เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังงาน มีไฟฟ้าล้น และมีภาพถ่ายทางอากาศชี้ให้เห็นว่า เราเป็นประเทศที่สว่างกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ยังมีคนบางส่วนที่เข้าไม่ถึงไฟฟ้า
เชื่อหรือไม่ว่า หน่วยงานเกี่ยวกับน้ำมีตั้งมากมาย ทั้งกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่มีงบประมาณมหาศาลในแต่ละปี ทำหน้าที่จัดหาและแก้ปัญหาน้ำให้กับประชาชน แต่ยังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ และยังมีประชาชนเข้าไม่ถึงน้ำสะอาด
ขณะเดียวกัน เชื่อหรือไหมว่า มีคนไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย ต้องใช้เวลารอคอยบัตรประชาชนถึง 10 กว่าปี กว่าจะได้สถานะทางทะเบียนมา
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมอแกน ผู้ที่เกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย แต่ต้องกลายเป็นพลเมืองชั้นสองเพียงเพราะไม่มีสถานะทางทะเบียน และถูก ‘มองข้าม’ จากภาครัฐ พวกเขาต้องรอน้ำและไฟฟ้าถึง 7 ปี จนคนที่ร้องขอเสียชีวิต และรอคอยบัตรประชาชนอีกเป็นทศวรรษ เพื่อให้ตัวเองมีสถานะพลเมือง
The Momentum ฟังเสียงของผู้ขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนและชาวมอแกนที่รอคอยสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสถานะทางทะเบียนราษฎรให้กับครอบครัวของตนเอง ในวันที่ภาครัฐยังคงทอดทิ้งสิทธิของพวกเขา
ทอดทิ้งคุณภาพชีวิต
บริเวณอ่าวเขาควาย บนเกาะพยาม จังหวัดระนอง เป็นหนึ่งในจุดปักหลักอยู่อาศัยถาวรของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนซึ่งอพยพจากการใช้ชีวิตในทะเลขึ้นมาอยู่บนฝั่ง ภายหลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 รวมทั้งผลกระทบจากการประกาศเขตอนุรักษ์ทางทะเลของหน่วยงานรัฐซึ่งทับซ้อนกับแหล่งจับสัตว์น้ำและพื้นที่ดำรงชีวิตของชาวมอแกนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการย้ายจากทะเลขึ้นมาอยู่บนบกถาวรแล้ว แต่ชาวมอแกนบนเกาะพยามกว่า 145 คน ยังคงมีวิถีชีวิตที่ผูกอยู่กับทะเล ทั้งการหาปลา กุ้ง หอย ขึ้นไปขายบนฝั่งของระนอง
ทั้งนี้ ชาวมอแกนฝั่งอันดามัน เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสัญชาติไทย เนื่องจากอยู่อาศัยในไทยมาเป็นเวลานาน ซึ่งจำนวนหนึ่งก็ได้รับบัตรประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าในตอนนี้สถานะของชาวมอแกนบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนไทย เพราะเกิดและโตที่ไทย เหลือแต่เพียงการขึ้นทะเบียนทางเอกสารให้เรียบร้อยเท่านั้น และสำหรับบางคนที่ได้รับบัตรประชาชนไปแล้ว ก็นับว่าได้รับสถานะเป็นพลเมืองไทยตามระบบ แต่ชีวิตของพวกเขากลับแตกต่างจากคนไทยที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ แบบสุดขั้ว
สิ่งนี้สะท้อนมาจากเสียงของ อังคณา ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยามวัย 30 ปี ที่เปิดใจว่า หมู่บ้านของเธอไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำสะอาดใช้สำหรับอุปโภคและบริโภค แม้ว่าชุมชนของเธอจะอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของรีสอร์ต โรงแรม และเขตร้านค้า ซึ่งมีไฟส่องสว่างและมีน้ำสะอาดใช้สอยก็ตาม
“ถ้าพูดถึงไฟฟ้า ก็ต้องบอกว่ามันจำเป็นกับชุมชนของเรามาก เพราะตอนกลางคืน บางบ้านที่มีลูกอ่อน แม่ต้องตื่นขึ้นมาป้อนนมหรือนั่งเป็นเพื่อนลูกจนกว่าลูกจะนอน ส่วนเด็กๆ ที่โตหน่อยแล้วไปโรงเรียนแล้ว หากเขามีการบ้าน เขาก็ต้องรีบวิ่งกลับมาจากโรงเรียนเพื่อรีบทำการบ้าน เพราะแสงที่ใช้ได้คือแสงอาทิตย์ เมื่อมืดตอนไหนก็ต้องนอนกันตอนนั้น”
ชีวิตที่ดำเนินไปภายใต้ความมืดมิดนั้น เต็มไปด้วยความกลัวของเด็กและเยาวชนที่เติบโตในหมู่บ้านชาวมอแกน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านในตอนกลางคืน ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็ต้องอยู่ภายใต้ความกังวล ทั้งเรื่องสัตว์ร้ายที่อาจจะหลบซ่อนอยู่ในความมืดและจู่โจมคนในชุมชน
