1.

“ทุกคนจำไว้นะ งานนี้ห้ามตาย ไม่อย่างนั้น พวกเอ็งจะโดนลงโทษอย่างหนัก”

นี่คือถ้อยคำประกาศกร้าวของหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ที่ผสมกันระหว่างตำรวจกับทหารจากทุกเหล่าทัพ พวกเขาฝึกซ้อมและเตรียมตัวมานานนับร้อยวัน โดยสำรวจทุกความผิดพลาดและความเป็นไปได้ทั้งหมด

บัดนี้พวกเขาทั้ง 70 นายพร้อมแล้ว รอเพียงคำสั่งจากรัฐบาลเปรูเท่านั้น หากได้รับไฟเขียวเมื่อไร ยิงกันเลือดสาดแน่นอน

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งนั่งรออย่างนิ่งเงียบที่อุโมงค์ใต้ดิน เขาจับปืนไว้แน่น ภายนอกดูเย็นชา แต่ภายในกลับร้อนรุ่ม หัวใจเต้นแรง ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์

“อีกไม่กี่ชั่วโมง เราจะได้เผชิญหน้ากับไอ้ระยำที่ฆ่าคนและทำร้ายประเทศแล้ว”

และเมื่อถึงเวลา 15.23 น. ของวันที่ 22 เมษายน 1997 รัฐบาลจึงอนุญาตให้ลงมือปฏิบัติการได้ เหล่านักรบที่ทาหน้าอำพรางตนในชุดสีเขียวพร้อมอาวุธออกศึกก็เริ่มงานตามแผน พวกเขาได้รับคำสั่งอย่างเฉียบขาด

“เราไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย เราจะไม่ปรานีพวกมัน ถ้าอีกฝ่ายสู้ เราจะจัดการอย่างเฉียบขาด”

ไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษของเปรูจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พวกเขารักษาคำพูด

2.

วันที่ 17 ธันวาคม 1996 ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศเปรู มีพิธีฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพล่วงหน้าแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอากิฮิโตะ ภายในงานมีอาหาร เครื่องดื่ม และแขกเหรื่อกว่า 500 คนเข้าร่วม

บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเปรูคอยอารักขาอยู่ด้านนอกกว่า 50 นาย ขณะที่ภายใน ยังมีชุดคุ้มกันอีก 10 กว่านาย คอยสอดส่องสำรวจภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที

เพราะเปรูเวลานั้นกำลังเผชิญกับความหฤโหดของผู้ก่อการร้ายที่พยายามทำสงครามกลางเมือง เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐและพาประเทศเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ วิธีการของพวกเขาคือใช้ความรุนแรงแทบทุกประเภทเพื่อทำให้เจ้าหน้าที่กลัว และทางการสยบยอม

ไม่ว่าจะเป็นการลอบฆ่าทหาร ไล่ยิงตำรวจ หลายคนถูกปลิดชีพอย่างเลือดเย็น นั่นทำให้รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด มีการจับกุมกลุ่มกบฏนับร้อย ถูกยัดเข้าคุกและรอดำเนินคดีอย่างเข้มข้น

ความวุ่นวายของประเทศทำให้การจัดงานที่สถานทูตญี่ปุ่นในตอนนั้นต้องมีการวางกำลังป้องกันอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรหรือไม่

นับว่าทางการตัดสินใจถูกต้องแล้ว แต่ไม่อาจป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขณะที่ทุกคนกำลังเฉลิมฉลองและพูดคุยกันอย่างออกรส เหล่านักรบก่อการร้ายจำนวน 14 คนทั้งชายหญิง ติดอาวุธครบมือ ลอบปีนกำแพงสถานทูตอย่างเงียบเชียบ ไม่มีทีมรักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่จะสังเกตทัน พวกมันอาศัยความมืดของราตรีเป็นเกราะกำบังชั้นยอด

เมื่อ 14 ผู้ก่อเหตุเข้าไปภายในเรียบร้อยแล้ว จึงควักอาวุธปืน AK ทรงประสิทธิภาพออกมา แล้วลั่นกระสุนขึ้นฟ้า ทำเอาแขกในงานแตกตื่น ข้าราชการระดับสูงและเหล่านายพลของเปรูอยู่ในอาการตกตะลึง กินเวลาไม่กี่วินาที ทุกคนถูกกวาดต้อนไปรวมตัวกันในจุดเดียว

“ถ้าใครทำอะไรโง่ๆ กูจะโยนระเบิดให้ชิม”

