สำหรับทุกคน ระบบสุริยะ จักรวาล และดาราศาสตร์คืออะไร บางคนอาจมองว่าเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่มนุษย์ศึกษาได้ไม่รู้จบ เพราะจักรวาลนั้นประกอบด้วยสรรพสิ่งมากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้ ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์นับพันล้านดวง กาแล็กซี หลุมดำ รวมถึงสสารพลังงานมืดที่หลอมรวมเป็นเอกภพ

สำหรับ D Gerrard หรือบิ๊ก-ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล ผู้ชื่นชอบเรื่องราวของดาราศาสตร์ เขาหยิบสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นบทเพลงที่พูดถึงเรื่องใกล้ตัวอย่าง ‘ความรัก’ เพราะสำหรับเขา ความรักนั้นมีหลายมิติ และต้องการให้เพื่อนร่วมโลกเข้าใจถึงความรักมากขึ้นอีกสักนิด ผ่านอัลบั้ม Astronomy โดยนำจักรวาล ดวงดาว และปรากฏการณ์ต่างๆ มาเปรียบเปรยกับความสัมพันธ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของมนุษย์

ก่อนที่ดาราศาสตร์จะกลายมาเป็นคอนเซปต์หลักของอัลบั้ม ความสนใจของเขาเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ว่า โลกใบนี้ไม่ใช่ที่ของตัวเอง ทำให้เกิดคำถามว่า “นอกเหนือจากโลกที่เราอยู่แล้ว ยังมีพื้นที่ที่เหมาะกับเราไหม”

บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเบื้องหลัง 10 เพลงใน Astronomy แต่พาไปสำรวจวิธีคิดของ D Gerrard ตั้งแต่แรงบันดาลใจ ช่วงเวลาที่หมดไฟ สิ่งที่เขาสนใจนอกเหนือจากดนตรี ไปจนถึงคำถามว่า หากวันหนึ่งไม่ต้องเล่าเรื่องความรักผ่านดาราศาสตร์แล้ว เขายังอยากเล่าเรื่องอะไรผ่านบทเพลงให้เราฟังอีกบ้าง

D Gerrard กับการทำเพลง 

ศิลปินหลายคนเริ่มแต่งเพลงจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ตั้งแต่ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ เรื่องราวความรัก เหตุการณ์ในชีวิต ความทรงจำในอดีต ผู้คนรอบตัว หรือคำพูดเพียงหนึ่งประโยค สำหรับ D Gerrard เองก็เช่นกัน เขาเล่าว่า ตนเขียนเพลงได้จากทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่เขานำมาเขียนไม่ได้หากต้องการ เพราะเขามองว่า นักเขียนเพลงที่ดีจะไม่จำกัดความสามารถของตนเอง แต่จะมองว่าทุกอย่างคือวัตถุดิบ เหมือนเชฟที่ทำอาหารได้จากทุกวัตถุดิบที่มีอยู่ สำหรับบิ๊ก การทำเพลงก็ทำได้จากทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต

แม้จะเป็นช่วงที่ว่างจากการทำเพลงหรือการทำงานในวงการบันเทิง บิ๊กเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นเขาก็ยังคิดเรื่องเพลง การแสดง หรือวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้พัฒนาตัวเองได้มากกว่าเดิม

“เวลาว่างของเราจะเกี่ยวกับเพลงและศิลปะตลอดเวลา เรามีมายด์เซ็ตหนึ่งคือ การมองให้เห็นประโยชน์ของทุกๆ อย่างที่ทำ มันคือการมองหาข้อดีในข้อเสีย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เราสร้างเป็นงานศิลปะได้ในอนาคต ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามรายละเอียดใด” บิ๊กเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

มุมมองดังกล่าวทำให้การทำเพลงของบิ๊กไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเวลาที่ต้องนั่งลงเพื่อเขียนเพลง แต่การทำเพลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีโอกาสกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานชิ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางคนอาจมองข้าม แต่คนที่นิยามตนเองว่าเป็นศิลปินจะมองเห็นสิ่งเหล่านั้นและนำมาสร้างเป็นผลงาน 

การเป็นศิลปินของ D Gerrard ไม่ใช่การสร้างผลงานออกมาให้ดีเท่านั้น แต่เป็นการฝึกตัวเองให้เป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ ทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาสร้างสรรค์ผลงานให้เราได้ฟังผ่านบทเพลง

ผลงานเพลงจากเรื่อง ‘ดาราศาสตร์’

คุณเคยรู้สึกอยากหนีออกไปนอกโลกไหม

โดดเดี่ยว เคว้งคว้าง รู้สึกว่าตัวเองเป็นอากาศ นั่นคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบิ๊กยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เด็กที่ไม่ค่อยมีเพื่อน เด็กที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ตัวตนและไม่มีใครมองเห็น จะมีใครสักคนสนใจก็ต่อเมื่อเขาอยากแกล้งเท่านั้น

“เรารู้สึกว่าโลกที่เราอยู่มันไม่ใช่ที่ของเรา จึงมักจะรำพึง พรรณนา มองขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับความคิดที่ว่า เราไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว อยากลองออกไปนอกโลก ที่นั่นอาจจะมีที่ไหนสักแห่งที่เป็นที่ของเรา” D Gerrard กล่าว

