศเตือนผมว่า หน้าที่ของคนทำสื่อคือการกลับไปถาม ไปฟัง และไปเรียนรู้อีกครั้ง เช่นเดียวกับการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของสื่อ การมาถึงของระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ทลายเพดานการเรียนรู้ของทั้งเมืองและชนบท

อีกด้านหนึ่งของการทำเรื่องเมืองของ The Momentum คือการพาเราออกไปนอกกรุงเทพฯ ซีรีส์ Cityscape พาเราไปเชียงใหม่ พื้นที่ EEC เมืองในภาคอีสาน ภูเก็ต ไปจนถึงสงขลาและหาดใหญ่ เราได้พบคนที่รักษาธุรกิจของครอบครัว คนที่กลับบ้านไปเปิดร้าน คนทำงานสร้างสรรค์ และคนที่พยายามผลักดันให้เมืองของตัวเองมีอนาคต

สิ่งที่เจอซ้ำแทบทุกเมืองคือ ความพร้อมเรื่องศักยภาพและคน แต่โอกาส ทรัพยากร และอำนาจตัดสินใจ ยังไปไม่ถึงพวกเขามากพอ

รายงานของธนาคารโลกที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาระบุว่า กรุงเทพฯ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ต้นทุนจากการจราจรติดขัดคิดเป็นประมาณ 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพฯ ในแต่ละปี

การกระจุกตัวสร้าง ‘ความเติบโต’ ให้เรามานาน แต่ต้นทุนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่นับเป็นตัวเงินได้ และที่จ่ายด้วยชีวิตของคน เวลาที่หายไปบนถนน ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเพิ่ม หรือโอกาสทำงานที่ขึ้นอยู่กับว่า เราย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ได้หรือเปล่า

ผมคิดว่าประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าเรามีหลายเมืองที่เข้มแข็ง มีงานที่ดี มีการศึกษา มีบริการสาธารณะ และเชื่อมถึงกันได้ดี แต่ละเมืองควรเติบโตจากจุดแข็งของตัวเอง และคนควรเลือกได้ว่าจะสร้างอนาคตที่ไหน กรุงเทพฯ เองก็จะน่าอยู่ขึ้น ถ้าไม่ต้องแบกความหวังและโอกาสของคนทั้งประเทศไว้เพียงเมืองเดียว

แล้วเมืองแบบไหนที่เราอยากเห็น

จุดตั้งต้นสำหรับผม คือเมืองที่เติบโตไปพร้อมกับคน ถ้าตึกสูงขึ้น มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น แต่คนที่ทำงานอยู่ในเมืองกลับจ่ายค่าเช่าไม่ไหว เราคงต้องถามว่า ความเติบโตนั้นกำลังพาใครไปข้างหน้าบ้าง เมื่อย่านหนึ่งถูกพัฒนา ร้านเล็กๆ ที่สร้างชีวิตให้ย่านควรมีโอกาสอยู่ต่อ คนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่เริ่มต้น และผู้สูงอายุควรใช้ชีวิตในชุมชนที่คุ้นเคยได้อย่างมีคุณภาพ

ดัชนีอย่าง Global Liveability Index ที่จัดอันดับเมืองน่าอยู่ วัดความน่าอยู่จากหลายด้าน ทั้งความมั่นคงปลอดภัย สาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน แต่คำถามเหล่านี้ควรลงมาถึงชีวิตประจำวัน ป่วยแล้วเข้าถึงการรักษาไหม ลูกมีโรงเรียนดีๆ ใกล้บ้านหรือเปล่า รายได้พออยู่ในเมืองไหม และเมื่ออายุมากขึ้น เมืองยังมีที่ให้เราอยู่หรือไม่

ผมจึงอยากเก็บประโยคหนึ่งไว้เป็นแกน เมืองที่ดีต้องทำให้ชีวิตธรรมดาเป็นไปได้ ชีวิตที่คนมีงานทำ มีเวลาพัก มีคนให้ดูแล และวางแผนอนาคตของตัวเองได้

หากจะทำให้ชีวิตธรรมดาเกิดขึ้นได้ เมืองต้องเลิกกินเวลาชีวิตของเรามากขนาดนี้ การเดินทางที่เชื่อมต่อกันและคาดการณ์ได้ คือเวลาที่ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ได้ออกกำลังกาย หรือได้นอนอย่างเพียงพอ คนที่เลิกงานดึกควรมีทางกลับบ้านที่ปลอดภัย คนที่อยู่ไกลจากแนวรถไฟฟ้าควรมีระบบขนส่งที่เชื่อมมาถึง และค่าเดินทางควรเป็นภาระที่คนรับไหว