ตำรวจปฏิบัติการพิเศษรับแจ้งเตือนแล้วจึงรีบนำกำลังไปช่วยทันที แต่เพราะผู้ก่อการร้ายยึดอาคารไว้เรียบร้อย จึงวางกำลังป้องกันได้อย่างสบาย พวกมันลงมือสาดกระสุนที่เตรียมมาจำนวนมาก ทำให้ทางการต้องล่าถอย

14 นักรบเตรียมตัวมาอย่างครบครัน ทุกคนมีอุปกรณ์กันแก๊สและอาวุธสังหาร อีกทั้งยังมีตัวประกันในมือกว่า 500 คน ทั้งนักการทูตของประเทศอื่น คนในกระทรวงการต่างประเทศ และคนของรัฐบาลเปรู

“ปล่อยพี่น้องนับร้อยของเราที่ติดคุกออกมา แล้วก็เอาเงินมาจ่ายค่าหัวตัวประกันเหล่านี้ด้วย”

นี่คือข้อเรียกร้องของพวกเขา และพลันที่เรื่องนี้ไปถึงประธานาธิบดี เขามีคำสั่งเรียบง่าย

“เราไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย เปรูจะไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด”

ประโยคง่ายๆ ถูกสั่งการลงมาเป็นทอด กองทัพเริ่มวางแผนครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายหลักคือปลิดชีพ 14 วายร้าย และช่วยตัวประกันออกมาให้ได้โดยเร็ว และเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เพราะหากพลาด สถานทูตญี่ปุ่นจะกลายเป็นสมรภูมิเลือดที่มีแต่ศพอย่างแน่นอน

3.

รัฐบาลเปรูส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นหัวหน้าคณะเจรจา พวกเขายืนยันว่าไม่อาจปล่อยนักโทษกบฏได้ หรือจะให้หาเงินมาจ่ายค่าหัวก็คงจะไม่พอที่จะช่วยตัวประกันทั้งหมด

มาตรการไม้แข็งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกบฏอย่างมาก กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่า หากลงมือสังหารตัวประกันที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กระแสสังคมจะตีกลับ และพวกเขาจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายตามที่รัฐบาลประณาม แทนที่จะได้เป็นนักปฏิวัติอย่างที่วาดหวังไว้

การเจรจาจึงดำเนินต่อไป มีการทยอยปล่อยตัวประกันออกมาอีกนับร้อยเพื่อแลกกับอาหารที่หน่วยกาชาดสากลส่งเข้าไป

ระหว่างนั้นชุดปฏิบัติการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่เอาอาหารไปให้ แล้วออกสำรวจตัวประกัน พวกเขาเห็นเหล่านายพล และเพียงจ้องตากันก็รู้ว่าพึ่งพานายทหารพวกนี้ได้แน่

สายลับแฝงกายเอากล้องซ่อนไว้ในลังขวดน้ำและบอร์ดเกม ให้ตัวประกันแอบนำไปติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อดูทุกความเคลื่อนไหว และสำรวจการวางกำลังของกองโจรพวกนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ทางการยังลอบนำวิทยุสื่อสารไปให้ตัวประกัน เพื่อให้สื่อสารกันได้ และเมื่อถึงเวลาลงมือจริงๆ ทุกคนจะได้เตรียมพร้อม ก้มหน้า หมอบต่ำไปรวมกันที่จุดเดียว จะได้รอดพ้นการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังปลอมตัวเป็นนักข่าวไปขอสัมภาษณ์หัวหน้าผู้ก่อการร้ายสุดโม้ อีกทั้งยังพาทัวร์สถานที่กักขังตัวประกันและการวางกำลัง มันกลายเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ใช้ประเมินและวางแผนลงมือได้อย่างดีเยี่ยม

ฟากชุดปฏิบัติการที่จะต้องบุกเข้าไปช่วยตัวประกันก็เริ่มลงมือซักซ้อม โดยพวกเขาถูกคัดเลือกจากหน่วยหัวกะทิชั้นยอดของตำรวจ ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ จำนวน 70 นาย ก่อนถูกส่งไปฝึก ขณะที่หัวหน้าชุดร่างแผนก็นำแบบแปลนของสถานทูตมาวิเคราะห์อย่างละเอียด

“เราปีนกำแพงฝ่ามาไม่ได้ เพราะพวกมันวางระเบิดไว้”

เมื่อสำรวจทุกความเป็นไปได้ ทุกอย่างจึงถูกร่างขึ้น “เราจะขุดอุโมงค์ แล้วส่งคนไปโผล่กลางอาคารของสถานทูตแทน”