เช่นเดียวกับระบบน้ำประปาที่ยังเข้าไม่ถึงชุมชนชาวมอแกนบนเกาะพยาม ชาวบ้านจึงอาศัยน้ำบ่อที่เก็บไว้ในภาชนะมาใช้ชำระล้างร่างกาย รวมไปถึงใช้ประกอบอาหารและดื่ม ทว่าเนื่องจากน้ำไม่ได้ผ่านการกรองทำความสะอาด ชาวบ้านในชุมชนจึงมักมีอาการแสบคันหลังจากอาบน้ำ และสำหรับบางคนที่ดื่มก็มักมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
“ส่วนใหญ่จะมีอาการแสบและคัน โดยเฉพาะเด็กๆ เขาบอกว่า เขาคันหลังจากใช้น้ำ ส่วนพี่น้องของเราที่ดื่มเข้าไปก็มีอาการปวดท้องและไม่สบาย
“เอาจริงทุกวันนี้ เด็กๆ เขาก็ตั้งคำถามว่า ทำไมบ้านของเราไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้บ้างล่ะ อยากได้ไฟใช้บ้าง”
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 56 ระบุว่า “รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง” โดยจากข้อความดังกล่าว รัฐมีสภาพบังคับให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาสาธารณูปโภค เช่น น้ำสะอาดและไฟฟ้า ขณะเดียวกันในมาตรา 27 ยังกำหนดให้รัฐห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลของถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา สถานะบุคคล หรือฐานะทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ในมาตรา 12 ยังกำหนดให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐ และสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
รสิตา ซุ่ยยัง เครือข่ายรักษ์ระนอง ระบุว่า แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต้องการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองเอาไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคที่เธอมองว่า มนุษย์ทุกคนควรเข้าถึง และรัฐต้องเป็นผู้จัดสรรให้ทุกคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีบัตรประชาชนหรือไม่มี
“ความต้องการรักษาวิถีดั้งเดิมของตัวเอง ไม่ได้แปลว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต้องการแช่แข็งให้ตัวเองอยู่ในคุณภาพชีวิตแบบนี้ ทุกคนเขาก็ต้องการการพัฒนา เช่นเดียวกับมอแกน เขาก็คิดถึงการพัฒนาเหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่เขาเข้าไม่ถึงสิทธินั้น
“มนุษย์ทุกคนต้องเข้าถึงสาธารณูปโภค และรัฐต้องเป็นคนจัดให้ ไม่ว่าเขาจะมีบัตรประชาชนหรือไม่มี ไม่ว่าเขาจะเป็นชนเผ่า หรือเขาจะเป็นคนไทยปกติ เขาก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เด็กกลับมาจากโรงเรียน เขาต้องการอ่านหนังสือ ทำการบ้าน ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า เด็กแรกเกิดก็ต้องมีไฟส่องสว่างเพื่อดูอาการ”
แม้ว่ารัฐธรรมนูญตามมาตรา 51 จะกำหนดว่า หากสิ่งใดอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ เป็นสิ่งที่ทำเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนโดยตรง ประชาชนและชุมชนมีสิทธิติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ รวมถึงฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้
ทว่าเมื่อราว 7-8 ปีก่อน ก้อย ทะเลลึก หนึ่งในชาวมอแกน เดินหน้าสอบถามไปยังหน่วยงานราชการและขอให้มีการดำเนินการต่อน้ำประปาและไฟฟ้ามายังหมู่บ้านของพี่น้องชาวมอแกนแล้ว แต่จวบจนวันนี้ กระทั่งก้อยเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่มีบ้านของชาวมอแกนแม้แต่หลังเดียวที่มีน้ำสะอาดและไฟฟ้าต่อเข้ามาในบ้าน
เหตุผลหนึ่งที่หน่วยงานรัฐใช้อ้างในการไม่ต่อไฟฟ้าและน้ำประปาเข้ามายังหมู่บ้านของชาวมอแกน รสิตาให้ข้อมูลว่า เนื่องจากหน่วยงานกำหนดให้บ้านที่ขอสาธารณูปโภคได้ต้องมีบ้านเลขที่ ขณะเดียวกันการขอบ้านเลขที่นั้นพ่วงมากับเงื่อนไขว่า บ้านจะต้องมีห้องน้ำใช้สอย ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางสาธารณสุข แต่เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวมอแกนใช้เรือเป็นห้องสุขา ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี้ เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความฝันที่จะมีสาธารณูปโภคใช้ในหมู่บ้านชะงัก ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ก็ไม่ได้มีงบประมาณสำหรับยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวมอแกนแต่อย่างใด
