“เห็นด้วยกับความเท่าเทียม แต่ไม่อินกับมูฟเมนต์ของผู้หญิงยุคนี้”
คือเจตคติที่ผู้อ่านหลายคนคงได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง และเอาเข้าจริง กระทั่งคนในขบวนเองบางครั้งก็ยังเป๋ เผลอกังขาในสิ่งที่กำลังทำ โดยเฉพาะเมื่อหันไปรอบตัวแล้วพบว่า คนด้านหนึ่งของสังคมไม่เพียงตีตัวออกหาก แต่ยังต่อต้านในสิ่งที่ตัวเราเชื่อว่าคือความคิดแบบสตรีนิยม ใต้โพสต์ข่าว Femicide คดีฆาตกรรม ปาล์ม อโลศินี ท็อปคอมเมนต์คือข้อคิดสอนหญิงให้รู้จักเลือกผู้ชายที่ดีกว่านี้มาเป็นคู่ครอง นักธุรกิจดังไปนั่งล้อมวงกับพอดแคสเตอร์เพื่อสอนคนฟังว่า การไม่ยอมมีลูกคือแนวคิดที่เห็นแก่ตัวและเป็นพิษต่อมนุษยชาติ นักการเมืองหญิงจากพรรคที่ได้ชื่อว่าก้าวหน้า กลับตราหน้ามูฟเมนต์ #MeToo ที่เกิดภายในพรรคตัวเองว่า ‘สุดโต่ง’ และ ‘หญิงเป็นใหญ่’ และอีกมากมายจนยากจะเชื่อว่า ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในปี 2026
แต่นี่แหละ คืออันตรายลูกหลงท่ามกลางกระแสลมหันขวาที่พัดกระโชก เส้นสามัญสำนึกกำลังค่อยๆ ไถลไปทางขวาทีละน้อย รู้ตัวอีกที ตัวละครผิวสีและ LGBTQIA+ ก็ไม่ใช่ความหลากหลาย แต่ถูกมองเป็นการเอาใจพวก Woke มูฟเมนต์ #MeToo ไม่ใช่เรื่องกล้าหาญ แต่คือการล่าแม่มด ส่วนการเรียกร้องอะไรไปมากกว่าสิทธิเดิมก็ไม่ใช่เพื่อความเท่าเทียมอีกต่อไป แต่เพื่อสถาปนาระบอบหญิงเป็นใหญ่ที่ว่ากันว่าเผด็จการยิ่งกว่าปิตาธิปไตยเสียอีก หากถามว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดใคร คำตอบย่อมไม่พ้นนักสตรีนิยมยุคนี้ที่แสนเอาแต่ใจและอารมณ์ร้าย เรียกร้องแต่อะไรที่ไม่ควรได้ ไม่เหมือนกับมูฟเมนต์ก่อนๆ ในสมัยที่ที่เฟมินิสต์ยังมีสติ มีมารยาท และเรียกร้องเฉพาะสิ่งที่สมเหตุสมผล
…จริงหรือ?
กระแสตีกลับ “เฟมินิสต์สมัยนี้ทำตัวไม่ดี สมควรแล้วที่เจอกระแสตีกลับ” ไม่ใช่วาทกรรมที่เพิ่งเกิด แต่แทรกซึมอยู่ในนิยาย หนัง โฆษณา วัฒนธรรมประชานิยม ประวัติศาสตร์ งานวิจัย และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายมาเสมอ ช่วงทศวรรษที่ 1890 ผู้หญิงตะวันตกเริ่มได้รับการศึกษาสูงขึ้น ออกไปทำงานมากขึ้น และแต่งงานช้าลง ร้อนถึง ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐฯ ต้องออกมากล่าวว่า การที่ผู้หญิงไม่ยอมแต่งงานมีลูกนั้นคือ ‘อาชญากรรมต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์’

ที่มาภาพ: TIME Magazine
ขณะที่สื่อและศาสนจักรผลัดกันออกมาโทษสตรีนิยมว่าเป็นต้นเหตุของ ‘วิกฤตสถาบันครอบครัว’ ครั้งนี้ ปี 1913 นิตยสาร The Academy ตีพิมพ์บทความพาดหัวว่า “ยายนักสิทธิเลือกตั้งสตรีเสียสติพวกนั้น” (Those Mad Suffragettes) เนื้อความเขียนอธิบายว่า ผู้หญิงในขบวนเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งเป็นบ้ากันทั้งนั้น เราจึงไม่ควรไปรับฟังความเห็นทางการเมืองของพวกเธอ
ปี 1998 นิตยสาร TIME ขึ้นปกว่า “แนวคิดสตรีนิยมตายแล้ว?” (IS FEMINISM DEAD?) เนื้อหาด้านในวิพากษ์สังคมว่า แนวคิดสตรีนิยมอาจถึงคราวตกยุค เพราะเฟมินิสต์ยุค 90s หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องไร้สาระอย่างตัวตน ร่างกาย เซ็กซ์ ความสัมพันธ์ คนดัง และไลฟ์สไตล์