การได้ศึกษาเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ทำให้บิ๊กได้รู้จักสิ่งที่อยู่ ‘นอกโลก’ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ เนบิวลา กาแล็กซี หลุมดำ ไปจนถึงการศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฝนดาวตก ดาวหาง และการเกิดซูเปอร์โนวา ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากความอยากรู้ว่า หากวันหนึ่งได้ออกจากโลกใบนี้จริงๆ จะมีอะไรอยู่รอเขาอยู่บ้าง

“คำว่า ไม่อยากอยู่บนโลก มันแปลได้หลายความหมาย เช่น เราอยากออกไปสำรวจสิ่งใหม่ๆ หรือเราอยากตาย เพราะตอนเด็กมันรู้สึกสิ้นหวัง เลยพยายามมองหาความหวัง พอเริ่มศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ เหมือนเรามีความหวังครั้งใหม่ และยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราอยากออกไปจากที่นี่”

เมื่อถามว่า D Gerrard มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่สนใจเป็นพิเศษไหม เขาให้คำตอบว่าไม่ได้มีอะไรที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะทุกอย่างในอวกาศสำหรับเขาน่าสนใจเสมอ 

“ทุกอย่างมีความน่าสนใจ สิ่งที่เราไม่อินกับมันตอนนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบในอนาคต เราเลยไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ในมุมกลับกันกลับคิดว่า เรายังรู้อะไรไม่พอมากกว่า เพราะถ้าเราได้เห็นมุมต่างๆ เยอะขึ้น เราอาจจะชอบและมองว่าสิ่งนี้สวยงามมากกว่าที่เป็นก็ได้” 

ทำไมต้องเล่าเรื่องดาราศาสตร์ผ่านความรัก

หากได้ติดตามผลงานของ D Gerrard จะเห็นว่า ผลงานมาสเตอร์พีซของเขาส่วนใหญ่เป็นเพลงที่เกี่ยวกับอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น Galaxy, รถไฟบนฟ้า หรือโลกคู่ขนาน และทุกเพลงล้วนเป็นเพลงที่เล่าถึง ‘ความรัก’ เพราะสำหรับบิ๊ก ความรักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสังคม ความรักมีหลายรูปแบบ และเขามองว่า เรายังเข้าใจมิติของความรักน้อยเกินไป

หลายคนอาจยังเข้าใจว่า ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เราอาจจะลืมมองในอีกมุมว่า ความรักมัน Universal มีหลายมิติมาก ความรักแบบบริสุทธิ์ ความรักแบบไร้เงื่อนไข ความรักแบบที่ยังต้องการ Demand ความรักแบบที่มองว่าคือความรัก แต่แท้จริงแล้วนั่นคือความหลงใหล จะเห็นได้ว่าความรักมีหลายรูปแบบ เพียงแต่เรายังไม่ได้เรียนรู้มันอย่างลึกซึ้งเท่าไร บิ๊กกล่าว

“เราอยากพูดถึงเรื่องความรักให้มันถ่องแท้มากกว่านี้ เพราะถ้าทุกคนยังไม่เข้าใจความรักและยังปฏิบัติอย่างไม่ดีเท่าที่ควร สังคมจะมีแต่ความเกลียดชัง ซึ่งมันคงทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่มากกว่าเดิม ทำให้สิ่งที่เรารู้สึกตอนเด็กๆ เกิดขึ้นกับคนอื่น ซึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น ไม่อยากให้คนรู้สึกว่าไม่อยากอยู่บนโลก”

สำหรับ D Gerrard ความรักไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน แต่เป็นสิ่งที่มีหลายมิติและเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของผู้คน ซึ่งเขาพยายามทำความเข้าใจและถ่ายทอดออกมาผ่านเสียงเพลงอยู่เสมอ แต่หากมองในมุมอื่นนอกจากความรัก ยังมีประเด็นหรือมุมมองอะไรอีกบ้างที่บิ๊กอยากถ่ายทอดผ่านบทเพลงในฐานะศิลปิน

เขากล่าวว่า เล่าได้ทุกเรื่อง เพราะมองว่าทุกอย่างล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน โลกหรือจักรวาลเองก็เช่นกัน เพียงแต่เรากำลังแยกสิ่งเหล่านั้นออกจากกัน ซึ่งการแยกองค์ประกอบออกมาไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหากต้องการเข้าใจความเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจำเป็นต้องมองเห็นรายละเอียดของแต่ละส่วนเสียก่อน

“ถ้าเราอยากเข้าใจว่านาฬิกาทำงานอย่างไร เราก็ต้องดูกลไกของมัน แต่บางครั้งเราดูกลไกการทำงานของนาฬิกาจนลืมไปว่า สิ่งที่กำลังดูอยู่นั้น คือชิ้นส่วนของนาฬิกา สำหรับเราทุกอย่างจึงเล่าได้หมด อยู่ที่การเชื่อมโยง”

D Gerrard ยังกล่าวอีกว่า ในอนาคตผลงานต่อไปก็ยังเล่าเรื่องอวกาศได้ มันอยู่ที่ใจ แต่ในอีกมุมเขามองว่า ดาราศาสตร์คือ Branding ของเขา เวลาคนพูดถึง D Gerrard มักจะนึกถึงความเป็นเจ้าพ่อเพลงที่เกี่ยวกับอวกาศ หรือเจ้าพ่อเพลงไซ-ไฟ โรแมนติก ซึ่งเขารู้สึกดีมากๆ ที่ผู้คนจดจำเขาจากเรื่องพวกนี้เสมอ 

