“จอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับประเทศไทยในปี 2519 หลังลี้ภัยไปต่างประเทศตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
“การกลับมาสร้างความไม่พอใจให้กับขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่เคยต่อสู้และได้รับชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อย่างมาก จนกระทั่งนำไปสู่การชุมนุมประท้วงต่อต้าน
“สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงกลุ่มฝ่ายขวาจัดอย่างขบวนการกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน เข้าล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเหี้ยมโหด”
ข้างต้นคือเรื่องเล่าหลักที่หลายคนล้วนต้องเคยได้ยิน เมื่อเริ่มต้นศึกษาเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยอย่าง ‘6 ตุลาคม 2519’
เช่นเดียวกับที่หลายคนทราบกันดี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดังนั้นหากทำความเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวเฉพาะแค่ช่วงเวลาหนึ่ง หรือพิจารณาเฉพาะตัวละครสำคัญภายในประเทศ อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายอย่างรอบด้านว่า ทำไมเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนั้นจึงเกิดขึ้น และสร้างจุดด่างพร้อยบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 50 ปี
6 ตุลาคมปีนี้ The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่และอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
วาสนาให้มุมมองใหม่ว่าด้วยมิติความ ‘รู้ไม่เท่าทัน’ ของขบวนการนักศึกษาในเวลานั้นที่ตามไม่ทันบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศท่ามกลางสมรภูมิสงครามเย็น
หลายองค์ประกอบผูกโยงเข้าด้วยกันกระทั่งพบกับ ‘จุดตัด’ สำคัญ ณ เช้าวันที่ 6 ตุลาฯ
***เนื้อหาต่อจากนี้จะเล่าเรื่องด้วยการใช้ปี ค.ศ. เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจบริบทระหว่างประเทศ***
ชนวน 6 ตุลาฯ เกิดจากการ ‘รู้เท่าทัน’ ของฝ่ายขวาไทย
วาสนาเริ่มต้นขยายภาพให้กว้างขึ้นมาสู่บริบทระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1970 เป็นช่วงเวลาที่สงครามเย็นกำลังร้อนระอุในหลายพื้นที่ทั่วโลก ขณะเดียวกันบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่ายเวียดนามเหนือก็กำลังเข้าใกล้ชัยชนะในสงครามเวียดนามมากขึ้น
ฝั่งสหรัฐอเมริกาในปี 1969 ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1969 หลังชนะเลือกตั้งด้วยนโยบายหาเสียงที่ว่าจะนำทหารอเมริกันกลับบ้าน และยุติสงครามในสงครามเวียดนามโดยเร็วที่สุด หลังจากสหรัฐฯ บอบช้ำกับการสู้ในสงครามที่ไม่เห็นอนาคต
ต่อมาในปี 1971 เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับ โจว เอินไหล (Zhou Enlai) นายกรัฐมนตรีของจีน ขณะที่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ก็ได้ประกาศรับรองให้สาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China: PRC) เป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ‘เพียงหนึ่งเดียว’ ของจีนใน UN แทนที่สาธารณรัฐจีน (Republic of China: ROC)
ปัจจัยข้างต้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการปูทางไปสู่การเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ของนิกสันเพื่อพบกับ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้นำสูงสุดของจีน และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นทางการในปีถัดมา
บริบทระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายของไทยต่างรับรู้และติดตามสถานการณ์เดียวกัน เพียงแต่การตีความและการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกอาจแตกต่างกันไป
สิ่งที่น่าสังเกตคือ หากมองบริบทของประเทศไทยนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 1973 ต่อเนื่องมาจนถึง 6 ตุลาคม 1976 จะเห็นภาพช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่า ‘ประชาธิปไตยเบ่งบาน’ ที่แม้แต่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาของไทยเองก็ดูเหมือนจะให้การสนับสนุนเช่นกัน
ตัวอย่างที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือการที่นิสิตนักศึกษาจัด ‘นิทรรศการจีนแดง’ ที่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 23-29 มกราคม 1974 ได้ ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญที่เรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของไทยได้ (ซึ่งนิสิตนักศึกษาได้รับข้อมูลจีนแดงมาจากสำนักข่าวสารของสหรัฐฯ (United States Information Service: USIS) อีกที)