ช่างเป็นสิ่งที่บ้าบิ่น แต่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะหากบุกด้วยการปีนกำแพงก็อาจเจอระเบิด หรือประชาชนโดยรอบจะโดนลูกหลงได้ งานนี้จึงต้องทำอย่างเงียบเชียบและว่องไว

ทุกอย่างเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ระหว่างนั้นตำรวจจะเปิดเพลงและขับรถบรรทุกเพื่อกลบเสียงการขุดเจาะยามค่ำคืน และหลบเลี่ยงความสนใจ พวกเขาใช้กำลังตำรวจไปรวมตัวหน้าสถานทูต โดยในวันปฏิบัติการจริง กลุ่มคนเหล่านี้จะปีนกำแพงอย่างช้าๆ เพื่อทำลายระเบิดที่ซ่อนไว้ แล้วปูพรมยิงถล่มผู้ก่อการร้ายด้วย

สื่อมวลชนและคนทั้งโลกจะเห็นทีมงานชุดนี้ก่อนโดยไม่รู้ว่า ชุดที่จะลงมือเด็ดหัววายร้ายตัวจริงนั้น จะโผล่มาจากใต้ดินต่างหาก เวลาที่ล่วงผ่านเป็นเดือน ทางเจ้าหน้าที่รับรู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด การเจรจาดำเนินต่อไป จนตัวประกันค่อยๆ ได้รับการปล่อยตัวจนเหลือ 72 คนเท่านั้น

ระหว่างนั้น ฝ่ายพิราบก็ได้แต่หวังว่าคนกลุ่มนี้จะยอมแพ้ วางอาวุธ แล้วปล่อยคนที่เหลือ กระนั้นหัวหน้าวายร้ายไม่คิดแบบนั้น เขาต้องการประวิงเวลา และต้องการให้ปล่อยเพื่อนนักโทษทั้งหมด 

นั่นทำให้สายเหยี่ยวในรัฐบาลเปรูตัดสินใจ เมื่ออุโมงค์ขุดพร้อมใช้งานเมื่อไร เราจะบุกโดยไม่มีเกียร์ถอยอย่างเด็ดขาด

ผ่านไป 100 กว่าวัน กระทั่งเดือนเมษายน บัดนี้แผนการที่ร่างไว้พร้อมใช้งาน และอุโมงค์ก็ขุดจนเสร็จสิ้น ทีมปฏิบัติการสำรวจทุกความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น และคำนึงถึงสิ่งไม่คาดฝัน

“พวกเราพร้อมแล้ว”

เมื่อได้รับไฟเขียว เจ้าหน้าที่จึงทำตามแผนอย่างเคร่งครัด เวลา 15.03 น. ของวันที่ 22 เมษายน 1997 เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังวิทยุสื่อสารที่ตัวประกันได้รับ นั่นทำให้ทั้ง 72 คนแอบไปรวมตัวกันตามห้องต่างๆ ไม่เคลื่อนย้ายออกไปไหน ก้มหน้า พร้อมหมอบแนบกับพื้น เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

เมื่อถึงเวลา 15.23 น. เสียงระเบิดที่ติดไว้ที่พื้นดินด้านล่างก็ดังกึกก้อง เป็นสัญญาณให้เริ่มลงมือ

ได้เวลาจัดการผู้ก่อการร้ายแล้ว!

4.

ในช่วงเวลานั้น เจ้าหน้าที่รู้ว่า พวกผู้ก่อการร้ายจะเล่นฟุตบอลเพื่อผ่อนคลายฝั่งละ 5 คน นั่นเป็นนาทีที่พวกมันเปราะบางที่สุด เมื่อระเบิดทำงาน ส่งผลให้พื้นยุบตัว กลุ่มกบฏต่างไม่ทันคว้าปืน AK ที่วางไว้ แรงระเบิดทำให้พวกมันตายคาที่ทันที 4 ศพ

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษคลานผ่านอุโมงค์แล้วโผล่ขึ้นมาจากหลุม จากนั้นเสียงปืนก็รัวสนั่น ผู้ก่อการร้ายที่รอดชีวิตและบาดเจ็บจากเศษระเบิดพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อหยิบปืนมาสู้แต่ไม่สำเร็จ หน่วยรบช่วยตัวประกันขึ้นมาจากอุโมงค์และเด็ดหัวพวกวายร้ายเสียก่อน