“เหมือนร้านอาหารที่มีเมนูซิกเนเจอร์ เช่นเดียวกับอวกาศ ถ้าเป็น D Gerrard อร่อยแน่นอน”

Astronomy

มาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า คนที่หลงใหลในอวกาศอย่าง D Gerrard จะเล่าเรื่องราวดาราศาสตร์ให้เราฟังอย่างไร

จุดเริ่มต้นของอัลบั้มใหม่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ระหว่างที่ D Gerrard พักรักษาตัวจากการผ่าตัดหัวเข่า ช่วงเวลาที่ต้องอยู่นิ่งๆ และไม่ได้ทำอะไรมากนัก ทำให้เขามีเวลาทบทวนตัวเองและผลงานที่ผ่านมา จนวันหนึ่งเกิดความคิดขึ้นมาว่า เขาต้องทำอัลบั้มใหม่ และอัลบั้มนี้จะต้องมี 10 เพลง

เมื่อย้อนกลับไปสำรวจผลงานของตัวเอง เขาพบว่าหลายเพลงที่มองว่าเป็นชิ้นงานมาสเตอร์พีซ ล้วนมีเรื่องราวเกี่ยวกับอวกาศ แต่ทุกเพลงปล่อยออกมาในรูปแบบซิงเกิล เขาจึงรู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์มากพอ และอยากขยายเรื่องราวเหล่านั้นด้วยการทำเป็นอัลบั้มเต็ม

“ถ้าเราเป็นคนฟังเอง เราคงจะอิ่มจากการได้ฟังเพลงจากศิลปินที่เราชื่นชอบ เราเลยคิดว่า งั้นดีเลย เราทำอัลบั้มที่เกี่ยวกับอวกาศแล้วกัน” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความคิด ซึ่งสำหรับเขาไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงเป็นการกลับไปหาสิ่งที่ตัวเองชอบและเคยทำมาตลอด “อ้อ ต้องทำอัลบั้ม แล้วอัลบั้มของเราต้องเกี่ยวกับอวกาศ เพราะเราชอบทำเพลงเกี่ยวกับอวกาศมาก่อน”

เมื่อโจทย์ของอัลบั้มชัดเจนขึ้น คำถามต่อมาคือ อวกาศยังมีอะไรให้เล่าได้อีกบ้าง เขาจึงนั่งลิสต์และค้นหาความเป็นไปได้ต่างๆ ก่อนพบว่าจักรวาลนั้นมีเรื่องราวให้หยิบมาเล่าได้มากมาย โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับความสนใจส่วนตัวที่มีมาตั้งแต่เด็ก ทั้งดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม ไปจนถึงจิตวิทยา

เรื่องราวของอวกาศในอัลบั้ม

1. ซูเปอร์สตาร์ (SUPERSTAR)

เมื่ออัลบั้มนี้มีชื่อว่า Astronomy ซึ่งแปลว่าดาราศาสตร์ สำหรับบิ๊ก การหยิบเรื่อง ‘ศาสตร์แห่งดารา’ มาเล่าผ่านบทเพลงจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งสำคัญคือการย้อนกลับไปทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ดารา’ เสียก่อน

ดาราเป็นคำที่เราใช้เรียกคนดัง แต่เหตุใดคนดังจึงถูกเรียกว่า ‘ดารา’ คำตอบหนึ่งคือ ดาราหมายถึง ‘ดวงดาว’ สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้าและอยู่ไกลเกินเอื้อม เปล่งประกายอยู่ในระยะที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ เช่นเดียวกับความรู้สึกที่เรามีต่อคนดัง เรามองเห็นพวกเขา ชื่นชมพวกเขา แต่กลับรู้สึกว่าเป็นคนที่อยู่ไกลเกินกว่าจะเข้าถึง

D Gerrard มองความหมายของดารากว้างกว่านั้น เพราะสิ่งที่ทำให้เราชื่นชมใครสักคนอาจไม่ใช่เพียงรูปร่างหน้าตา แต่รวมถึงความสามารถ วิธีคิด หรือสิ่งที่พวกเขาส่งต่อให้กับผู้คน และหากลองจินตนาการว่าเราเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิดโดยไม่มีแสงใดให้มองเห็น การมีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าก็อาจทำให้เรารู้สึกอุ่นใจได้

ด้วยเหตุนี้ ในมุมของเขา ดาราจึงไม่เพียงเปล่งประกาย แต่ควรเป็นแสงที่ช่วยนำทางผู้คนเช่นกัน คนที่มีชื่อเสียงจึงควรเป็นอิทธิพลในทางที่ดีให้กับคนที่มองพวกเขาเป็นต้นแบบ และในขณะเดียวกัน เขาอยากชวนให้คนที่กำลังมองดวงดาวอยู่รู้ด้วยว่า จริงๆ แล้ว เราเองก็เป็นดวงดาวของใครสักคนได้

“ดารา ศิลปิน หรือซูเปอร์สตาร์ที่คุณมองว่าตัวเองไม่อาจเอื้อมถึง จริงๆ แล้ว เราเองก็เป็นได้ เราสามารถเป็นอิทธิพลในทางที่ดี เป็นแสงดาวที่เปล่งประกายของใครสักคนได้ เพราะเราทุกคนมีความเป็นซูเปอร์สตาร์ในแบบของตัวเอง รอเพียงวันที่จะได้เปล่งประกาย”

