‘THE FALL OF KABUL’ คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศหลายฉบับในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2021 

ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ภาพความวุ่นวายภายในสนามบินของกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถาน ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ประชาชนอัฟกานิสถานบางส่วนวิ่งตามเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาบนรันเวย์สนามบิน ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนมากกระโดดขึ้นเกาะปีกเครื่องบินอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อหวังหนีออกนอกประเทศ

เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ‘กลุ่มตาลีบัน’ (Taliban) เข้ายึดครองกรุงคาบูลได้สำเร็จ ก่อนที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) จะถอนกองกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานทั้งหมด ซึ่งมีกำหนดเส้นตายคือ ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2021 ตามข้อตกลงสันติภาพ (Peace Deal) ระหว่างสหรัฐฯ-ตาลีบัน ที่ได้ลงนามร่วมกันในช่วงต้นปี 2020

หลังจากนั้นไม่นาน ตาลีบันประกาศตนเป็นรัฐบาลของอัฟกานิสถานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนานาประเทศต่างปฏิเสธที่จะให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน อีกทั้งยังคาดการณ์อีกว่า รัฐบาลตาลีบันคงอยู่ในอำนาจได้ไม่นานมากนัก

ทว่าในวันนี้ หลายพื้นที่ทั่วอัฟกานิสถานกลับเต็มไปด้วยธงของรัฐบาลตาลีบันที่ถูกนำมาประดับตามท้องถนนและตัวอาคาร เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปีของการกลับคืนสู่อำนาจ ถือเป็นการตอกย้ำความสามารถในการรักษาอำนาจและปกครองประเทศต่อเนื่องมาได้ถึง 5 ปี

อีกนัยหนึ่ง ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศก็เกือบจะละเลยความเป็นไปของอัฟกานิสถาน หรืออาจรับรู้ข่าวสารของอัฟกานิสถานในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะ ‘สิทธิสตรี’ ที่ถูกทำให้เลือนหายไปภายใต้การปกครองของกลุ่มรัฐบาลที่มีความสุดโต่งทางศาสนา

ในวันนี้ The Momentum จึงอยากชวนสำรวจอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตาลีบันในมิติต่างๆ ตลอดช่วงเวลาครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ตาลีบันกับการถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ตาลีบันขึ้นปกครองอัฟกานิสถานอย่างเต็มรูปแบบภายหลังเดือนสิงหาคม 2021 โดยมี ฮิบาตุลเลาะห์ อัคฮุนด์ซาดา (Hibatullah Akhundzada) ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด และใช้อำนาจจัดการประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ภายใต้ระบบกฎหมายศาสนาอิสลามสูงสุด หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ‘กฎหมายชารีอะห์’ (Sharia)

อนึ่ง อัฟกานิสถานหลังปี 2021 ไม่มีรัฐธรรมนูญและระบบการแบ่งแยกอำนาจทางการเมือง กล่าวคือ ภายในประเทศไม่มีรัฐสภาหรือองค์กรทางการเมืองใดๆ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ในทางตรงกันข้าม การตัดสินใจทางการเมืองทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้นำสูงสุดของตาลีบันและสภาผู้นำ (Leadership Council) เท่านั้น ขณะที่รูปแบบการตรวจสอบและถ่วงดุลจะเป็นไปตาม ‘หะดีษ’ (Hadith) และ ‘ซุนนะห์’ (Sunnah) หรือแนวทางที่อ้างอิงมาจากคัมภีร์อัลกุรอาน

สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพรรคการเมือง สื่อ และภาคประชาชน ก็ถูกจำกัดอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสตรีและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ในปีนี้ Freedom House หรือองค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและวิจัยเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพพลเมือง และประชาธิปไตยทั่วโลก จัดให้อัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเป็นเผด็จการมากที่สุดในโลก โดยได้คะแนนประเมินจาก Freedom House เพียง 8 คะแนนจาก 100 คะแนน

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว AP ได้สัมภาษณ์กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชาย โดยพวกเขามองว่า รัฐบาลชุดนี้ช่วยคืน ‘ความสงบ’ และ ‘ความปลอดภัย’ สู่ประเทศ

แม้ในภาพรวม อำนาจทางการเมืองของอัฟกานิสถานจะถูกตาลีบันควบคุมไว้อย่างเสร็จสรรพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายต่อความมั่นคงของตาลีบันจาก ‘รอยร้าว’ ระหว่างกลุ่มผู้นำอยู่ โดยเฉพาะระหว่างศูนย์อำนาจในเมืองกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นฐานอำนาจดั้งเดิมของตาลีบันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 และเป็นที่พำนักของอัคฮุนด์ซาดากับกลุ่มผู้นำและฝ่ายบริหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรุงคาบูล

หลายครั้งทั้ง 2 กลุ่มนี้มักมีความคิดเห็นแตกต่างกันในด้านนโยบาย โดยกลุ่มที่มีฐานอำนาจอยู่ในเมืองกันดาฮาร์และมีความใกล้ชิดกับอัคฮุนด์ซาดามากกว่า มีแนวโน้มยึดมั่นต่อหลักการของตาลีบันและกฎหมายชารีอะห์อย่างเคร่งครัด จึงมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อประเด็นต่างๆ มากกว่า โดยเฉพาะประเด็นสิทธิสตรี การศึกษา และการแทรกแซงจากภายนอก

ขณะที่กลุ่มผู้นำที่มีฐานอำนาจอยู่ในกรุงคาบูลกลับมีแนวโน้มในการดำเนินนโยบายให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า เนื่องจากการได้บริหารประเทศโดยตรง ทำให้กลุ่มนี้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและแรงกดดันที่เป็นรูปธรรมมากกว่า ทั้งในแง่ของการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงปรากฏความตึงเครียดระหว่างผู้นำสูงสุดของตาลีบันกับผู้นำกลุ่มที่มีบทบาทในการบริหารประเทศจากกรุงคาบูลอย่าง ซิราจุดดิน ฮักกานี (Sirajuddin Haqqani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลตาลีบัน ไม่ว่าจะเป็นการที่อัคฮุนด์ซาดามักกล่าวตำหนิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่บ่อยครั้ง หรือการที่อัคฮุนด์ซาดาเข้ามาแทรกแซงแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากรภายใต้การกำกับดูแลของฮักกานี

ขณะเดียวกัน อามีร์ ข่าน มุตตะกี (Amir Khan Muttaqi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลตาลีบัน ก็มีจุดยืนที่ต้องการการยอมรับ การมีส่วนร่วม และการสร้างสัมพันธ์กับประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งขัดกับจุดยืนของอัคฮุนด์ซาดา

ความขัดแย้งดังกล่าวจึงนำไปสู่การลาออกหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทางการเมืองระดับสูงอยู่หลายครั้ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

พึ่งพาตนเองเป็นหลัก ในวันที่นานาชาติคว่ำบาตร

หลังตาลีบันเข้ายึดอำนาจสำเร็จในเดือนสิงหาคม 2021 อัฟกานิสถานซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเทศที่พึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกเป็นหลัก ก็ถูกตัดงบประมาณช่วยเหลือและพัฒนาจากนานาชาติทันที รวมถึงถูกจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตกยังประกาศคว่ำบาตรและไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน นั่นทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับภายนอกทำได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวว่า เศรษฐกิจอัฟกานิสถานภายใต้การนำของตาลีบันล่มสลายคงจะไม่ถูกต้องนัก เมื่อข้อมูลชี้ว่า ในช่วงปี 2023-2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศอัฟกานิสถาน (Gross Domestic Product: GDP) เติบโตร้อยละ 2.7 นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังมีการประมาณการว่า GDP ของประเทศเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.8 ในปี 2025

โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลตาลีบันพยายามดำเนินการผ่านรูปแบบ ‘เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง’ และเน้นการจัดเก็บรายได้ภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งจากการเรียกเก็บภาษีสินค้าและบริการ การสัมปทานเหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการทำการค้าและการลงทุนกับบางประเทศ เช่น จีน รัสเซีย อิหร่าน 

บทความวิเคราะห์จาก Eurasia Review ยังสำรวจเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในอำนาจ รัฐบาลตาลีบันพยายามเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ไม่ใช่เพียง ‘สร้างศักยภาพ’ ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังต้องการ ‘สร้างความชอบธรรม’ เพื่อให้ประชาชนยอมรับมากขึ้น ในบทความนี้มีการยกตัวอย่างความพยายามของตาลีบันในการผลักดันโครงการคลองกอชเตปา (Qosh Tepa) โครงการขุดคลองชลประทานขนาดใหญ่ซึ่งมีความยาวราว 285 กิโลเมตร บริเวณตอนเหนือของประเทศ ตั้งแต่ปี 2021 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อดึงน้ำจากแม่น้ำอามูดาร์ยาเข้ามาใช้อำนวยความสะดวกด้านการเกษตรให้กับประชาชน

อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไม่สามารถการันตีความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้อย่างแท้จริง เมื่อข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) กลับรายงานว่า รายได้ต่อหัวของประชาชนลดลงราวร้อยละ 5.6 ขณะที่ประชาชนอีกมากกว่า 28 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงความต้องการขั้นพื้นฐานได้

