ปี 2008 คนทำหนังชาวเกาหลีใต้วัย 33 ปี สร้างแรงสะเทือนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่บ้านเกิด เมื่อหนังยาวเรื่องแรกของเขา ไม่เพียงเล่าประเด็นหนักหน่วงและสุดแสนจะไม่ประนีประนอมเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง หากแต่ยังไปไกลถึงขั้นเข้าชิงรางวัลกล้องทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย
The Chaser (2008) ทำให้ นา ฮงจิน (Na Hong-jin) ชายหนุ่มที่ทำงานในวงการโฆษณาและกำกับหนังสั้นมาเพียงไม่กี่เรื่อง กลายเป็นคนทำหนังที่น่าจับตาของวงการหนังในเกาหลีใต้ ปีที่หนังออกฉาย ตัวหนังสร้างรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศ และนั่นคือปฐมบทของเขา ก่อนจะเดินทางมาถึงภาพยนตร์ลำดับล่าสุดอย่าง Hope (2026) ที่เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุดด้วย
นากำกับหนังไม่เยอะนัก และหากมองในภาพใหญ่ ส่วนมากแล้วหนังของเขามักสำรวจประเด็นความซับซ้อนเปราะบางที่พร้อมจะถูกผลักไปสู่เขตแดนความบ้าคลั่งของมนุษย์ “บอกไปไม่รู้ว่าพวกคุณจะเชื่อไหม แต่ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยกล้าดูหนังน่ากลัวๆ หรอกนะ” นาให้สัมภาษณ์ “ผมดูแล้วรู้สึกเครียด ตอนเด็กๆ นี่ดูไม่ได้เลย จนตอนนี้ถ้าต้องดูก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่
“แต่เรื่องคือว่า เวลาทำหนังเฮอร์เรอร์เนี่ย ผมสนุกสุดๆ ไปเลยนี่สิ”
The Chaser เล่าเรื่องสุดวิปลาสของ จุงโฮ (คิม ยุนซอก) อดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นอาชญากรเสียเอง ด้วยการนั่งแท่นเป็นแมงดาคุมซ่อง เขาไม่ได้แยแสเงื่อนไขทางกฎหมาย หรืออดีตที่ตนเคยเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่อย่างใด
สิ่งเดียวที่ทำให้จุงโฮวิตก คือการที่ผู้หญิงในสังกัดของเขาทยอยหายตัวไปทีละคน รวมถึง มิจิน (ซอ ยองฮี) หญิงคนหนึ่งที่ต้องขายบริการเพื่อเอาเงินไปรักษาลูกสาวซึ่งป่วยไข้ จุงโฮจึงออกไล่ล่าตามตัวชายปริศนาที่เขาเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของบรรดาผู้หญิง และทุกหลักฐานก็บ่งชี้มาที่ ยองมิน (ฮา จองอู) ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่ง ที่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมบอกว่าเขาพาตัวมิจินไปไว้ที่ไหน หรือมีเหตุผลอะไรที่ต้องฆ่าเหยื่อทั้งหมด
และโจทย์ที่จุงโฮต้องเจอกลับกลายเป็นว่า แม้เขาจะจับตัวฆาตกรได้แล้วก็จริง แต่หากเขาไม่มีหลักฐานที่แข็งแรงมากพอ เขาก็ไม่มีเงื่อนไขอื่นนอกจากปล่อยให้ยองมินเป็นอิสระอีกครั้ง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าชายคนนี้คือฆาตกรต่อเนื่องที่ทางการตามหาอยู่
หนังไม่ได้ทำให้คนดูเอาใจช่วยทั้งจุงโฮและยองมิน ตรงกันข้าม มันฉายให้เห็นความดำมืดวิปริตอันเป็นรากเหง้าแห่งความรุนแรงในตัวทั้งสอง ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเกาหลีใต้ “ผมว่าการที่ตัวละครเป็นฆาตกรต่อเนื่อง มันก็มีเหตุผลที่เหมาะสมที่จะใช้ตัวละครนี้ถ่ายทอดความโกรธออกมาอยู่นะ” นามองย้อนหนังตัวเอง “แต่พอทำหนังไปเรื่อยๆ ความโกรธเกรี้ยวนั้นก็กลายเป็นความเข้าใจ หรือไม่ก็แค่ผมพยายามทำความเข้าใจด้านดำมืดของมนุษย์ ที่เราคิดว่าพวกเขาชั่วช้าและเป็นปีศาจ