สำหรับเขา นี่คือสิ่งที่อยากบอกผ่านบทเพลงว่า การเป็นซูเปอร์สตาร์อาจไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมอย่างที่เราคิด เพียงแต่เราต้องตั้งใจและกล้าที่จะปลดปล่อยตัวเองออกมา

ขณะเดียวกัน เรื่องราวของดาราในเพลงไม่ได้มีเพียงด้านของคนที่กำลังเปล่งประกาย แต่ยังพูดถึงความโดดเดี่ยวของคนที่อยู่ใต้แสงนั้นด้วย เพราะเมื่อผู้คนมองเห็นเพียงความสว่าง พวกเขาอาจลืมไปว่า เบื้องหลังแสงนั้นยังมีตัวตนและจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งอยู่

บิ๊กเปรียบเรื่องนี้เข้ากับดวงดาวบนท้องฟ้า เมื่อเรามองขึ้นไป เราเห็นดาวมากมายที่กำลังเปล่งประกาย แต่แสงที่เดินทางมาถึงดวงตาของเรานั้นอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่ตัวตนของดาวทั้งหมด หากเป็นเพียงแสงจากดาวที่เดินทางผ่านห้วงอวกาศมาถึงเรา เช่นเดียวกับการมองศิลปินหรือคนดัง เราอาจกำลังมองเห็นเพียงแสงของเขา โดยไม่ได้เห็นว่าภายในนั้นแท้จริงแล้วเป็นคนแบบไหน มีความคิดหรือจิตใจอย่างไร

“อย่ามองแค่แสงนั้น แต่ให้มองเข้าไปถึงแก่นของดาวดวงนั้นด้วย” คือสิ่งที่เขาต้องการสื่อ เพราะแม้ดวงดาวจะเปล่งประกาย แต่คำถามสำคัญกว่าคือ ดวงดาวดวงนั้นคือดาวอะไร

2. พระจันทร์เต็มดวง (FULL MOON)

อีกหนึ่งเรื่องที่เขาหยิบมาเล่าผ่านอัลบั้มนี้คือ ‘พระจันทร์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามองว่าใกล้ตัวและถูกนำมาเขียนเป็นเพลงอยู่บ่อยครั้ง 

“เราเห็นคนเขียนเพลงเกี่ยวกับพระจันทร์เยอะมากเลยอยากเขียนบ้าง” แต่สิ่งที่แตกต่างคือ แทนที่จะมองพระจันทร์ในภาพจำแบบเดิมๆ ที่มักเชื่อมโยงกับความโรแมนติก ความอ่อนโยน หรือความเหงา เขากลับนึกถึงอีกภาพหนึ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ ‘มนุษย์หมาป่า’ ที่กลายร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง

โดยทั่วไปมนุษย์หมาป่ามักถูกจดจำในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ดุร้าย น่ากลัว และพร้อมจะออกล่าเหยื่อ แต่บิ๊กกลับตั้งคำถามว่า หากจริงๆ แล้ว มนุษย์หมาป่าไม่ได้ออกมาเพื่อฆ่าหรือทำร้ายใคร แต่กำลังออกตามหา ‘คู่แท้’ หรือใครสักคนที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เรื่องราวจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เพราะด้วยรูปลักษณ์ที่น่ากลัว ผู้คนจึงหวาดกลัวและไม่อยากเข้าใกล้ ทั้งที่อาจไม่ได้มีเจตนาทำให้ใครหวาดกลัวเลย สิ่งที่ดูน่ากลัวอาจเป็นเพียงเปลือกนอก ขณะที่ภายในนั้น มนุษย์หมาป่าก็มีความต้องการไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป นั่นคือการได้พบความรักที่จริงใจและใครสักคนที่มองเห็นตัวตนของเขาอย่างแท้จริง

3. แสงดาว (STARLIGHT) feat. SARAN

ชีวิตของ D Gerrard หลงทางอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งเลือกเดินทางผิด ไม่รู้ต้องเดินไปทางไหน ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเลือกนั้นถูกต้องหรือไม่ เหมือนชีวิตในตอนนั้นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แต่ยิ่งมืดเท่าไร ก็ยิ่งมองเห็นแสงสว่างได้ง่ายขึ้น เหมือนกับแสงของดวงดาวยามค่ำคืน ชีวิตของเขามืดมนจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย แต่อยู่ๆ วันหนึ่งมีแสงเกิดขึ้น ทำให้กลับมามี ‘ความหวัง’ อีกครั้ง จึงเกิดเป็นเพลงนี้ขึ้นมา

แสงสว่างในวันมืดมิดที่พาเขาก้าวออกจากความทุกข์คือพระเยซู เพราะแรงบันดาลใจหลักของเพลงนี้มาจากการอยากขอบคุณ ‘ความรัก’ จากพระเจ้าที่ช่วยตัวเขาจากความมืดมน

“ความเจ๋งของเพลงนี้คือ ความรักเอาไปแทนค่าอย่างอื่นได้ เช่น แม่รักลูก เพราะลูกเปรียบดังแก้วตาดวงใจของแม่ เป็นแสงสว่างในชีวิต หรือเหมือนกับลูกที่รักพ่อแม่ เพราะเด็กจะเติบโตอย่างดีไม่ได้ถ้าขาดความรักความเอาใจใส่จากผู้ปกครองที่ดี นั่นก็เป็นแสงนำทางของเด็กได้เช่นกัน ความรักระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง เราอยากจะสื่อว่า ความรักเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ และความรักที่ดีจะพาเราหลุดออกจากจุดที่มืดที่สุดของชีวิต และไม่ทำให้เราหลงทาง เหมือนกับแสงดาวที่คอยนำทางเรา”