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญอาจเกิดจาก

 1. ในช่วงปี 2023 มีประชาชนมากกว่า 5 ล้านคน และอีกมากกว่า 2.7 ล้านคนในปี 2025 เดินทางจากอิหร่านเข้าสู่อัฟกานิสถาน และคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนติดตัวมาด้วย 

การทะลักเข้ามาของคนจำนวนมากเพียงนี้ ทำให้อัฟกานิสถานประสบปัญหาการจัดหาที่อยู่อาศัย การจ้างงาน และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนทางตะวันออกและตะวันตกของประเทศ

 2. ประชาชนยากจนเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการประกาศห้ามปลูกฝิ่นของรัฐบาลตาลีบันในช่วงเดือนเมษายน 2022 ที่แม้จะช่วยลดการผลิตยาเสพติดลง แต่กลับส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรที่พึ่งพารายได้จากการปลูกฝิ่นเป็นหลัก โดยในปี 2023 พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลงถึงร้อยละ 95 ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียอาชีพและแหล่งรายได้สำคัญไป

 3. การกีดกันบทบาทของ ‘สตรี’ ผ่านการห้ามผู้หญิงศึกษาเล่าเรียน ห้ามผู้หญิงออกนอกบ้าน และจำกัดไม่ให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำลังทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของอัฟกานิสถานเช่นกัน

 4. ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและภัยแล้ง ก็เป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยในปี 2025 มีประชาชนมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งประเทศ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ

5 ปีผ่านไป ตาลีบันยังคงกีดกั้น ‘สตรี’

ประเด็นสิทธิสตรีเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวลชน นักวิชาการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกต่างอธิบายว่า อัฟกานิสถานกำลังเป็นประเทศที่มีการเลือกปฏิบัติและการแบ่งแยกทางเพศ (Gender Apartheid) มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นับตั้งแต่กลับขึ้นสู่อำนาจในปี 2021 ตาลีบันสั่งห้ามไม่ให้เด็กผู้หญิงเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาโดยอ้างว่า “โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กผู้หญิง” แม้ในช่วงแรกรัฐบาลจะระบุว่า เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น แต่ตราบจนปัจจุบัน เด็กผู้หญิงหลายพื้นที่ทั่วประเทศยังไม่สามารถเข้าศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาต่อเนื่องไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยได้

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีมาตรการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานต่อสตรีตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้แต่งกายมิดชิดและต้องคลุมร่างด้วย ‘บูรกา’ (Burka) หรือผ้าคลุมร่างกายสำหรับสตรีมุสลิม การห้ามไม่ให้ผู้หญิงทำกิจกรรมสันทนาการ เล่นกีฬา เดินทางไปสถานพยาบาลเพียงลำพัง หรือแม้แต่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ มีการสั่งปิดร้านเสริมสวยและยิมออกกำลังกายสำหรับสตรี หรือการประกาศยกเลิกกฎหมายป้องกันความรุนแรงสำหรับสตรี รวมไปถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบยุติธรรมของสตรีที่น้อยกว่าบุรุษเกือบ 4 เท่า 

อัตราการแต่งงานในวัยเด็กยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 พบว่า เด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีราวร้อยละ 30 แต่งงานและมีครอบครัวแล้ว โดยในจำนวนนี้มีเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 15 ปีมากถึงร้อยละ 10 

องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ยังรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ผู้หญิงอัฟกานิสถานมีสุขภาพจิตในระดับ ‘แย่’ ไปจนถึง ‘แย่มาก’ โดยผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งออกจากบ้านเพียงเดือนละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

ขณะที่อัตราการทำงานของผู้หญิงทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ร้อยละ 84

ซูฮาล (Zuhal) อดีตนักข่าวหญิงวัย 32 ปี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ระบุว่า เธอไม่ต้องการให้ทั้งชีวิตของเธอจบลงเพียงผนังของบ้านเท่านั้น และอยากให้ชีวิตรู้สึกถึงคุณค่าของความสามารถและพรสวรรค์ของตัวเองมากกว่านี้

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีรายงานจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่เปิดเผยว่า มีเด็กผู้หญิงอัฟกันมากกว่า 2.4 ล้านคนที่ไม่ได้เข้ารับการศึกษานับตั้งแต่ปี 2021-2026