“เขาไม่เคยมีงบประมาณอะไรเกี่ยวกับพี่น้องชาวมอแกนเลย ไม่มีระบบน้ำ ระบบไฟ แม้แต่ถนนก็ไม่เคยมีงบประมาณในส่วนนี้” รสิตากล่าว
ทอดทิ้งสถานะพลเมือง
ก่อนวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนจะเปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดเหตุภัยพิบัติเมื่อปี 2547 วิถีชีวิตของชาวมอแกนฝั่งอันดามันส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางทะเล ภายในเรือก่าบาง ซึ่งเป็นทั้งบ้าน ยานพาหนะ และเครื่องมือทำกิน โดยจะมีการเคลื่อนย้ายไปยังหมู่เกาะและชายฝั่งอันดามัน และจะขึ้นฝั่งเฉพาะช่วงฤดูมรสุมที่ทะเลไม่สงบเท่านั้น ชาวมอแกนจำนวนมากจึงไม่ได้แจ้งเกิดหรือมีข้อมูลบันทึกอยู่ในทะเบียนราษฎร และเมื่อรัฐสมัยใหม่ต้องการเอกสารมายืนยันตัวตน ชาวมอแกนจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีสถานะในระบบข้อมูลของรัฐ
กระนั้น แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลมาตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการสำรวจคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน แต่ตกสำรวจทางทะเบียน ซึ่งมีชาวมอแกนเป็นหนึ่งในนั้น กระทั่งมีการส่งสัญญาณจากรัฐบาลผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ซึ่งครอบคลุมมอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ยว่า รัฐจะกำหนดมาตรการระยะสั้นภายใน 6-12 เดือน ในการแก้ปัญหาสัญชาติในกลุ่มชาวเลที่ไม่มีบัตรประชาชน
แม้จะผ่านมาหลายสิบปี ชาวมอแกนจำนวนไม่น้อยยังคงถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) โดยจากชาวมอแกนจำนวน 432 ราย มีผู้ได้รับสัญชาติไทยแล้ว 249 ราย ยังเหลืออีกนับร้อยรายที่ยังไม่มีสัญชาติไทย
การที่รัฐรับรู้เพียงว่า พวกเขามีตัวตนอยู่ในประเทศไทย และจัดทำประวัติไว้ในทะเบียน ไม่ได้แปลว่าพวกเขามีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงที่ทำให้ชาวมอแกนกลายเป็นพลเมืองชั้นสองที่ถูกจำกัดการเข้าถึงทั้งการรักษาพยาบาล การเดินทาง โอกาสทางการศึกษา การทำงานและการหาเลี้ยงชีพ
“ถ้าเรามีบัตรเลข 0 เราไม่สามารถเดินทางออกจากจังหวัดระนองได้เลย แม้จะเป็นจังหวัดใกล้ๆ อย่างชุมพรก็ไม่สามารถเดินทางไปได้ ได้แต่อยู่ในระนองแค่นั้น อยู่ได้รอบๆ เกาะของเรา” อังคณากล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อมีอาการเจ็บป่วย และต้องการพึ่งพาการดูแลจากโรงพยาบาลในพื้นที่เกาะพยาม เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะพยาม เธอมักจะพบเจอกับคำพูดไม่ดีของเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และอาศัยกินยาพาราเซตามอลแทน ไม่ว่าจะเกิดอาการใดๆ ก็ตาม
ขณะเดียวกัน หากจะเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีขนาดและศักยภาพดีพร้อม ชาวมอแกนก็อาจต้องเผชิญค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ตั้งแต่การเดินทางออกจากเกาะที่ต้องใช้เรือโดยสาร และการพักอาศัยอยู่ในเมืองระยะหนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถกลับบ้านตอนกลางคืน หรือต้องอยู่เฝ้าอาการ กระทั่งค่ายาที่แพงกว่า เนื่องจากสิทธิการรักษาพยาบาลแตกต่างจากสิทธิของคนไทยที่มีสถานะทางทะเบียน
รสิตาระบุว่า “ชาวมอแกนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเจอปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง การรักษาพยาบาล การเรียนหนังสือ การทำงาน เมื่อเรียนหนังสือไม่ได้ ก็ต้องอยู่ที่บ้านอย่างเดียว คุณภาพชีวิตของเรามันขยับได้เท่านี้ พอไม่มีบัตรก็ไปสมัครงานไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ วิธีเดียวที่เขาทำได้คืออยู่ในชุมชน ไปไหนไม่ได้
