*** หมายเหตุ: บทความนี้มีความพยายามอย่างมากที่จะไม่พูดถึงเพจใดเพจหนึ่ง เพราะไม่อยากสร้าง Digital Footprint เพื่อเสริมสร้างการพูดถึง แต่คาดหวังว่าผู้อ่านจะทราบว่าหมายถึงใคร และนำไปตีความต่อยอดในบริบทที่กว้างขึ้นได้
ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ผู้คนไม่ได้ใช้ช่องทางดังกล่าวเพียงเพื่อติดตามข่าวสารและติดต่อกันอีกต่อไป แต่ยังใช้เพื่อสร้างตัวตน อาชีพ รายได้ ตลอดจนสร้างอิทธิพลทางความคิด
บางคนกลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่โน้มน้าวจิตใจและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ติดตามได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร สื่อ ไปจนถึงปรับเปลี่ยน ‘ทัศนคติและชุดความคิด’
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยอดเอนเกจเปลี่ยนเป็นชื่อเสียง โฆษณา และรายได้ ส่งผลให้ความสนใจของผู้คนในสังคมกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสื่อต่างแข่งขันช่วงชิงให้ได้มา
และเมื่อความสนใจมีราคา คอนเทนต์ที่ทำให้คนสนใจ อยากแสดงความคิดเห็นและส่งต่อ จึงมีมูลค่า โดยคอนเทนต์ที่อาศัยผลเสียจากกลไกดังกล่าวอย่างแยบยลคือ ‘Rage Bait Content’ หรือเนื้อหาที่สร้างขึ้นเพื่อทำให้ ‘โกรธ’
เพราะเมื่อมนุษย์เกิดความไม่พอใจจากสิ่งที่ยั่วยุและชวนหงุดหงิด ก็จะนำไปสู่การอยากโต้เถียง ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ (Interaction) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ด่า การแชร์เพื่อประณาม หรือเพียงเปิดดูตามกระแส ทั้งหมดล้วนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์อยู่ดี
โดยปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเหยื่อล่อแห่งความโกรธ คือ ‘ผู้หญิง’
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะพบว่ามีคอนเทนต์จากบางเพจที่พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาตัวเองของผู้ชาย หรือพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้ชายได้พบความรักดีๆ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อใหม่อย่างโซเชียลฯ หรือสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ เพราะเนื้อหาสื่อไม่ได้หยุดที่การสอนให้ผู้ชายดูแลตัวเอง แต่กลับลดทอนคุณค่าความเป็นผู้หญิง
ผ่านการมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ (Objectification) มากกว่าคุณค่าของความเป็นคน อย่างการเปรียบเทียบว่า ‘ผู้หญิงเป็นรถ’ ที่เป็นผลผลิตจากชุดความคิดแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ ซึ่งนอกจากจะเสริมสร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศเชิงความคิดแล้ว ยังเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังต่อผู้หญิง (Misogyny) ในสังคมอีกด้วย
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ชายก็ควรมีพื้นที่ในการพูดถึงปัญหาของตนเอง เช่น แนวทางการพัฒนาตนเอง สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ความคาดหวังจากครอบครัวและความกดดันในความสัมพันธ์ เพราะระบบปิตาธิปไตยไม่ได้สร้างผลกระทบต่อผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังสร้างกรอบที่กำหนดว่า ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ต้องประสบความสำเร็จ ต้องมีรายได้ ต้องไม่ร้องไห้ และต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองผ่านอำนาจ เงิน และความสามารถในการดูแลผู้หญิง
ดังนั้นการสร้างพื้นที่เพื่อช่วยให้ผู้ชายหลุดพ้นจากกรอบเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการพัฒนาไม่ได้หมายถึงการทำให้ผู้ชายเข้าใจระบอบทางสังคมที่กดทับตนเอง แต่เป็นการสอนว่าหากพัฒนาตัวเองให้ดีพอ ก็สมควรได้รับ ‘ผู้หญิงที่มีคุณภาพเหมือนกับรถสปอร์ตราคาแพง’