ที่มาภาพ: Jan Ainali
เป็นเรื่องง่ายที่คนที่เกิดมาในยุคที่ผู้หญิงไปโรงเรียนได้ ประกอบอาชีพได้ เลือกตั้งได้ และมีสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายตนอยู่แล้ว (ในบางพื้นที่) จะออกปากบอกว่าตน “เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของเฟมินิสต์ยุคก่อนนะ แต่…” เพราะมูฟเมนต์ที่โดนแปะป้ายว่าบ้า ไร้สาระ และถึงขั้นเป็นอาชญากรรมมาก่อน คือกระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่งสิทธิสามัญธรรมดาที่ใครๆ ในชีวิตของพวกเขาต่างก็มีอยู่ในมือแล้วตั้งแต่เกิด ในหนังสือชื่อ Backlash ประพันธ์โดย ซูซาน ฟาลูดี (Susan Faludi) นักข่าว นักเขียน และนักสิทธิสตรีชาวอเมริกัน เธอเรียกกระแสตีกลับจากกลุ่มต่อต้านสตรีนิยมว่า ‘Preemptive Strike’ หรือการโต้ตอบด้วยการเตะตัดขาเพื่อยั้งการเปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่มูฟเมนต์ยังไม่ทันจะไปถึงจุดหมาย
ฟาลูดียังเขียนต่ออีกว่า แรงต้านลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้หญิงอยู่ในสังคมที่เท่าเทียมอยู่แล้ว แล้วดันไปเรียกร้องอะไรเกินความจำเป็น แต่มักเกิดขึ้นในจังหวะที่ข้อเรียกร้องใหม่ๆ เริ่มมีแนวโน้มสำเร็จต่างหาก เนื่องจากความสำเร็จดังกล่าวอาจไปเปลี่ยนแปลงและสั่นคลอนสภาพการณ์ปัจจุบัน (Status Quo) บางประการ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม

ที่มาภาพ: City of London Police Museum
อุดมการณ์กับการไม่เป็นที่รัก ฉะนั้นคำถามว่า “เฟมินิสต์ควรสื่อสารอย่างไรให้ไม่ถูกเกลียด” จึงมาจากจุดตั้งต้นที่ผิด เพราะความเกลียดคือสิ่งที่ไม่เคยมีมูฟเมนต์ไหนหลีกเลี่ยงได้มาตั้งแต่ต้น ใครก็ตามที่เดินเข้ามาชมเปาะว่า เชื่อในความเท่าเทียมและยกย่องสตรีนิยมยุคก่อน เพื่อจะตำหนิน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของสตรีนิยมยุคนี้ในวินาทีต่อมา คนเหล่านี้ที่ไม่รู้เอาเสียเลยว่า ขบวนการซัฟฟราเจ็ตต์ (Suffragette) คลื่นสตรีนิยมลูกแรกที่พวกเขานับถือนักหนานั้น สื่อสารด้วยระเบิด การวางเพลิง การปล้นสะดม และกองกำลังติดอาวุธขนาดย่อมๆ เฟมินิสต์ถูกเกลียดโดยคนในยุคของตัวเองเสมอ พวกเธอไม่เคยละมุนละม่อม เพราะการสื่อสารอย่างสุภาพชนนั้นนำมาซึ่งเสียงเรียกร้องที่ถูกเมินเฉยได้ง่ายที่สุด มันไม่เคยนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนแท้จริง
องค์กรสตรีนิยมยุคปัจจุบันไม่แม้แต่จะเยื้องย่างเข้าไปใกล้เชื้อเพลิงและวัตถุระเบิด แต่เราก็ยังถูกมองว่าทำตัว ‘ไม่น่ารัก’ และสุดโต่งด้วยแนวคิด ซารา อาห์เหม็ด (Sara Ahmed) นักทฤษฎีสตรีนิยม ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Feminist Killjoy’ หมายถึงการที่เฟมินิสต์มักถูกมองเป็น ‘มารความสุข’ เมื่อเราชี้ให้เห็นว่า ความปกติบางประการตั้งอยู่บนความไม่เป็นธรรม ว่าความสบายใจของพวกเขาในบางเรื่องตั้งอยู่บนความทุกข์ทรมานของผู้อื่น “ทันทีที่เราชี้ให้เห็นปัญหา เราก็กลายเป็นตัวปัญหา” อาห์เหม็ดเขียน
และบางที นี่อาจเป็นค่างวดรูปแบบหนึ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อซ่อมบำรุงอุดมการณ์ไม่ให้สึกหรอไปตามกระแสสังคม แด่ใครก็ตามที่กำลังหวั่นไหวและเต็มไปด้วยข้อกังขา นี่ไม่ใช่จดหมายเหตุที่เขียนขึ้นเพื่อบอกให้คุณเลิกตั้งคำถามกับตัวเอง หรือเพื่อให้ท้ายว่าเราควรอวดเบ่งอย่างภูมิใจที่ถูกเกลียด แต่เพื่อเตือนว่า หวังเป็นที่รักของทุกคนไปก็ป่วยการ เพราะต่อให้สื่อสารอย่างอ่อนหวานสมเป็นกุลสตรีเพียงใด สำหรับคนที่ตั้งธงมาแต่ต้นแล้วว่าเฟมินิสต์คือแนวคิดสุดโต่ง อย่างดีที่สุดเขาก็แค่มองเราเป็นแมลงน่ารำคาญที่ส่งเสียงหึ่งๆ ได้ไพเราะขึ้น
อ้างอิง:
– Ahmed, Sara. Living a Feminist Life. Durham, NC: Duke University Press, 2017.
– Bellafante, Ginia. “Feminism: It’s All About Me!” TIME, June 29, 1998.
– Faludi, Susan. Backlash: The Undeclared War Against American Women. New York: Crown, 1991.
Tags: เฟมินิสต์, ความเท่าเทียม, มูฟเมนต์, ผู้หญิง