“เพราะงั้นแทนที่จะเป็นความโกรธ ผมเลยพยายามถ่ายทอดหรือพยายามเข้าใจว่า ในความโกรธนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่
และนั่นอาจเป็นที่มาของ The Yellow Sea (2010) หนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่ได้ร่วมงานกับสตูดิโอฮอลลีวูดอย่าง 20th Century Fox และได้เข้าฉายสายประกวด Un Certain Regard ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยหนังได้รับเสียงตอบรับแง่บวก ทว่าก็มีหลายความเห็นที่มองว่าหนัง ‘นิ่งและเย็น’ จากเรื่องก่อนของเขาอยู่พอสมควร
นาเล่าว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายหนังยาวเรื่องที่ 2 กระชั้นชิดกับเรื่องแรกขนาดนี้ แต่รุ่นพี่ในวงการทำหนังก็ย้ำเขาบ่อยๆ ว่า “ตั้งใจทำงานต่อไปนะ อายุนายยังน้อย” และนั่นทำให้เขาหาประเด็นที่จะมาเล่าเป็นหนัง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจจับจ้องไปยังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหยานเปียน อันเป็นเขตปกครองตนเองชนชาติเกาหลี เล่าเรื่องของ กูนัม (ฮา จองอู) คนขับแท็กซี่ชาวเกาหลีเชื้อสายจีน (Joseonjok) ที่ใช้ชีวิตในเขตหยานเปียน เขาเป็นหนี้ท่วมตัว ภรรยาไปหางานในกรุงโซล และสัญญาว่าจะหาเงินมาให้เขา ทว่าก็หายลับไปจากชีวิตกูนัมโดยสิ้นเชิง
ซ้ำร้าย เขายังโดนไล่ออกจากงาน ถูกเจ้าหนี้ตามล่า ชีวิตดูเหมือนจะจนตรอกไปเสียทุกทาง หากแต่เขาก็ได้รับการติดต่อจาก มยอนกา (คิม ยุนซอก) มาเฟียเจ้าถิ่น ให้ไปสังหารใครคนหนึ่ง เขาจะได้รับเงินมหาศาลเป็นค่าตอบแทน
คนไร้ทางเลือกอย่างกูนัมจึงตัดสินใจรับข้อเสนอดังกล่าว แต่ปัญหาคือ เป้าหมายของเขาถูกคนอื่นสังหารไปแล้ว และเขากลายเป็นเหยื่อที่ถูกใครต่อใครไม่รู้ตามล่าเสียเอง!
นาแบกเป้ นั่งรถไฟไปที่หยานเปียน และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นร่วม 2 เดือน “ผมนั่งรถไฟชื้นๆ ตั้งนาน และเพราะการเดินทางอันยาวนานเช่นนี้ ทำให้ผมพอจับบรรยากาศหรือมวลความรู้สึกบางอย่างได้” เขาบอก “พอไปถึงที่หยานเปียน ก่อนหน้านี้ผมจินตนาการว่ามันน่าจะเป็นเมืองสีเหลืองๆ เหมือนทะเลเหลือง แต่พอเห็นจริงๆ ทั้งเมืองมันกลับทึมเทาเหลือเกิน แต่นี่แหละยิ่งทำให้ผมสนใจ
“ผมนั่งฟังชาวบ้านพูดคุยกัน แรกๆ พวกเขาก็จ้องผมตาไม่กะพริบ แต่หลังๆ พอคุ้นหน้าผมและเริ่มดื่มด้วยกันบ้าง พวกเขาก็เริ่มเปิดใจและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผมฟัง”
The Yellow Sea กลายเป็นหนังอีกเรื่องของนาที่คนดูรัก หลังออกฉายได้เพียง 5 วัน ก็ขายตั๋วไปได้กว่า 1 ล้านใบ ขณะที่นักวิจารณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ชี้ว่า เป็นหนังที่ฉายให้เห็นชีวิตคนชายขอบของเกาหลีใต้ได้อย่างน่าสนใจ ไปจนถึงประเด็นเรื่องผู้อพยพหรือแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังในเกาหลีใต้ไม่ค่อยพูดถึงนัก มิหนำซ้ำยังเป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชันอันเดือดดาล ถึงลูกถึงคน ตลอดจนฉากเปลือยในโรงแรมสุดช็อกที่กระชากมวลอารมณ์หนังภายในซีนเดียวได้อย่างแสนจะตราตรึง