เมืองต้องมีพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริง มีสวนที่ไปถึงได้ มีร่มเงา ที่นั่ง ห้องน้ำ ห้องสมุด และที่ทางให้คนพบกันโดยไม่ต้องซื้ออะไรทุกครั้ง

นอกจากนี้ เมืองต้องยืดหยุ่นพอจะรับมือกับวันที่ฝนตกหนัก อากาศร้อนจัด หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน บริการจำเป็นต้องเดินต่อได้ คนที่พึ่งตัวเองได้ยากต้องได้รับการดูแลก่อนจะสายเกินไป ประชาชนต้องรู้ว่าจะหาข้อมูลที่เชื่อถือได้จากไหน เส้นทางไหนยังใช้ได้ และถ้าต้องออกจากบ้านจะไปอยู่ที่ไหน หลังวิกฤตผ่านไป เมืองก็ควรอธิบายได้ว่าเรียนรู้อะไร และเปลี่ยนอะไรไปแล้วบ้างเพื่อรับมือครั้งหน้า

และคนที่อยู่กับปัญหาต้องมีส่วนกำหนดทางออก คนที่เดินทางเส้นนั้นทุกวัน คนเข็นรถขายของ คนที่ดูแลผู้สูงอายุ หรือคนที่อยู่ในชุมชนมาหลายสิบปี ต่างมีความรู้เกี่ยวกับเมืองที่การตัดสินใจขาดไม่ได้ เสียงเหล่านั้นต้องมีช่องทางไปถึงคนที่มีอำนาจ และประชาชนต้องติดตามได้ว่าข้อเสนอของตัวเองถูกนำไปทำอะไรต่อ

ในทศวรรษถัดไป The Momentum ตั้งใจจะทำเรื่องเมืองมากขึ้น และเปิดรับเรื่องเล่าจากพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้น กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีเรื่องให้ติดตามอีกมาก ขณะเดียวกัน เราอยากเรียนรู้จากเมืองอื่น จากคนที่กำลังทดลองทำสิ่งใหม่ และจากชุมชนที่อาจมีคำตอบซึ่งเรายังไม่เคยได้ยิน

เราอยากมีเรื่องของพื้นที่สาธารณะดีๆ ให้เล่ามากขึ้น เรื่องของผู้สูงอายุที่ออกมาใช้ชีวิตได้ มีคนรู้จัก มีคนดูแลกัน เด็กที่มีที่เล่นใกล้บ้าน คนที่กลับถึงบ้านเร็วขึ้น และคนที่กลับไปสร้างงานในบ้านเกิดได้ แต่เมื่อเมืองมีปัญหา เราจะถามให้ลึกขึ้น และติดตามให้นานพอจะเห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนจริงหรือไม่

เราตั้งใจเสนอทางออกมากขึ้นด้วย แต่เป็นทางออกที่ผ่านการตรวจสอบว่าใช้ได้จริงแค่ไหน ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ใครได้ประโยชน์ ใครอาจได้รับผลกระทบ และถ้านำมาใช้กับเมืองของเรา ต้องปรับอะไรบ้าง

ไม่มีใครรู้แน่ว่าอีกทศวรรษข้างหน้า โลกของสื่อจะมีหน้าตาอย่างไร ในโลกที่ทุกคนเผยแพร่ข้อมูลได้ และ AI สร้างทั้งข้อความ ภาพ และเสียงได้มากขึ้นทุกวัน งานที่เรายังต้องทำให้ดีคือ การออกไปพบผู้คน รับฟังปัญหา ตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น และติดตามให้คำถามที่เคยถูกถามไม่ให้หายไปพร้อมกระแสข่าว

10 ปีต่อจากนี้ เพดานที่เราอยากดันอาจไม่ใช่แค่เพดานของการพูด แต่เป็นเพดานของชีวิตธรรมดาในเมือง ให้ทุกคนกลับบ้านทัน มีที่ให้พัก และไม่ต้องลุยน้ำทุกครั้งที่ฝนตก

ทศวรรษแรก เราเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ทศวรรษหน้า เราจะไม่ยอมให้คำถามเหล่านั้นจมหายไปพร้อมกับน้ำที่ลดลง

และนั่นคือเหตุผลของการมีอยู่ของพวกเรา อยู่เพื่อตั้งคำถามและเติบโตขึ้น เพื่อรับฟังทุกฝ่ายให้มากขึ้น

ในนามของ The Momentum ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนจากใจจริงอีกครั้งครับ

Tags: , , ,