“ขนาดพี่น้องมอแกนที่มีบัตรประชาชนแล้ว ยังถูกเลือกปฏิบัติจากคนส่วนใหญ่ ทำให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ดี ยิ่งไม่มีบัตรประชาชน พี่น้องมอแกนก็มีปัญหามากขึ้นอีก”
ปัจจุบันลูกของอังคณาอยู่ในระหว่างการขอบัตรประชาชน ซึ่งไม่ได้เพิ่งขอไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ขอและรอคอยมากว่า 15 ปีแล้ว และยังไม่มีท่าทีว่าลูกของเธอจะได้เป็นพลเมืองไทย
“ลูกของเรารอมา 15 ปีแล้ว ต้องใช้ทั้งข้อมูลของพ่อแม่ เอกสารของโรงเรียน และพยาน รายละเอียดอย่างเช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง ซึ่งเราส่งข้อมูลไปครบตามที่เขาขอแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็บอกว่าไม่ครบอีก อยากได้ข้อมูลเพิ่มอีก จนพี่น้องของเรารู้สึกท้อ แต่ตัวเราท้อไม่ได้หรอก เพื่อลูกของเรา”
ทอดทิ้งเสียงของมอแกน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาภาคใต้ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยผ่านโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ที่มีโครงการย่อยทั้งรถไฟ มอเตอร์เวย์ เชื่อมต่อจังหวัดระนอง-ชุมพร สร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ รวมไปถึงเศรษฐกิจหลังท่าเรือที่จะมาจากอุตสาหกรรมหลายประเภทที่จะเกิดขึ้น ซึ่งพื้นที่ใกล้กับโครงการที่อาจได้รับผลกระทบ ก็คือชุมชนของชาวมอแกนบนเกาะพยาม ซึ่งมีแหล่งจับสัตว์น้ำอยู่บริเวณที่มีแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกพอดี
ทว่าโครงการพัฒนาประเทศที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ในพื้นที่ของชาวมอแกน กลับไม่ได้มีชาวมอแกนอยู่ในสมการร่วมตัดสินใจตั้งแต่ต้น ไม่มีการเชิญชาวมอแกนร่วมรับฟังเวทีแสดงความคิดเห็น ไม่มีการออกแบบวิธีอธิบายรายละเอียดโครงการให้กับชาวมอแกนที่บางส่วนไม่เข้าใจภาษาไทย เพื่อให้พวกเขารับรู้ไปพร้อมกัน
รสิตาให้ข้อมูลว่า รัฐบาลต้องการให้ชาวมอแกนไปทำงานที่ท่าเรือ แต่คำถามคือ ใช่ทุกคนหรือที่จะมีศักยภาพไปทำงานบนเรือ ในขณะที่มีกำแพงภาษา โดยสละอาชีพประมงที่ตนเคยทำไป
และการไม่มีสถานะทางทะเบียนยังส่งผลให้ชาวมอแกนถูกทอดทิ้งจากระบบการเยียวยา เมื่อวันหนึ่งพวกเขาได้รับผลกระทบ สูญเสียที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ไม่มีสิ่งใดที่เป็นหลักประกันว่า ชาวมอแกนคือผู้ได้รับผลกระทบและต้องได้รับการเยียวยา
ที่สำคัญ ในขณะที่แลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ดูจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ต้องใช้เวลา และทรัพยากรมหาศาล แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายกว่า ทั้งน้ำสะอาด ไฟฟ้า และการยืนยันสถานะทางทะเบียนราษฎรอย่างบัตรประชาชนให้กับชาวมอแกน ยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า หรือไม่ขยับเลย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะส่งสัญญาณว่ายอมถอยโครงการแลนด์บริดจ์ออกไป ทว่าหากวันใดที่รัฐมีแผนจะทำอภิมหาโปรเจกต์ใดขึ้นมาเหมือนกับโครงการแลนด์บริดจ์อีก อะไรจะเป็นสิ่งยืนยันว่า เสียงของชาวมอแกนจะถูกรับฟังในการพัฒนาครั้งนั้น เพราะแค่ในตอนนี้ พวกเขายังไม่อยู่ในสมการนั้นเลย
สำหรับรสิตา ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มชาติพันธุ์และคลุกคลีอยู่กับการทำให้เสียงของชาวมอแกนดังขึ้นมองว่า การพัฒนาในความหมายของชาวมอแกน คือการทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการพัฒนา ไม่ใช่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
และการพัฒนาในพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่อาศัย เช่น ชาวมอแกน พวกเขาก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาที่เกิดขึ้นด้วย
“เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นเขาต้องได้รับประโยชน์ด้วย” เธอกล่าว
Tags: สิทธิขั้นพื้นฐาน, Feature, คนไทย, สิทธิมนุษยชน, สัญชาติ, ชาติพันธุ์, พลเมือง, ประเทศไทย, มอแกน, ชาวมอแกน