อย่างไรก็ดี นาเล่าว่า หลังความสำเร็จของ The Yellow Sea เขาสูญเสียคนใกล้ชิดไปถึง 2 คน และการออกเดินทางไปร่วมงานศพนั้นทำให้เขาตระหนักได้ว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสถึงความตายของคนใกล้ตัวในชีวิต และก้อนความเศร้านั้นก็ติดตัวเขา แม้ในอีกหลายชั่วขณะหลังจากนั้น “ผมเศร้ามาก ร้องไห้อย่างหนักเลยล่ะ” เขาบอก “แต่ก็ตรงจุดนี้เอง ที่อยู่ๆ ผมก็นึกถึงสภาวะของการเป็นเหยื่อของอะไรบางอย่างขึ้นมา” 
เรื่องราวของความสูญเสีย มวลความรู้สึกที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำบรรยายได้แน่ชัด ขยับขยายกลายมาเป็นหนึ่งในหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของนาอย่าง The Wailing (2016) แม้โดยแก่นเรื่องแล้ว มันแทบไม่ได้ว่าด้วยประเด็นเรื่องความเศร้าหรืองานศพ ทว่ามันก็สำรวจประเด็นเรื่องความสิ้นหวัง ความหดหู่ซึ่งก่อตัวขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จงกู (ควัก โดวอน) นายตำรวจเฉื่อยๆ เขาใช้ชีวิตในหมู่บ้านที่สงบสุขเสียจนไม่เชื่อว่าจะมีเหตุร้ายใดๆ ให้ตำรวจอย่างเขาต้องออกปฏิบัติการ
กระทั่งวันดีคืนดี มีคนพบว่าชาวบ้านตายอย่างประหลาดหลายศพ แม้กระทั่งฆ่ากันตายด้วยวิธีหฤโหดแล้วลากศพมากองทิ้งไว้ที่อื่น บางคนก็ฆ่าตัวตายด้วยวิธีชวนสยดสยอง ผู้คนจึงเริ่มกลัวกันว่านี่อาจเป็นโรคระบาด หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ขณะที่ ฮโยจิน (คิม ฮวานฮี) ลูกสาวของเขา ก็กลายเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งด่าทั้งตะคอกเขา จงกูจึงรู้สึกว่าต้องจัดการอะไรบางอย่างกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ แต่จะด้วยเงื่อนไขใดนั้น เขาไม่อาจตอบได้เลย
“ผมมักนึกถึงภาพของใครสักคนที่ยืนอยู่ไกลออกไป บอกไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่กำลังเดินตรงเข้ามาหาคุณ” นาเล่า “และทันทีที่ร่างนั้นปรากฏตรงหน้า ชัดเจนแบบเห็นรูขุมขน ได้กลิ่น สัมผัสได้ถึงเม็ดเหงื่อจากอีกฝ่าย มันคงให้ความรู้สึกราวกับปีศาจที่พุ่งเข้ามาจู่โจมและรุกล้ำเนื้อตัวคุณ
“ผมเริ่มทำหนัง The Wailing ด้วยภาพนี้แหละ คือภาพที่ปีศาจอยู่ไกลออกไปจากคุณ และปรากฏตัวให้คุณเห็นภายหลัง”
แม้นาจะไม่โปรดปรานการดูหนังเฮอร์เรอร์นัก อย่างที่เขาเล่า แต่เขาก็มีคลังหนังสยองขวัญในใจไม่น้อย โดยเฉพาะหนังที่พูดถึงความเชื่อ ลัทธิประหลาด หรือความลุ่มหลงบางอย่างที่ยากจะอธิบายอย่าง Rosemary’s Baby (1968), The Exorcist (1973), The Omen (1976) และ The Shining (1980) ที่มีอิทธิพลต่อ The Wailing ด้วย
โดยเขาวางให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในหมู่บ้านกกซอง อันเป็นบ้านเกิดของคุณย่าเขา และเป็นอำเภอที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในวัยเด็ก “มันเป็นพื้นที่ที่ชาวคาทอลิกหลบหนีมาพักหลังถูกทำร้ายจากทางเหนือ” เขาเล่า “สุดท้ายพวกเขาก็มรณสักขีที่หมู่บ้านแห่งนี้แหละ
