ปี 2551 ไม่นานหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช นั่งให้สัมภาษณ์รายการ 101 East ของสำนักข่าว Al Jazeera พิธีกรถามเขาว่า เหตุการณ์ในปี 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาจำนวนมากถูกทำร้าย ถูกยิง ถูกแขวนคอ และถูกเผา เป็นผลพวงจากการปลุกระดมผ่านรายการวิทยุของเขาหรือไม่

สมัครไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ เขาถามกลับด้วยอารมณ์

“คุณอายุเท่าไรตอนนั้น คุณเกิดแล้วหรือยังตอนนั้น”

จากนั้นสมัครยังยืนยันด้วยว่า มีคนเขียนประวัติศาสตร์สกปรกเกี่ยวกับตัวเขา เหตุการณ์วันนั้นมีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวที่สนามหลวง เป็นชายคนหนึ่งที่ถูกแขวนคอแล้วถูกตี ขณะที่นักศึกษาอีก 3,000 คนยังอยู่ในธรรมศาสตร์

เมื่อสำนักข่าว CNN ถามอีกครั้ง คำตอบของสมัครก็ยังเป็นแบบเดิม มีคนตายเพียงคนเดียวในวันนั้น และทุกครั้งที่ถูกถามถึงความเกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาฯ เขาจะปิดท้ายด้วยประโยคเดียวกันว่า ถ้าเขามือเปื้อนเลือดจริง คงมาไม่ได้ไกลขนาดนี้

ตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทั้งสิ้น 45 ราย ขณะที่มูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเมินว่าเกิน 100 ราย และมูลนิธิร่วมกตัญญูระบุว่าอาจเกิน 500 ราย

‘1 คน’ จึงเป็นตัวเลขเดียวที่สมัครยอมพูดถึง แต่หากย้อนกลับไปอ่านหนังสือ การเมืองเรื่องตัณหา ซึ่งตีพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 2521 เป็นบันทึกการเมืองที่เขาเขียนเล่าด้วยตัวเอง ช่วงที่ว่าด้วยเดือนกันยายน-ตุลาคม 2519 กินพื้นที่ราว 20 หน้า แต่กลับไม่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตปรากฏเลยแม้แต่ตัวเดียว ไม่มีชื่อของผู้ตายแม้แต่ชื่อเดียว

เมื่อครั้งที่ The Momentum เคยรวบรวมปฏิกิริยาของฝ่ายขวาต่อ 6 ตุลาฯ เราเขียนไว้ว่าสมัครเสียชีวิตในปี 2552 โดยไม่ได้มีโอกาสอธิบายเหตุการณ์ในเรื่องราวที่ต่างออกไป แต่ความจริงแล้ว เขาอธิบายไว้นานแล้ว เพียงแต่คำอธิบายนั้นอยู่ในหนังสือเก่าที่กระดาษเหลืองกรอบ และไม่ค่อยมีใครหยิบขึ้นมาอ่านเทียบกับข้อเท็จจริง

ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ The Momentum ชวนอ่านบันทึกฉบับนั้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อให้พื้นที่แก้ต่างแก่ผู้ที่จากไปแล้ว แต่เพราะเรื่องเล่าของคนที่ยืนยันว่า ‘ไม่ได้อยู่ตรงนั้น’ บอกอะไรเราได้มากกว่าที่ตัวเขาตั้งใจจะบอก ทั้งเรื่องวิธีคิดของฝ่ายขวาไทย การทำงานของพรรคการเมืองในรัฐบาลผสม และรัฐที่ปล่อยให้การสังหารหมู่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงในเช้าวันหนึ่ง

บทที่สมัครใช้ปูเรื่องสู่ 6 ตุลาฯ มีชื่อว่า ‘เรื่องซ้ายๆ ขวาๆ’ และเริ่มต้นจากความผิดหวัง เขาเล่าว่าหลังการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ มีคนกลุ่มหนึ่งในสภาฯ ที่แพ้คะแนนเสียง จึงย้ายเวทีวิพากษ์วิจารณ์ไปที่ท้องสนามหลวง และจากเวทีนั้นเองที่เขาพบว่า คนที่เคยถูกมองว่าเป็นวีรชนเมื่อเกือบขวบปีก่อน เปลี่ยนไปแล้ว