เมื่ออธิบายความสัมพันธ์เช่นนั้น ผู้หญิงจึงไม่ได้อยู่ในฐานะมนุษย์อีกคนหนึ่งที่มีความต้องการ ความรู้สึก ความฝัน และสิทธิในการเลือกคู่ครอง แต่กลายเป็น ‘สินค้า’ ที่มีคุณภาพแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังมีการพูดดูถูกเพศหญิงจากการตั้งคำถามว่า “ในโลกใบนี้มีสิ่งไหนที่ผู้หญิงประดิษฐ์บ้าง มีหรือเปล่า ทุกอย่างแม่งประดิษฐ์โดยผู้ชายหมด มีผู้หญิงประดิษฐ์สิ่งไหนบ้างวะ กูยังไม่รู้เลย กูยังคิดไม่ออกเลยเนี่ย ผู้หญิงประดิษฐ์สิ่งไหนบ้างวะ ผู้หญิงยังไม่รู้จักซ้ายขวาเลย”
หากมองอย่างผิวเผิน คำถามดังกล่าวอาจถูกมองเป็นเพียงการแสดงความเห็นทั่วไป แต่แท้จริงแล้วอาจถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จสู่โลกออนไลน์ เพราะความคิดเห็นไม่ได้มีสถานะอยู่เหนือข้อเท็จจริง
หากมีความพยายามมากกว่านี้สักนิด และค้นหาข้อมูลก็จะพบว่า บนโลกใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งของมากมายที่ผู้หญิงประดิษฐ์ หรือหากศึกษาอีกสักนิดก็คงจะพบว่า ไวฟายที่ท่านใช้ในการจัดรายการ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจาก ‘ผู้หญิง’ ที่ชื่อว่า ‘เฮดี ลามาร์’ (Hedy Lamarr) เธอเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่คิดค้นระบบสื่อสารไร้สายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับสิทธิบัตรในปี 1942 ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีอย่างไวฟาย บลูทูธ และ GPS
ทั้งนี้ หากศึกษาให้มากกว่านี้ก็จะรู้ว่า ‘ในอดีต’ ผู้หญิงถูกกดทับมากเพียงใดในระบบการศึกษา อย่างในโลกตะวันตกเองก็มีการกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาเช่นเดียวกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดยั้งผู้หญิงจากความสำเร็จ เพราะในประเทศฝรั่งเศส มีการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งผู้หญิงคนแรกในฝรั่งเศสที่ได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกคือ ‘มารี คูรี’ (Marie Curie) บุคคลเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลใน 2 สาขาที่แตกต่างกัน
ดังนั้นอาจไม่ใช่เพราะโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ผู้หญิงประดิษฐ์ แต่อาจเป็นเพราะความโลกแคบและความเขลาของผู้ชาย ที่บดบังความสำเร็จของผู้หญิงไว้
อีกทั้งยังเห็นได้ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงไม่ได้เริ่มแข่งขันจากจุดเดียวกับผู้ชาย เพราะ ‘ประเทศไทย’ เองก็มีความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาระหว่างทั้ง 2 เพศ ซึ่งอดีตเคยจำกัดการศึกษาเอาไว้สำหรับผู้ชาย เพราะผู้สอนคือพระ และเรียนหนังสือที่วัด ขณะที่ผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่ในบ้านเพื่อฝึกวิชาการเรือนและการครัวเท่านั้น จนกระทั่งในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ผู้หญิงไทยเริ่มเข้าถึงการศึกษาในระบบโรงเรียนสมัยใหม่ และขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5
ชุดความคิดดังกล่าวสามารถอธิบายผ่าน ‘แนวคิดการยึดเพศชายเป็นศูนย์กลาง’ (Androcentrism) ที่ประเมินค่า สร้างความรู้ และกำหนดบรรทัดฐานของสังคมโดยใช้ประสบการณ์ มุมมอง หรือค่านิยมของผู้ชายเป็นมาตรฐาน
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงอายุของผู้หญิง ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือกำหนดคุณค่า ผ่านการตั้งคำถามในเชิงดูหมิ่นผู้หญิงว่า “ผู้หญิงแก่ อายุ 35 คุณยังจะเอาอยู่เหรอ” โดยอ้างว่าผู้หญิงอายุ 30 หรือ 35 ปีขึ้นไปนั้น ‘ไม่สวยแล้ว’ หากผู้ชายต้องพัฒนาตัวเอง แต่กลับต้องได้แฟนไม่สวยหรือ ‘อายุมาก’ ก็ไม่คุ้มค่าที่จะพัฒนาตนเอง
แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่ความพึงพอใจ เพราะความพึงพอใจหรือความชอบส่วนบุคคล จะต้องไม่ขยายไปสู่การลดทอนคุณค่าคนอื่น ดังนั้นแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นอคติรูปแบบหนึ่งจากการตีขลุมกลุ่มคนผ่านอคติต่อ ‘อายุ’ และ ‘เพศ’ จนส่งผลให้ผู้หญิงถูกประเมินหรือวัดคุณค่าจากอายุแตกต่างจากผู้ชาย หรือที่เรียกว่า ‘Gendered Ageism’
แนวคิดข้างต้นเป็นการผูกคุณค่าผู้หญิงและความงามไว้กับความเยาว์วัย ผิดกับผู้ชายที่มักถูกมองว่าดูภูมิฐานขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า อายุของผู้หญิงมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับความคิดเห็นเชิงลบต่อรูปลักษณ์ บทบาท และเรื่องเพศ ตลอดจนสร้างแรงกดดันให้ผู้หญิงต้องรักษาความอ่อนเยาว์ เพราะการแก่ชราที่มองเห็นได้ จะถูกตีความเป็นการสูญเสีย ทั้งความงาม ความน่าดึงดูด และการมองเห็นทางสังคม
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถาม หรืออธิบายว่า “ผู้หญิงอายุ 35 ยังสวยอยู่” ยังมีผู้ชายอยากแต่งงานด้วย และยังเป็นตัวเลือกที่ดีในตลาดหาคู่ เพราะการตอบเช่นนั้น อาจเป็นเหมือนการยอมรับสมมติฐานเดิมว่า ‘คุณค่าของผู้หญิงขึ้นอยู่กับการได้รับเลือกจากผู้ชาย’ นอกจากนี้เมื่อพูดถึงเรื่องอายุ อาจเห็นถึงความสองมาตรฐานจากการที่ผู้หญิงต้องเผชิญแรงกดดันทางสังคมมากกว่า ทั้งการต้องรักษาความอ่อนเยาว์ของหน้าตาและผิวพรรณ โดยเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนก็จะต้องมีสถานะทางสังคม มีคู่ครอง และมีสถานะทางการเงินหรือการงานที่ดีเช่นกัน ในขณะที่เมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น ก็จะได้รับการยอมรับตามช่วงวัย หรือยิ่งมีอายุมากก็ยิ่งได้รับความเคารพมาก
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลมาจากการหล่อหลอมของสังคม ที่เด็กผู้หญิงมักได้รับการหล่อหลอมให้ใส่ใจตนเอง ทั้งการทำความเข้าใจเมื่อมีประจำเดือน การควบคุมพฤติกรรมจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ เช่น กระโปรงนักเรียน หรือแม้แต่การรับผิดชอบงานบ้าน จากการมองว่าเป็นงานของผู้หญิง ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคม ที่เด็กผู้หญิงต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าเด็กผู้ชาย
ขณะเดียวกัน การหล่อหลอมของสังคมก็สร้างค่านิยมที่ผิดแปลกให้กับเด็กผู้ชาย อย่างการกดทับการแสดงความอ่อนแอ เช่น การห้ามร้องไห้ ที่แม้แต่เพลงในยุคปัจจุบันก็ยังพูดถึง อย่างเพลง Boys Don’t Cry ของ Proxie ที่มีท่อนหนึ่งสะท้อนชุดความคิดหรือค่านิยมดังกล่าวของสังคมที่ว่า “ป่ะป๊า หม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”
ซึ่งค่านิยมที่ผูกความเข้มแข็งของผู้ชายสู่เด็ก ส่งผลให้พัฒนาการด้านการจัดการอารมณ์และวุฒิภาวะทางอารมณ์ล่าช้า ถือเป็นภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย ที่นอกจากจะส่งผลเสียต่อผู้หญิงแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผู้ชายอีกด้วย
แล้วอย่างนี้ คอนเทนต์และเพจที่ต้องการส่งเสริม (Empower) หรือสนับสนุนผู้ชายและความเป็นชายยังเป็นเช่นนี้จริงหรือ หรือเป็นเพียงคอนเทนต์ที่ต้องการสร้างความเกลียดชังต่อผู้หญิงในสังคม และกระตุ้นอารมณ์ที่รุนแรงของผู้คนเพื่อสาดแสงให้ตัวเอง หรือสร้างยอดเอนเกจที่อาจเอาไปต่อยอดในอนาคต
มากไปกว่านี้ เมื่อถูกกระแสสังคมตีกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่การยื่นอกรับผิดพร้อมคำมั่นในการแก้ไขปรับปรุงให้สมกับ ‘ความเป็นลูกผู้ชาย’ (ที่แม้ว่าปกติจะไม่ชอบและไม่ใช้คำนี้ แต่ก็ขอใช้ในโอกาสนี้แล้วกัน) แต่กลายเป็นว่าเพจดังกล่าวไม่ปรากฏในการค้นหาบน Facebook แล้ว โดยผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการดำเนินการโดยเจ้าของเพจ หรือเป็นการระงับโดยแพลตฟอร์ม ที่แม้ว่าจะยังคงปรากฏบัญชีผู้ใช้ส่วนตัว พร้อมโพสต์และแชร์เนื้อหาที่กระแสสังคมกำลังตีกลับอยู่ก็ตาม โดยเนื้อหาที่ออกมาก็ล้วนเป็น Rage Bait Content ทั้งนั้น
พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าการขาดความรับผิดชอบ (Accountability) ของผู้ผลิตสื่อ เพราะหากทุกคนสร้างสื่อได้ นั่นหมายความว่าอาจเป็นการสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้อื่นได้ด้วย และแน่นอนว่า ความรับผิดชอบไม่ได้หมายความว่า ผู้ผลิตเนื้อหาต้องพูดถูกต้องทุกครั้ง เพราะมนุษย์ผิดพลาดได้ ถูกวิจารณ์ เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงได้ แต่ควรที่จะมีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากการยอมรับว่า สิ่งที่พูดออกไปมีผลกระทบเชิงลบต่อคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสร้างผลเสียที่หยั่งรากลึกในสังคม
อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่หนึ่งประกาศว่า ต้องการส่งเสริมผู้ชาย สิ่งที่ควรทำอาจเป็นการช่วยให้ผู้ชายตั้งคำถามต่อมาตรฐานเหล่านี้ เรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ที่เคารพอีกฝ่าย และตระหนักในคุณค่าของตนเอง
เพราะหากสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนาผู้ชาย’ ยังต้องอาศัยการบอกว่า ผู้หญิงเปรียบเสมือนรถยนต์ที่เลือกได้ตามราคา ผู้หญิงไม่ได้สร้างอะไรให้โลก และผู้หญิงอายุมากไม่มีคุณค่า
สิ่งดังกล่าวอาจไม่ใช่การปลดเปลื้องพันธนาการที่เรียกว่าระบอบปิตาธิปไตย แต่เป็นเพียงการสอนให้พวกเขาเหยียบผู้คนเพื่อปีนขึ้นไปอยู่สูงกว่าเดิมภายใต้โครงสร้างเดียวกัน
แนวทางดังกล่าวยิ่งทวีความน่ากลัว เพราะความเกลียดชังและอคติต่อผู้หญิงไม่ได้ดำรงอยู่แค่ในฐานะชุดความคิด แต่กลายเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า ‘กลยุทธ์การสร้างเนื้อหาสื่อ’ เพราะยอดการมีส่วนร่วมอาจเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ และความเกลียดชังก็กลายเป็นทุนในที่สุด
ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงทำให้ผู้ผลิตสื่อแบบ Rage Bait อยู่ในสถานะที่ประหลาด เพราะแม้จะถูกผู้คนจำนวนมหาศาลเกลียด แต่ในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนั้นก็กำลังช่วยกระจายเนื้อหาสื่อให้พวกเขา
ดังนั้นปัญหาอาจเป็นเพราะระบบนิเวศของสื่อสังคมออนไลน์ ที่ความโกรธกลายเป็นเชื้อเพลิงให้เนื้อหาที่กำลังต่อต้าน เพราะยิ่งเข้าไปด่า อัลกอริทึมจะเรียนรู้ว่าเนื้อหาลักษณะนี้จะสร้างการตอบโต้ ยิ่งแชร์เพื่อขำ อัลกอริทึมจะส่งต่อให้คนที่รู้จักมาดู ซึ่งจะเพิ่มการมองเห็นให้ โดยทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตสื่อต้องการ
การรับมือกับเนื้อหาสื่อประเภท Rage Bait อาจไม่ใช่การโกรธและโต้ตอบ แม้บางเรื่องอาจเป็นเรื่องชวนโกรธ สมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือแก้ไขข้อมูลที่ผิด และไม่ควรที่จะรู้สึกว่าต้องเงียบ เพียงเพราะกลัวว่าจะไปเพิ่มการมีส่วนร่วมให้กับเนื้อหาสื่อดังกล่าว
แต่ขอให้นำความโกรธไปใช้ในพื้นที่ที่ดีกว่า เช่น การสร้างเนื้อหาสื่อในพื้นที่ของตนเอง โดยอธิบายว่าข้อมูลผิดตรงไหน สนับสนุนผู้ที่ถูกกดทับ และเปลี่ยนความสนใจจากคนที่สร้างปัญหา ไปสู่ความรู้ที่จะช่วยให้สังคมเข้าใจปัญหานั้นมากขึ้น
ที่มา:
– สุวดี ธนประสิทธิ์พัฒนา. (2016). กว่าจะถึงอุดมศึกษา: การศึกษาของสตรีไทยสมัยปฏิรูป. Journal of Letter, 39(1), 302-337.
– https://corp.oup.com/news/the-oxford-word-of-the-year-2025-is-rage-bait
– https://www.apa.org/news/apa/2019/boys-men-look.html
– https://www.invent.org/inductees/hedy-lamarr
– https://www.nobelprize.org/stories/women-who-changed-science/marie-curie?keyword=x-ray
– https://www.un.org/development/desa/dspd/wp-content/uploads/sites/22/2021/03/9789240016866-eng.pdf
Tags: Gender, content, influencer, ปิตาธิปไตย, Misogyny, Rage Bait Content, อคติต่อผู้หญิง