UNESCO ยังวิเคราะห์ต่อว่า ความพยายามกีดกันสตรีออกจากสังคม อาจจะทำให้ประเทศขาดแคลนทั้งบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษา และความเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในระยะยาวได้ โดย UNESCO คาดการณ์ว่า ภายในปีนี้จะมีสตรีที่ไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานของอัฟกานิสถานรวมทั้งสิ้นราว 6 แสนคน ซึ่งนับเป็นความเสียหายรวมทั้งสิ้น 9.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.15 แสนล้านบาท)

และภายในปี 2030 ตาลีบันจะขาดครูผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปอีกมากกว่า 1.1 หมื่นคน ซึ่ง UNESCO ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้เด็กอัฟกันอายุ 10 ปีมากกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ขณะที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ของเยาวชนอยู่ที่เพียงร้อยละ 37 เท่านั้น

โฮดา จาเบเรียน (Hoda Jaberian) ผู้ประสานงานโครงการด้านการศึกษาในภาวะฉุกเฉินของ UNESCO กล่าวว่า “ตอนนี้อัฟกานิสถานเหลือเพียงผู้ชายที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะเป็นครูได้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ประเทศอาจจะไม่เหลือครูเลย”

5 ปีผ่านมา มีเพียงแค่ 1 ประเทศ จาก 193 ประเทศ  ประกาศรับรองตาลีบัน 

สำหรับประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์กับนานาชาติยังคงเต็มไปด้วยข้อจำกัด โดยหลังจากเดือนสิงหาคม 2021 ชาติตะวันตกหลายชาติประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลตาลีบัน และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ขณะที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly: UNGA) ประกาศเลื่อนการลงคะแนนรับรองตัวแทนจากตาลีบันในฐานะตัวแทนของอัฟกานิสถานในเวทีสหประชาชาติมาแล้วหลายครั้งมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราก็เพิ่งได้เห็นพลวัตและการค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลตาลีบันของบางประเทศอย่างรัสเซีย จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ประกาศให้การรับรองนักการทูตที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ต่างมีผลประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและเหมืองแร่ร่วมกับตาลีบัน

ในทำนองเดียวกัน ปากีสถานได้เลื่อนตำแหน่งนักการทูตของตนเองที่ประจำอยู่อัฟกานิสถานขึ้นเป็น ‘เอกอัครราชทูต’

และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025 รัสเซียเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในบรรดาประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ (United Nations: UN) ที่ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ

สำหรับอินเดีย แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการหลายครั้ง โดยล่าสุดอินเดียได้ประกาศเปิดสถานทูตอินเดียในกรุงคาบูลเมื่อปี 2025 อีกทั้งยังลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และให้ทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับรัฐบาลตาลีบันมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.8 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ มุตตะกียังเดินทางไปเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากตาลีบัน

ในมุมของตาลีบัน โมลวี ฮายาตุลเลาะห์ มาฮาจีร์ ฟาราฮี (Molvi Hayatullah Mahajir Farahi) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลตาลีบัน ยืนยันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของประชาคมโลกเพื่อขอรับการรับรองจากนานาประเทศ

ทั้งนี้ UN ระบุว่า การให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้จะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลต้องยกเลิกข้อจำกัดด้านต่างๆ ต่อเด็กและสตรี ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายที่ถือเป็นภัยคุกคามข้ามชาติให้หายไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลตาลีบันแทบไม่เคยกล่าวถึงหรือแสดงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อประชาคมระหว่างประเทศเลย

ที่มา:

https://www.cfr.org/backgrounders/taliban-afghanistan

https://www.cfr.org/backgrounders/us-taliban-peace-deal-agreement-afghanistan-war 

https://www.paradigmshift.com.pk/kabul-vs-kandahar/

https://www.hindustantimes.com/ht-explainers/india-independence-day-taliban-afghanistan-victory-day-when-kabul-fell-human-rights-girls-women-freedom-101786707239450.html

https://freedomhouse.org/country/afghanistan/freedom-world/2026

https://bti-project.org/en/reports/country-report/AFG 

https://www.eurasiareview.com/15082026-from-insurgency-to-infrastructure-the-political-economy-of-the-talibans-governance-strategy-and-the-quest-for-economic-self-reliance-2021-2025-analysis/

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2026/05/26/afghanistan-s-economy-shows-resilience-but-living-standards-are-falling

https://www.undp.org/asia-pacific/publications/afghanistan-socio-economic-review-mass-returns-time-growing-insecurity-2024-2025 

https://www.unwomen.org/en/articles/faqs/faqs-afghanistan 

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/limits-womens-education-afghanistan-will-likely-further-weaken-school-quality-2026-08-11/ 

https://www.aljazeera.com/opinions/2026/8/15/what-the-taliban-achieved-and-failed-to-achieve-in-five-years

Tags: , , , , ,