เมื่อไรที่เราหลงทางเพราะคิดว่า ‘รัก’ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่อาจเป็นความหลง เพราะความรักที่ดีจะไม่มีวันทำให้เราไม่สบายใจ

 4. ดาวเหนือ (NORTH STAR)

จากแนวคิดเรื่องแสงดาวที่คอยส่องสว่างให้กับชีวิต D Gerrard จึงคิดต่อว่า แล้วดาวดวงไหนกันที่ทำหน้าที่เป็นแสงนำทางให้กับมนุษย์ได้ คำตอบก็คือ ‘ดาวเหนือ’ เพราะดาวดวงนี้มีความสำคัญต่อมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในฐานะดาวนำทางของนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า เดินเรือ หรือในวันที่หลงทาง หากมองเห็นดาวเหนือ ก็จะรู้ได้ว่าทิศเหนืออยู่ทางไหน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหยิบดาวเหนือมาขยายความต่อ และนำความหมายของการเป็นดาวนำทางมาเชื่อมโยงกับความรัก โดยในเพลงนี้ ดาวเหนือถูกเปรียบเป็นจุดหมายของคนสองคนที่กำลังตามหากัน แม้ในวันนี้ พวกเขาอาจยังไม่รู้ว่าคู่ชีวิตของตัวเองอยู่ที่ไหน

“ตอนนี้เราอาจจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคู่ชีวิตของเราอยู่ที่ไหน แต่คนที่กำลังมองดาวเหนือเหมือนกับเรา อาจกำลังรอเราอยู่ และถ้าเราเดินทางไปตามเส้นทางที่ดาวเหนือนำทางให้เราเดินไป เราจะได้เจอคู่ชีวิตของเราแน่นอน”

5. ฝนดาวตก (METEOR SHOWER)

D Gerrard เล่าว่า เพลงนี้มีที่มาค่อนข้างแตกต่าง และออกจะตลกอยู่สักหน่อย ฝนดาวตกเกิดขึ้นจากช่วงที่บิ๊กตั้งใจกลับบ้านที่พัทลุง และบังเอิญเป็นช่วงที่มีข่าวว่าจะเกิดฝนดาวตก เขาจึงตั้งใจว่าจะไปนั่งดูหน้าบ้าน

แต่การจะมองเห็นฝนดาวตกนั้น ต้องอาศัยท้องฟ้าที่มืดสนิท ไม่มีแสงจากพระจันทร์ และที่สำคัญคือไม่มีก้อนเมฆ แต่ความตั้งใจของเขากลับสูญเปล่า เมื่อคืนนั้นท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆจนมองไม่เห็นอะไร สุดท้ายจึงกลับเข้าบ้านและคิดขึ้นมาว่า “งั้นเขียนเพลงเกี่ยวกับฝนดาวตกแล้วกัน”

บิ๊กเล่าเรื่องนี้ด้วยความเรียบง่าย โดยหยิบสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยอย่างคำว่า ‘Netflix & Chill’ มาเปลี่ยนมุมมองว่า ในเมื่อเรานั่งดู Netflix อยู่บ้านได้ ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนจากการมองหน้าจอมาเป็นการออกไปมองท้องฟ้าบ้าง

“ทำไมต้องเป็น Netflix อย่างเดียว เรามองว่ามันทำให้คนติดบ้านแล้วออกห่างจากธรรมชาติ เราอยากให้คนเข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น เลยอยากชวนไปดูฝนดาวตก เปลี่ยนเป็นฝนดาวตก & Chill แทนได้ไหม นอกจากจะเจ๋งแล้วยังโรแมนติกด้วย”

 6. นักบินอวกาศ (ASTRONAUT)

เพลงนี้เกิดขึ้นจากความตื่นเต้นของ D Gerrard ที่ได้รับเชิญจากรายการหนึ่งให้ไปเป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อเดินทางไปอวกาศ เขาเล่าว่าตื่นเต้นจนไม่อาจอยู่เฉยได้ จึงเลือกเขียนเพลงเกี่ยวกับนักบินอวกาศ เพลงนี้จึงเริ่มต้นจากคอนเซปต์ของรายการ เขาเขียนหัวข้อเอาไว้ก่อน แต่ยังไม่ได้พัฒนาไปมากกว่านั้น จนกระทั่งมีข่าวว่า รายการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง ความผิดหวังจากข่าวนั้นจึงทำให้บิ๊กเขียนเพลงนี้ขึ้นมา

จากเดิมที่ตั้งใจจะเดินทางไปอวกาศด้วยยานอวกาศ เมื่อเส้นทางนั้นไม่เกิดขึ้น เขาจึงลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราไปอวกาศด้วยกระสวยอวกาศไม่ได้ งั้นเราลองไปด้วยเพลงดีไหม” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบเพลงให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับกำลังเดินทางออกนอกโลกจริงๆ ตั้งแต่พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศ ลอยเคว้งคว้างอยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ก่อนจะเดินทางกลับมาที่โลกอีกครั้ง 