“เขาได้กลายเป็นวีรชนของคนอื่นไปเสียแล้ว”

‘วีรชน’ ในความหมายของสมัคร คือวีรชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้นเปลี่ยนข้างไป เขายังบรรยายต่อว่า หลังจากนั้นสถาบันเพื่อการข่มขู่และต่อรองแบบใหม่ที่เรียกชื่อกันว่า ‘ศูนย์นั้นศูนย์นี้’ ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ ‘เชื้อปลุกระดม’ แทรกอยู่ในกองบรรณาธิการคอยกระพือข่าว ขบวนการเหล่านี้ขยายเข้าไปในหมู่นักเรียน นิสิตนักศึกษา กรรมกรในโรงงาน และชาวนาที่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง ‘มีคนดำเนินการ’ ให้มีกลุ่มนักเรียนอาชีวะขึ้นมาเป็นเครื่องถ่วง นั่นแปลว่าสมัครก็บอกเป็นนัยเช่นกันว่า ฝ่ายตรงข้ามอย่างกลุ่ม ‘กระทิงแดง’ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานความมั่นคง

สมัครเริ่มต้นอธิบายอีกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย ได้แก่ ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ฝ่ายประชาธิปไตยคือ ‘ขวา’ ฝ่ายคอมมิวนิสต์คือ ‘ซ้าย’ และใครก็ตามในประเทศไทยที่มีพฤติการณ์จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย ย่อมถูกเรียกขานกันว่า ‘ฝ่ายซ้าย’

กระนั้นเอง สมัครบอกในบันทึกว่า สิ่งที่เขาเห็นว่า ‘ร้ายที่สุด’ คือการที่มีคนใช้สิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ในระบอบประชาธิปไตย มาทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง

สมัครเห็นว่า เส้นนั้นถูกขีดเพราะหากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และเมื่อใดก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวที่ ‘ทำลายประชาธิปไตย’ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การนัดหยุดงาน การเรียกร้องให้ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ล้วนถูกจัดเข้าไปอยู่ฝั่งเดียวกันได้ทั้งหมด

“ผมโดดลงมาต่อสู้กับคนประเภทนี้ด้วยเหตุนี้”

เขาประกาศว่าจะต่อสู้กับพวกที่ ‘ก่อกวนความสงบของบ้านเมือง พวกที่จะเอาบ้านเมืองไปปกครองด้วยลัทธิอื่น’ รวมถึงเรียกคนที่คัดค้านการคงฐานทัพสหรัฐฯ ว่า ‘ไอ้คนไทยที่ใจเป็นขี้ข้าไอ้พวกแดง’

ย้อนกลับไปในปี 2519 ปีแห่งความวุ่นวาย สมัครดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลผสมที่มี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ เขาเล่าว่า ด้วย ‘ความคิดอ่านและความประพฤติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง’ ของเขา ปัญหาความขัดแย้งกับคนที่มีตำแหน่งสำคัญอยู่ในพรรคจึงมีมากขึ้นทุกที ทั้งเรื่องขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ การหยุดงานยึดโรงงานของกรรมกร และกรณีที่เขาเรียกว่า ‘อดีตนักการเมือง’ ขอกลับเข้าประเทศ

สมัครเล่าว่า เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคณะรัฐมนตรี และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรียอมรับหน้าที่ไปยับยั้ง เขาจึงขออาสาเป็นคนออกไปเจรจาเอง โดยใช้การไปดูงานการเคหะบังหน้า และขอร้องให้อีกฝ่ายระงับการเดินทางไว้ก่อน เพื่อความสงบของบ้านเมือง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยินดีทำตาม

นี่คือคำอธิบายของสมัครต่อการไปพบจอมพลถนอมที่สิงคโปร์ ซึ่งฝ่ายนักศึกษาและนักประวัติศาสตร์จำนวนมากมองว่าเป็นการปูทางให้จอมพลถนอมกลับเข้าประเทศ ในบันทึกนี้ สมัครยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเปิดทางให้จอมพลถนอมเดินทางกลับมายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดดูจะไม่เป็นผล ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอมก็กลับมาในผ้าเหลืองสามเณร และบวชเป็นพระที่วัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านการวางหมากของชนชั้นนำ กระนั้นเอง สมัครก็รับบทหน้าฉากอีกครั้ง ในฐานะคนที่รับหน้าที่แทนรัฐบาล ‘อธิบาย’ ให้ประชาชนฟังเกี่ยวกับการเดินทางกลับของจอมพล

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลานั้น พรรคประชาธิปัตย์เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ฝ่ายตรงข้ามในพรรคโจมตีสมัครว่าเขาเป็นคนพาเผด็จการเข้ามา เช่นเดียวกับหัวหน้าพรรคอย่างหม่อมราชวงศ์เสนีย์ก็โดนโจมตีจาก สส.พรรคตัวเองในแบบเดียวกัน จนทำให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ กลางสภาฯ

จากจุดนี้ บันทึกของสมัครกลายเป็นรายงานการต่อรองในรัฐบาลผสมที่ละเอียดที่สุดช่วงหนึ่ง เขาเล่าว่าตัวเองเป็นคนเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้หัวหน้าทุกพรรคร่วมรับปากเลือก ‘หม่อมเสนีย์’ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง และเมื่อมีความพยายามในประชาธิปัตย์ที่จะเขี่ยพรรคชาติไทยออกจากรัฐบาลก็ไม่สำเร็จ เพราะหัวหน้าพรรคได้ ‘ตกปากตกคำ’ ไว้กับพรรคร่วมแล้ว

แต่เมื่อถึงวาระจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ คนที่ไม่ใช่พวกของเขาในพรรคก็ใช้โอกาสนี้เขี่ยสมัครจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงประกาศไม่รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของหม่อมเสนีย์

และในเช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ‘ชมรมแม่บ้าน’ ก็นัดกันมาประท้วงรัฐบาลใหม่ เรื่องที่ไม่มีรัฐมนตรี 2 คนจากรัฐบาลชุดก่อนอยู่ในชุดใหม่ นั่นคือสมัคร และสมบุญ ศิริธร เท่ากับว่า ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สมัครไม่ได้มีตำแหน่งใดในรัฐบาล

บันทึกช่วงวันที่ 5 ตุลาคม เริ่มจากข่าวบ่ายวันนั้น ที่มาพร้อมภาพการแสดงแขวนคอในมหาวิทยาลัย สมัครเขียนว่า “เห็นว่าเป็นการจงใจที่จะทำให้ละม้ายเหมือนกับองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” และข่าว ‘การแสดงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว

คืนวันที่ 5 ตุลาฯ สมัครบรรยายว่ามีนักศึกษากว่า 3,000 คนชุมนุมในธรรมศาสตร์ และมีผู้คนหนาแน่นขึ้นทุกทีที่ท้องสนามหลวง ‘แสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ’ ที่จะเข้าไปดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่หมิ่นพระบรมโอรสาธิราชด้วยตัวเอง แต่นายกฯ ไม่กล้าตัดสินใจ

เขาเหน็บหม่อมเสนีย์ว่า “แน่ละสิครับ เพราะต้องถามพรรคพวกที่ติดต่อกับนักศึกษาดูก่อน” ฉะนั้นกว่าตำรวจจะได้คำสั่งก็ดึกดื่นค่อนคืน คำสั่งนั้นอนุมัติให้ตำรวจเอานักศึกษาออกจากธรรมศาสตร์ และหากตำรวจถูกทำร้าย ‘ให้ตำรวจยิงป้องกันตัวได้’

จากนั้นเขาเปรียบเทียบบทบาทของตำรวจว่า “คนกลางที่ไปยืนอยู่ระหว่างนักเลงที่กำลังยกพวกจะเข้าตีกัน”