นักคิดและปัญญาชนที่มีแนวคิดก้าวหน้าก็วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ และบทบาทของมหาอำนาจตะวันตกได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น ขณะที่ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯ ในช่วงปี 1975 เองก็เคยมีบทบาทในภาพยนตร์ The Ugly American ภาพยนตร์ฮอลลีวูดซึ่งนำแสดงโดย มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) ในปี 1963 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามต่อบทบาทและการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ในมุมมองของวาสนา ‘หม่อมคึกฤทธิ์’ คือตัวแทนของชนชั้นนำฝ่ายขวาไทย เป็นหนึ่งในหมากที่ใช้ในการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้น
วาสนากล่าวว่า องค์ประกอบเหล่านี้คือ ‘การรู้เท่าทัน’ และ ‘การอ่านเกม’ ของภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงการปรับตัวของรัฐบาลฝ่ายขวาของไทยในช่วงเวลานั้นได้อย่างแยบยล เพื่อปูทางไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในปี 1975 และในปีถัดมา ฝ่ายขวาของไทยจึงไม่เกรงกลัวที่จะปราบปรามนิสิตนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมในวันที่ 6 ตุลาคม
“ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน และนักศึกษากำลังโดนหลอกจากทุกทาง ไม่ว่าจะทั้งจากจีน จากสหรัฐฯ และรัฐบาลไทย
“ทั้งหมดนี้ไม่เคยถูกนำมาถอดบทเรียน และไม่เคยถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น” วาสนากล่าว
สหรัฐฯ วางหมาก ‘ขวาไทย’ คว้าโอกาส
สำหรับสถานการณ์ของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่หลายคนมองว่าเป็น ‘โดมิโน’ ซึ่งทำให้ชนชั้นนำฝ่ายขวาไทยหวาดกลัว ในเวลาไล่เลี่ยกันช่วงปี 1975 วาสนามองว่า ทั้งหมดคือ ‘การวางแผนของสหรัฐฯ’
อนึ่ง ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมถอนกองกำลังออกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ คือตัวละครสำคัญในการ ‘สนับสนุน’ ให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 จากความกังวลว่ากระแสคอมมิวนิสต์ของเวียดนามจะเข้าครอบงำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดหลังจากถอนกองกำลังออก
ทั้งหมดจึงเป็นภาพการเดินทางเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ เปิดความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนครั้งแรก โดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์นำทีมเยือนจีนในปีนั้น
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็คาดการณ์ไว้ว่าในอีกไม่ช้า รัฐบาลของกัมพูชาจะไม่สามารถรั้งเขมรแดงไว้ได้ จึงสนับสนุนให้ไทยกระชับความสัมพันธ์กับเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนด้วยเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าเขมรแดงเป็น ‘รัฐกันชน’ เวียดนาม ไม่ให้เข้ามาถึงไทยได้
วาสนาเสริมว่า ฝ่ายขวาของไทยรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างดี และรู้ว่าควรปรับตัวอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยยังใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการเน้นย้ำภัยคอมมิวนิสต์ เพื่อรักษาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เอาไว้ แม้สหรัฐฯ จะเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาคแล้วก็ตาม เพราะการถอนกำลังออกจะทำให้ไทยสูญเสียเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลที่เคยได้รับจากสหรัฐฯ
วาสนามองว่า กลยุทธ์ดังกล่าวจึงมีผลใน 2 ทางพร้อมกัน คือรัฐบาลไทยใช้ภัยคอมมิวนิสต์เป็นเหตุผลเพื่อรักษาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ไว้ ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลให้ฝ่ายซ้ายไทยเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของตนกำลังสร้างความหวาดกลัวให้แก่รัฐบาลได้จริง
“การที่รัฐบาลไทยใช้เรื่องเล่านี้ ส่วนหนึ่งเพื่อหลอกเอาเงินสหรัฐฯ
“ขณะเดียวกันยังทำให้ฝ่ายซ้ายไทยชอบใจ คิดว่ารัฐบาลกลัวฝ่ายซ้ายจริง กลายเป็นเรื่องเล่าของฝ่ายซ้ายอีกทีว่าเรา ‘เกือบ’ จะชนะแล้ว รัฐบาล ‘กลัว’ เรามาก ฝ่ายขวาเลยเลือกที่จะปราบปรามเราตอน 6 ตุลาฯ” วาสนาระบุ
ซ้ายไทยรู้ไม่เท่าทัน เพราะลัทธิ ‘บูชาตัวบุคคล’
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก็คือ ฝ่ายก้าวหน้าไทยในเวลานั้นไม่ได้ตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐฯ และจีนถึงจับมือกัน ซึ่งในมุมมองวาสนา นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก
“เพราะว่าอุดมการณ์ของจีนต่อต้านสหรัฐฯ หนักมาก ซึ่งฝ่ายซ้ายไทยที่รับอุดมการณ์มาจากจีนอีกทีก็ต่อต้านสหรัฐฯ หนักเหมือนกัน
“หลัง 14 ตุลาฯ รัฐบาลอนุญาตให้นักศึกษาจัดนิทรรศการจีนแดงได้ ซึ่งทำให้เชื่อว่านี่คือชัยชนะของ 14 ตุลาฯ แต่จริงๆ แล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มา คือมาจาก USIS ของรัฐบาลสหรัฐฯ นักศึกษาควรจะต้องตั้งคำถามสักนิดว่า ทำไมสหรัฐฯ ถึงให้ข้อมูลเราในการจัดนิทรรศการจีนแดง ทั้งที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังแข่งขันกัน” วาสนาเล่า
ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาวิเคราะห์ว่า การ ‘รู้ไม่เท่าทัน’ ของนักศึกษา อาจเกิดขึ้นจากการรับเอาแนวคิดเรื่องการบูชาตัวบุคคลที่อยู่ภายใต้กรอบของลัทธิเหมา (Maoism) ซึ่งไม่เอื้อต่อการตั้งคำถามต่อผู้นำ ตั้งแต่ตัวผู้นำสูงสุดอย่างเหมา เจ๋อตง ไล่ลงมาจนถึงผู้นำในระดับขบวนการนักศึกษา
นอกจากนี้ แม้ว่าในเวลานั้นจะมีกระแสความคิดคอมมิวนิสต์แพร่ทั่วโลก แต่กว่ากระแสความคิดเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงกลุ่มนักศึกษาในประเทศไทย ก็ล้วนต้องผ่านการคัดกรองและถ่ายทอดจากรัฐบาลจีนแทบทั้งสิ้น
“ฝ่ายซ้ายไทยรับเอาอุดมการณ์มาจากลัทธิเหมาทั้งหมด เนื่องจากผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คือคนจีนโพ้นทะเลและคนจีนที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้เรามีความใกล้ชิดกับจีนมาก
“ประกอบกับการแตกกันระหว่างจีนและสหภาพโซเวียตที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 10 กว่าปี ประเทศเล็กๆ จึงต้องเลือกข้าง ซึ่งเวียดนามเลือกโซเวียต และ พคท.เลือกจีน” วาสนาอธิบาย
ปัญหาสำคัญคือ คนไทยล้วนคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการบูชาตัวบุคคลมาเป็นเวลานาน เนื่องจากถูกปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวโดยรัฐบาลฝ่ายขวามาตั้งแต่เกิดจนเข้าสู่ระบบการศึกษา กระทั่งแม้แต่ฝ่ายซ้ายไทยที่มองว่าตนเองมีความคิดก้าวหน้ามากพอ ก็ยังติดอยู่ในกับดักการบูชาตัวบุคคลและไม่ยอมตั้งคำถาม เพียงแต่เปลี่ยนจากการบูชาบุคคลฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ความรู้ไม่เท่าทัน คือการไม่ยอมตั้งคำถามในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ฝ่ายหัวก้าวหน้าไทยรู้ไม่เท่าทันจึงโดนตลบหลัง และยังรู้ไม่เท่าทันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
“ดังนั้นเราควรจะถอดบทเรียนจากความรู้ไม่เท่าทันตรงนี้ด้วย เพราะถ้าไม่ทำ ฝ่ายหัวก้าวหน้าของไทยก็จะตกเป็นเบี้ยล่างต่อไปเรื่อยๆ”
มหาอำนาจไม่มีทั้ง ‘พระเอก’ และ ‘ผู้ร้าย’
เมื่อถามว่าสังคมเรียนรู้อะไรจากยุคสงครามเย็นและเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้บ้าง วาสนาแสดงความคิดเห็นว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน การระมัดระวังต่อจุดยืนของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการไม่ยึดติดหรือบูชาตัวบุคคลจนละเลยการตั้งคำถาม กล่าวคือในวันที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แสดงบทบาทที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหันไปเลือกข้างจีนในทันที แต่ควรตั้งคำถามและประเมินสถานการณ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร และจุดยืนใดสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเรา
“ในการเมืองระหว่างประเทศ เราไม่ควรมองหาพระเอกหรือผู้ร้าย” วาสนากล่าว
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่สังคมรำลึกถึง 6 ตุลาฯ เรามักจะตั้งคำถามว่า “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ทว่าการหาคำตอบให้กับคำถามนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ตราบใดที่ขั้วอำนาจทางการเมือง รวมถึงผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำนี้ยังคงมีบทบาทและอำนาจอยู่ในประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกับการสังหารหมู่คอมมิวนิสต์อินโดนีเซียในปี 1965-1966 หรือเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจู ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 1980 ซึ่งภายหลังนำผู้กระทำผิดมารับโทษ หรือเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ได้มากขึ้น กระบวนการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นภายหลังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้อยู่ในอำนาจทางการเมืองของประเทศอีกต่อไป
วาสนามองว่า สาเหตุที่ไทยยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝ่ายขวายังอยู่ในอำนาจ จากการรู้เท่าทันและปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นอีกหนึ่งบทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม จึงอยู่ที่ฝ่ายหัวก้าวหน้าเองที่ต้องตั้งรับให้ทัน รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญที่สุด คือการไม่หยุดตั้งคำถามอยู่เสมอ
Tags: 6 ตุลา 19, สหรัฐฯ, 6 ตุลาฯ, 50 ปี 6 ตุลา, จีน, ขบวนการนักศึกษา, คอมมิวนิสต์, วาสนา วงศ์สุรวัฒน์, สงครามเวียดนาม, อักษรจุฬา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, 6 ตุลา, 6 ตุลา 2519, สงครามเย็น