“สำหรับเราเพลงเป็นมากกว่าเพลง มันคืออารมณ์และความรู้สึก เพลงให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่แก่ผู้ฟังได้ รูปแบบดนตรีจึงเป็นแบบที่เป็น ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไงต้องลองไปฟังด้วยตัวเอง”

สำหรับ D Gerrard การเล่าเรื่องมักต้องมีตัวละคร เนื้อเพลงจึงพูดถึงเหตุผลที่ทำให้อยากออกไปสู่อวกาศ เขาคิดถึงคู่รักคู่หนึ่งที่น้อยใจกันเพราะอีกคนไปมีคนอื่น ลืมเลือนความรักที่เคยมีให้กัน อีกฝ่ายจึงน้อยใจจนอยากไปอวกาศ แต่การหนีออกไปนี้ เขาฝากข้อความไว้ว่า “ถ้าเธอยังรักกัน ก็ให้ออกมาตามหาฉัน” เพราะถ้าคนรักกันจริง ไม่ว่าไกลแค่ไหน เขาก็ต้องออกมาตามหาเราแน่นอน 

“มันอยู่ที่ตัวเขาว่ายังรักเราอยู่ไหม เพราะถ้าหากว่าเขาหมดรัก ต่อให้ใกล้แค่ไหนก็คงไม่อยากเจอกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะเป็นตัววัด ถ้าบอกว่ารักนักรักหนา ถ้าต้องออกไปหานอกโลกจะยอมตามไปไหม”

 7. ความเร็วแสง (LIGHT SPEED) 

เมื่อพูดถึงนักบินอวกาศและการเดินทางออกนอกโลก บิ๊กจึงคิดถึงเรื่อง Space & Time เพราะอวกาศกว้างใหญ่ไพศาล และมีระยะทางไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะเดินทางไปถึงด้วยความเร็วที่คุ้นเคย เขาจึงหยิบแนวคิดเรื่องความเร็วแสงมาเขียนเป็นเพลง

แล้วความเร็วแสงจะเชื่อมโยงกับความรักได้อย่างไร บิ๊กตอบว่า ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อคนมีความรักคือ การที่คนเราตัดสินใจเรื่องความรักเร็วเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริง เราอาจใช้เวลาหลายปีในการตัดสินใจซื้อบ้านหรือรถ แต่กลับตัดสินใจว่า ‘รัก’ ใครสักคนได้ภายในไม่กี่วินาที

“ความรักไม่ควรถูกตัดสินอย่างรวดเร็ว เพราะการรักใครสักคนต้องใช้เวลา ต้องผ่านการพิสูจน์ และต้องเรียนรู้ว่า สิ่งที่เรารู้สึกคือความรักที่แท้จริง หรือเป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราว โดยเฉพาะเมื่อผ่านช่วงโปรโมชันของความสัมพันธ์ไปแล้ว เราจะยังประคับประคองความรักให้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่”

บิ๊กเลือกนำเรื่องราวเชิงปรัชญามาผสมกับความตลก เขาสร้างตัวละครเป็น ‘เอเลียน’ จากดาวดวงอื่นที่ได้ยินมาว่า บนโลกมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ จึงเดินทางมายังโลกเพื่อทำความรู้จัก

เมื่อยานลงจอดที่พัทยา เอเลียนได้พบผู้หญิงคนหนึ่งและเข้าใจทันทีว่านี่คือ ‘รักแท้’ สิ่งที่เขาตามหา จึงเข้าไปทำความรู้จัก แต่กลับพบว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักเขา และหวังหลอกเอาทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อรู้ตัวว่าเข้าใจความรักผิด เอเลียนจึงรีบขึ้นยานและหนีกลับดาวของตัวเองด้วยความเร็วแสง

เรื่องราวจึงกลายเป็นบทสรุปแบบขำๆ ของปรัชญาที่สื่อว่า อย่าเพิ่งตัดสินความรักเร็วเกินไป เพราะหากเรารีบพุ่งเข้าไปหาความรักด้วยความเร็วแสง เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่ เราอาจต้องรีบหนีออกมาด้วยความเร็วเท่ากัน

8. ดอกไม้แห่งทางช้างเผือก (MILKYWAY FLOWER)

การทำเพลงในอัลบั้มนี้ D Gerrard เล่าว่า เขาเป็นคนคิดเพลงออกมาเป็นช็อตๆ โดยไม่ได้มองแต่ละเพลงแยกขาดจากกัน แต่จะคิดว่า เพลงหนึ่งจบลงแล้ว เรื่องราวจะเดินทางไปสู่เพลงถัดไปอย่างไร เมื่อฟังต่อเนื่องกัน ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนเดินทางผ่านเรื่องราวเดียวกัน

“เพลงก่อนหน้าพาเราเดินทางออกไปนอกโลกด้วยความเร็วแสง เมื่อมองย้อนกลับมายังโลกจากระยะไกล เอเลียนกลับเห็นดวงอาทิตย์ที่มีรูปร่างคล้ายดอกทานตะวัน จึงเกิดคำถามว่า ถ้าดวงอาทิตย์เป็นดอกทานตะวัน แล้วโลกจะเป็นดอกไม้อะไรในทางช้างเผือก”