จนเช้ามืดตำรวจจึงตัดสินใจบุกเข้าไป เจอการตอบโต้ แล้ว ‘ต่างฝ่ายก็ต่างยิงเข้าหากันเป็นอุตลุด’ “ไม่มีใครจะมาพูดกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด เพราะที่นั่นกลายเป็นสนามรบ” คือคำอธิบายของสมัครเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

บทสรุปของสมัครจัดวางตัวละครไว้ 3 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก่อปัญหาแล้วเข้าไปตั้งป้อมสู้อยู่ข้างใน ฝ่ายหนึ่งเคียดแค้นชิงชังจะพังเข้าไปจัดการเอง อีกฝ่ายคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ต้องพรวดพราดเข้าไปตรงกลาง เพื่อกวาดคนข้างในไปควบคุมไว้ ‘ในที่ปลอดภัย’

เรื่องเล่าแบบ ‘สนามรบ’ นี้ตรงกับคำให้การของ พลตำรวจโท สล้าง บุนนาค นายตำรวจผู้นำกำลังเข้าธรรมศาสตร์ในเช้าวันนั้น ซึ่งอ้างว่าถูกยิงด้วยปืนกลจากฝ่ายนักศึกษา แต่ข้อมูลที่ถูกรวบรวมในเวลาต่อมากลับชี้ไปอีกทาง ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มยิงเครื่องยิงลูกระเบิด M79 เข้าไปในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ราว 05.30 น. ตกกลางสนามฟุตบอลจนมีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย จากนั้นจึงระดมยิงด้วยอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่ที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่มีอาวุธ ไม่พบ ‘ปืนกล’ จากฝ่ายนักศึกษาตามที่กล่าวอ้าง

ส่วนที่ท้องสนามหลวง ภาพที่โลกจำได้ไม่ใช่ภาพ ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ ที่พาคนไปไว้ในที่ปลอดภัย แต่เป็นภาพศพที่ถูกแขวนคอกับต้นมะขาม ถูกทุบตีด้วยเก้าอี้พับ ถูกลากไปทั่วสนาม และร่างคนที่ถูกจับนั่งยางเผา บันทึกของสมัครส่งต่อช่วงเวลาเหล่านั้นให้ผู้อ่านเพียง 1 ประโยค ว่าเหตุการณ์เป็น ‘อย่างที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รู้ได้เห็น’ ก่อนปิดบทด้วยคำถามที่หันไปหาผู้มีความสำนึกต่อความรับผิดชอบในเรื่องบ้านเมืองว่า จะปล่อยให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรือ

บทถัดมาของสมัครตั้งชื่อว่า ‘ไม่ปฏิวัติ แต่ปฏิรูป’ เปิดด้วยวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ช่วงสายวันนั้น คู่ขนานกับการฟาดคนด้วยเก้าอี้และเผาคนนั่งยางที่ท้องสนามหลวง มีผู้คนชุมนุมหนาแน่นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ผลัดกันขึ้นพูดจนบ่ายคล้อย แล้วเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการกับผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนทยอยกลับ พอพลบค่ำ สถานีวิทยุก็ถ่ายทอดแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของ ‘คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน’

สมัครบอกว่า วันนั้นมีคนมาชวนเขาไปคุยกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ค่ำวันนั้นเขาได้รู้จักกับ พลเอก ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นครั้งแรก ซึ่งถามความเห็นว่า หากทหารจะสั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับชั่วคราวจะเป็นอย่างไร

“ผมก็ตอบไปทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ และผมไม่เห็นด้วย”

ทว่า ‘ผู้ใหญ่’ ของคณะปฏิรูปยืนยันความเห็นเดิมคือปิดหมด แล้วค่อยพิจารณาอนุญาตใหม่ วันรุ่งขึ้น คณะปฏิรูปฯ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตหนังสือพิมพ์ ประกอบด้วยทหาร 2 คน พลเรือน 3 คน และสมัครคือหนึ่งในนั้น เขาเข้าไปนั่งทำงานที่กองบัญชาการส่วนหน้า สนามเสือป่า ตั้งแต่วันนั้น