ขณะที่ภายนอก หลังได้ยินเสียงระเบิด เจ้าหน้าที่นำบันไดมาวางทาบกับกำแพงแล้วปีนขึ้นไป บางส่วนลั่นกระสุนส่งผู้ก่อการร้ายไปยังยมโลกแบบเฉียบพลัน

ทีมที่ฝ่ากำแพงใช้เวลาจัดการกับระเบิดที่วางไว้ก่อนอย่างรอบคอบ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ข้ามมาได้ ก่อนตรงไปยังประตู เปิดมันออกเพื่อรับตัวประกันที่หนีออกมา พวกเขาเข้าไปยังพื้นที่สถานทูตแล้วเห็นหญิงสาว 2 คนพยายามหันปืน AK มาหา

“พวกเธอยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย แต่ตอนนั้นผมรู้แค่ว่า ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ จะผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกเขายิงปืนแม่นกันทุกคน ดังนั้นเราไม่ประมาท”

เสียงปืนดังขึ้น เด็กสาว 2 คนถูกยิงจนตายคาที่ ไม่ทันแม้แต่เหนี่ยวไกปืน AK กินเวลาเพียง 22 นาที ภาพปฏิบัติการระห่ำบ้าเลือด แต่รวดเร็ว เฉียบขาด และเกิดการสูญเสียน้อยมาก ก็ประจักษ์แก่สายตาสื่อมวลชนและประชาชน  

ตัวประกัน 71 คนจากทั้งหมด 72 คนปลอดภัย บางคนบาดเจ็บจากเศษกระสุนเล็กน้อย มีเพียงตัวประกันคนเดียวที่หัวใจวายตายหลังถูกผู้ก่อการร้ายยิง

ขณะที่ชุดปฏิบัติการได้รับบาดเจ็บ 9 นาย และเสียชีวิต 2 นาย คนแรกเป็นร้อยโทหนุ่มที่ถูกยิงขณะดวลปืนกับคนร้าย และอีกคนเป็นพันเอกที่สละชีวิต เอาตัวเข้าไปบังตัวประกันจากคมกระสุน

แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จ พวกเขาได้ปลดปล่อยตัวประกันและจัดการผู้ก่อการร้ายเรียบวุธ 14 ศพ ไม่ปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปก่อเรื่องได้อีก

“เราไม่ยอมให้พวกมันข่มขู่เปรูอีกแล้ว”

ผลงานชิ้นนี้ได้รับการซูฮกไปทั่วโลก ทีมปฏิบัติการทั้งหมด รวมถึงวีรชนที่สละชีพได้รับเหรียญรางวัลชั้นสูงสุดจากประธานาธิบดี ซึ่งประกาศให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปี เป็นวันแห่งเกียรติยศของกองทัพเปรูอีกด้วย

5.

ความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ทำให้สังคมเปรูภาคภูมิใจ และกระแสสนับสนุนรัฐบาลก็เพิ่มสูงขึ้นมาก จนทำให้มีความชอบธรรมในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายซ้ายจัดอย่างเต็มที่ หลังจบสิ้นเหตุการณ์ช่วยตัวประกัน ทางการส่งกำลังเข้าโจมตีฐานที่มั่นกลุ่มกองโจรนี้อย่างเข้มข้น

กินเวลาไม่กี่เดือน ในที่สุดกลุ่มผู้ก่อการร้ายก็สิ้นฤทธิ์ หากไม่ยอมแพ้ ก็ตายจากโลก หรือถูกบังคับให้หลบหนีและวางอาวุธ ไม่คิดจะต่อกรกับรัฐบาลอีกต่อไป

“ไม่มีใครตำหนิเราได้กับการลงมือในวันนั้น” เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องพูด

หลังเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการต่างตะโกนโห่ร้องอย่างภาคภูมิใจที่งานสัมฤทธิ์ผล พวกเขาหลายคนไปซื้ออาหารเครื่องดื่มจากพ่อค้าหาบเร่ที่เข้ามาในจุดเกิดเหตุ หลังเหน็ดเหนื่อยและทุ่มเทเวลานานหลายเดือน

ผลที่ได้คุ้มเกินคาด เป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ให้กับเปรู

และที่สำคัญ…

“เรายังเป็นคนตอกตะปูตัวสุดท้ายใส่โลงศพพวกผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ด้วย”

อ้างอิง:

https://www.nytimes.com/1997/04/23/world/peru-troops-rescue-hostages-rebels-slain-as-standoff-ends.html

https://thewire.in/world/lessons-in-resolving-hostage-crises-from-perus-operation-chavin-de-huantar

https://www.badassoftheweek.com/chavin

Tags: , , , , , , , , ,