เนื้อหาของเพลงลงลึกถึงคำถามว่า โลกเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร โดยนำความเชื่อในฐานะคริสเตียนมาเป็นจุดตั้งต้น ตามเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกขึ้นมาภายใน 7 วัน เขาจึงลองมองเรื่องนี้ผ่านมุมของพระเจ้าว่า หากเราเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมา เราจะสร้างมันขึ้นมาทำไม

คำตอบที่เขาได้คือ บางทีโลกอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น ‘ของขวัญ’ ให้กับสิ่งมีชีวิตบนโลก เพราะโลกมีทั้งธรรมชาติและสิ่งสวยงามมากมาย และมนุษย์ก็เป็นผู้ได้รับของขวัญชิ้นนี้ แต่คำถามต่อมาคือ “เรากำลังดูแลของขวัญที่ได้รับมาดีแค่ไหน”

แนวคิดเรื่องการเห็นคุณค่าของโลกจึงเชื่อมโยงกลับสู่ความรัก เพราะเขาเคยเห็นความสัมพันธ์ที่คนคนหนึ่งทุ่มเทให้อีกคนอย่างเต็มที่ แต่ความทุ่มเทนั้นกลับถูกมองข้าม เช่นเดียวกับโลกที่ถูกสร้างอย่างสวยงามเพื่อมอบให้มนุษย์ แต่กลับถูกทำลายลงทุกวัน

“มันเหมือนกับว่าเราอยากทำเพลงแบบ We Are the World หรือ Heal the World ของ ไมเคิล แจ็กสัน ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามองข้าม” เขาเล่าถึงความตั้งใจเบื้องหลังเพลง

ดอกไม้แห่งทางช้างเผือกอาจเป็นเพียงเพลงรักของคนคนหนึ่งที่ทุ่มเททุกอย่างให้ใครอีกคน เขาพร้อมมอบทุกสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ แต่สิ่งเดียวที่ร้องขอคือ อย่าทิ้งดอกไม้ดอกนี้ไว้จนเหี่ยวเฉา เพราะดอกไม้ที่มอบให้นั้นเปรียบเสมือน ‘โลกทั้งใบ’ ของเขา

“ฉันมอบโลกของฉันให้กับเธอ” จึงไม่ได้หมายถึงโลกในความหมายตามตัวอักษรเท่านั้น แต่หมายถึงการมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองมีให้กับใครสักคน และเมื่อโลกทั้งใบถูกมอบให้แล้ว สิ่งที่ผู้รับควรทำอาจไม่ใช่เพียงรับไว้ แต่คือการดูแลรักษาไม่ให้มันพังทลายลง เพราะสำหรับเขา โลกใบนี้เปรียบเหมือนดอกไม้ที่ปลูกได้ยาก ไม่มีดอกไม้ดอกไหนเหมือนกัน และไม่มีดอกไม้ดอกไหนทดแทนกันได้ เพราะมันคือ ‘โลกของเรา’ 

 9. ซูเปอร์โนว่า (SUPERNOVA)

D Gerrard เริ่มต้นจากทำความเข้าใจความหมายของซูเปอร์โนวา การระเบิดของดาวฤกษ์ที่หมดพลังงาน ขณะที่ในระดับจักรวาล แนวคิดเรื่องการกำเนิดเอกภพเองก็เชื่อมโยงกับภาพการระเบิดครั้งใหญ่จากสภาวะที่ทุกอย่างถูกรวมและอัดแน่นอยู่ในจุดเล็กๆ ก่อนขยายตัวออกมาเป็นจักรวาลที่เรารู้จักในปัจจุบัน

สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เพียงความรุนแรงของการระเบิด แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เพราะเมื่อดาวฤกษ์ระเบิด สิ่งที่หลงเหลืออยู่จะกลายเป็นฝุ่นและธาตุต่างๆ ที่กระจายออกไปในอวกาศ และกลายเป็นจุดกำเนิดของสิ่งอื่นต่อไป

“การตายของสิ่งหนึ่ง คือจุดกำเนิดของอะไรหลายๆ อย่าง”

แนวคิดเรื่องการทำลายเพื่อสร้างใหม่ หรือ ‘การตายเพื่อเกิดใหม่’ กลายเป็นหัวใจของเพลง และเมื่อเขาลองนำแนวคิดนี้มาเชื่อมโยงกับความรัก ภาพของซูเปอร์โนวาก็กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่กำลังถึงจุดแตกหัก

เพลงก่อนหน้าพูดถึงการทุ่มเทความรักให้ใครสักคน แต่คนคนนั้นกลับมองไม่เห็นคุณค่า ขณะที่เพลงนี้เล่าอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ที่คนคนหนึ่งไม่เคยแสดงความรัก ไม่เคยพูดคำว่ารัก หรือบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนรู้สึกอย่างไร จนวันที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินออกจากความสัมพันธ์ คนที่พูดน้อยมาตลอดกลับพยายามรั้งเอาไว้ด้วยถ้อยคำที่ไม่เคยพูดมาก่อน

และสิ่งที่เขาอยากบอกนั้นมีเพียงว่า คนคนนี้คือซูเปอร์โนวา

ในท่อนฮุกของเพลงจึงเต็มไปด้วยคำบรรยายถึงความงดงามของอีกฝ่าย ความงดงามที่ไม่อาจหาคำมาพรรณนาได้ แม้แต่คำว่า ‘รัก’ ก็อาจดูเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่มีอยู่ เพราะสำหรับคนที่ไม่ค่อยพูด คำว่ารักไม่ควรถูกใช้พร่ำเพรื่อ แต่ควรเก็บไว้สำหรับช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุด

“สำหรับเราคนคนนี้คือซูเปอร์โนวา” เขาอธิบายถึงแรงบันดาลใจของเพลง เพราะบางครั้งความรู้สึกที่มีต่อใครสักคนอาจมากเสียจนเราไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำพูดอย่างไร จึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจกำลังรอฟังคำเหล่านั้นอยู่

อีกจุดเริ่มต้นของเพลงมาจากตอนที่ D Gerrard ได้ขึ้นคอนเสิร์ตร่วมกับ Tattoo Colour โดยก่อนถึงเพลง SuperCarCare เขายืนดูวงเล่นเพลง ‘รักแรกพบ’ ซึ่ง รัฐ พิฆาตไพรี มือกีตาร์ของวง ขึ้นไปร้อง และระหว่างที่ฟัง ก็เกิดความคิดว่า อยากมีเพลงรักที่ให้ความรู้สึกแบบนี้เป็นของตัวเองบ้าง

ถ้าเพลงของ Tattoo Colour คือการรักตั้งแต่แรกพบ เรื่องราวของเขาอาจเป็นอีกด้านของความรักที่กำลังจะจบ แต่เขาไม่อยากให้มันจบ เพราะคนคนนี้ไม่ใช่เพียงรักแรกพบ หากแต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็นซูเปอร์โนว่า

แนวคิดเรื่อง ‘การทำลายเพื่อสร้างใหม่’ กลับมาเชื่อมโยงกับความรักอีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่กำลังจะแตกสลายอาจไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องจบลงเสมอไป เพราะหากทั้ง 2 คนได้ฟังความในใจที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน การแตกสลายนั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่แน่นแฟ้นกว่าเดิม

 10. สุริยุปราคา (SOLAR ECLIPSE)

ปิดท้ายอัลบั้มด้วย สุริยุปราคา เพลงที่ D Gerrard ตั้งใจให้แตกต่างจากเพลงอื่นๆ เพราะเป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ไม่ได้พูดถึง ‘ความรัก’ โดยตรง เพลงก่อนหน้านี้พาผู้ฟังไปสำรวจความรักผ่านเรื่องราวของดวงดาว อวกาศ และปรากฏการณ์ต่างๆ แต่เพลงนี้จะพาผู้ฟังกลับสู่โลกและชีวิตของตัวเองอีกครั้ง

“เรารู้สึกว่าพอเราฟังเพลง มันควรจะเป็นเพลงที่เราฟังเป็นเพลงสุดท้าย ฟังเป็นเพลงปิด แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะออกไปใช้ชีวิตต่อ ไม่งั้นอัลบั้มนี้จะเลี่ยนจนเกินไป” เขาเล่าถึงความตั้งใจที่อยากให้เพลงสุดท้ายเป็นเพลงที่มอบกำลังใจให้กับผู้ฟัง

ปรากฏการณ์ที่เขาเลือกมาใช้เป็นภาพแทนของเพลงคือ ‘สุริยุปราคา’ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาบดบังดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดเงามืดขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่เงานั้นจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป และดวงอาทิตย์กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง

สำหรับบิ๊ก ภาพดังกล่าวเปรียบได้กับ ‘ความทุกข์’ ที่เข้ามาในชีวิต แม้ในช่วงเวลานั้น ความทุกข์อาจบดบังทุกสิ่งจนเรามองไม่เห็นอะไรนอกจากปัญหาตรงหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านชีวิตของเราไป

เพราะเมื่อเราทุกข์ เรามักรู้สึกราวกับว่าความรู้สึกนั้นจะอยู่กับเราไปตลอดกาล ทั้งที่เมื่อย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา เราจะพบว่าเราเองก็เคยมีช่วงเวลาที่มีความสุข และนั่นหมายความว่า ในอนาคตเราก็ยังมีโอกาสที่จะพบกับความสุขได้อีกเช่นกัน

“ปัญหาคือเมื่อเราทุกข์ เราไปเพ่งอยู่กับความทุกข์ มันทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง แต่ถ้าเราเงยหน้าดู เราจะรู้ว่ามันมีอย่างอื่นอยู่รอบตัวอีกมากมาย”

เมื่อมองกลับไปตลอดทั้งอัลบั้ม ตั้งแต่การออกไปสำรวจจักรวาล การมองดวงดาว การค้นหาความรัก ไปจนถึงการตั้งคำถามถึงการเกิด การตาย และการเริ่มต้นใหม่ เพลงสุดท้ายจึงบอกกับผู้ฟังว่า ไม่ว่าจะผ่านเรื่องราวอะไรมามากมาย สุดท้ายแล้วเราต้องใช้ชีวิตต่อไป

คุณอาจจดจำ Astronomy ในฐานะอัลบั้มที่พาเราออกเดินทางสำรวจอวกาศ ดวงดาว และปรากฏการณ์บนท้องฟ้า หรืออาจจดจำมันในฐานะอัลบั้มที่พยายามทำความเข้าใจความรัก ผ่านเรื่องราวที่อยู่ไกลออกไปหลายล้านปีแสง หลังจากการเดินทางผ่านจักรวาลนี้ เราคงต้องรอดูว่า ในเพลงต่อไป D Gerrard จะพาเราไปสำรวจโลกใบไหนอีก

Tags: , , , , , , ,