น่าสนใจว่าเขากลายเป็น 1 ใน 5 คนที่ตัดสินว่าสื่อฉบับใดจะได้กลับมาพิมพ์ในยุคที่หนังสือพิมพ์ฝ่ายก้าวหน้าจำนวนมากไม่เคยได้กลับมาอีกเลย

หลังจากนั้น ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ธานินทร์ประกาศจะวางรากฐานประชาธิปไตยด้วยเวลา 12 ปี และใช้นโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด จนนักศึกษาประชาชนจำนวนมากต้องเข้าป่า และผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคือ สมัคร สุนทรเวช คนที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์เขี่ยทิ้งไปไม่ถึงเดือนก่อนหน้า​

บันทึกของสมัครพาเราไปพบกับความ ‘ยุ่งเหยิง’ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านบันทึกนี้ ไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบเลยสักคน ตำรวจเป็นเพียงคนกลาง ฝูงชนเป็นเพียงผู้เคียดแค้น นายกฯ เป็นเพียงคนลังเล คณะปฏิรูปทำไปโดยกะทันหัน และสมัครเป็นเพียงอดีตรัฐมนตรีที่ถูกเขี่ยออกแล้วกลับมาใหม่ ความรุนแรงจึงเป็นเหมือนสภาพอากาศซึ่งเกิดขึ้นเองใน ‘สนามรบ’ ที่ไม่มีใครบอกได้ว่าใครถูกใครผิด

จนถึงวันนี้ ไม่เคยมีผู้ใดถูกดำเนินคดีจากการสังหารหมู่ 6 ตุลาฯ ขณะที่นักศึกษา 19 คนกลับถูกฟ้องด้วยข้อหาร้ายแรงหลายกระทง ก่อนจะได้รับนิรโทษกรรมในปี 2521 ด้วยกฎหมายฉบับเดียวกับที่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำความผิดทุกฝ่าย

สมัครเดินทางต่อบนเส้นทางการเมืองอีกกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งตั้งพรรคประชากรไทย เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกวุฒิสภา และนายกฯ ในปี 2551 และทุกครั้งที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ คำถามเรื่อง 6 ตุลาฯ ก็ตามมา จากบันทึกที่เลือกจะไม่พูดถึงผู้ตาย ถึงปี 2551 เรื่องเล่าของเขาก็ไปไกลขึ้นอีกขั้น เป็นการยืนยันต่อหน้ากล้องว่า วันนั้นมีคนตายเพียงคนเดียว และย้อนถามคนที่สงสัยว่า เกิดแล้วหรือยังตอนนั้น

50 ปีผ่านไป เรื่องน่าเศร้าก็คือ เรายังอยู่ในประเทศที่การยึดอำนาจยังคงเป็นทางเลือกที่ไม่เคยหายไป โดยข้อหาเกี่ยวกับสถาบันยังถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการเมือง และผู้มีอำนาจยังคงอธิบายความรุนแรงของรัฐด้วยภาษาของ ‘ความสงบเรียบร้อย’ หากความจำของรัฐถูกเขียนขึ้นโดยคนที่ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตรงนั้น แล้วคนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ ซึ่งหลายคนไม่ได้กลับบ้านในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จะเหลือที่ทางในประวัติศาสตร์นี้ตรงไหน

และถ้าประโยคที่บอกว่า “ไม่มีใครจะมาพูดกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด” ยังคงเป็นคำตอบที่สังคมไทยยอมรับได้ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าประโยคเดิมจะไม่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อ้างอิง

– สมัคร สุนทรเวช. (2551). การเมืองเรื่องตัณหา (น. 304-323).

– The Momentum. (2564). จากมีคนตาย ‘คนเดียว’ ถึงฆ่าคอมมิวนิสต์ ‘ไม่บาป’ ปฏิกิริยาฝ่ายขวา ต่อ 6 ตุลาฯ. https://themomentum.co/feature-rightwing-6oct/

– บันทึก 6 ตุลา. (ม.ป.ป.). https://doct6.com

Tags: , , , , , , ,