“มันสำคัญสำหรับผมมากนะที่หนังจะเกิดขึ้นที่อำเภอนี้ เพราะมันพูดถึงสิ่งเหนือธรรมชาติที่มันรายล้อมอยู่รอบตัวคุณ และข้อเท็จจริงคือ กกซองก็เป็นพื้นที่ที่คุณจะรู้สึกถึงความเชื่อ สิ่งเหนือธรรมชาติได้ด้วยเหมือนกัน ผมว่ามันเป็นพื้นที่ที่ดีมากเลยในการใช้เล่าเรื่องผีเกาหลีและพระเจ้า ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามเวลาและสภาพอากาศน่ะ”
มองในภาพใหญ่ นาขยายความว่า เขายังคงพูดเรื่องความรุนแรงเหมือนหนัง 2 เรื่องก่อนหน้าเพียงแต่ว่า The Wailing พูดถึงความรุนแรงที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน “มันเป็นความรุนแรงจากสิ่งเหนือธรรมชาติที่เกือบๆ จะเป็นความรุนแรงทางจิตใจเลยนั่นแหละ”
และล่าสุดคือ Hope (2026) หนังเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ กับทุนสร้างมหาศาลราว 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,521 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในบรรดาหนังของเขา
หนังเล่าเรื่องหมู่บ้านเล็กๆ ในเกาหลีใต้ ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า มีเสือหลุดออกมาคร่าชีวิตชาวบ้าน ทว่าเมื่อสืบสวนไปลึกกว่านั้น สิ่งคุกคามใหม่กลับกลายเป็นสิ่ง ‘เป็นอื่น’ และแปลกปลอมไปกว่านั้น บอมซอก (ฮวัง จองมิน) นายตำรวจประจำเมือง กับ ซองกิ (โจ อินซอง) หนุ่มหัวแข็ง จึงลงมือออกตามล่า ‘สิ่งประหลาด’ ที่ว่านี้
นายังสำรวจประเด็นว่าด้วยความรุนแรง แต่เปลี่ยนรูปแบบจากหนังเรื่องก่อนๆ ของเขาเช่นกัน “คุณเห็นปืนในหนังเรื่องนี้” เขาบอก “ผมคิดว่าเพราะตัวหนังเองพูดถึงสิ่งขนาดยักษ์ที่มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น และคุณต้องหาทางรับมือกับมัน และโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ถึงที่สุด คุณก็จะเริ่มมองหาปืน เพื่อให้ตัวเองยังมีทางสู้กับสิ่งที่ดูจะสู้ไม่ได้เช่นนี้”
หากแต่ความรุนแรงและความเขย่าขวัญที่ปรากฏใน Hope มีน้ำเสียงต่างไปจาก The Wailing “ผมไม่อยากให้ความรุนแรงมันออกมาดูน่าตื่นเต้นจนขนลุก แต่อยากให้รู้สึกเหมือนจริง ซึ่งต้องเต็มไปด้วยความอำมหิตมากกว่า
“ผมอยากให้ Hope เปรียบเปรยว่า ตอนนี้เราเห็นอะไรเกิดขึ้นบนโลกบ้าง จากความขัดแย้งของมนุษย์ด้วยกัน คือโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์พยายามปกป้องสังคมและพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ และบางครั้งผมก็คิดว่า สัญชาตญาณนี้รุนแรงเกินไป ทำให้เราลงไม้ลงมือต่อกันเกินไป เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังโดนบุกรุก หรือพื้นที่ของเราถูกคุกคาม เราก็จะต่อต้านและหาทางจัดการมัน
“และแม้นี่จะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่มันก็มีข้อบกพร่อง ซึ่งก็เป็นลักษณะของมนุษย์เช่นกัน และนี่แหละที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้”
Tags: เกาหลีใต้, Hope, เกาหลี, ผู้กำกับเกาหลี, ผู้กำกับ, ภาพยนตร์เกาหลี, People Also Watch, The Wailing, Na Hong Jin, นาฮงจิน, The Chaser, ภาพยนตร์, The Yellow Sea




