คืนวันเสาร์เดือนนี้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะได้รอดู ‘GELBOYS 2 ตกอยู่ในสถานะติ่งแฟน’ ภาคต่อของ ‘GELBOYS สถานะกั๊กใจ’ ซีรีส์ที่เล่าความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งกั๊กของวัยรุ่น Gen Z ที่มีสยามเป็นบ้านหลังที่ 2 และยังปลุกให้หลายคนลองทำเล็บเจลเหมือนตัวละครในเรื่องบ้าง
ในซีซันใหม่นี้ เอส-ปริญวัฒน์ รัตนชัยพิบูลกิจ ตกอยู่ในสถานะผู้กำกับ โดยเขาคือหนึ่งในผู้เขียนบททั้ง 2 ซีซัน
“ตอน GELBOYS สถานะกั๊กใจ เราทำโดยตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า อยากจะเล่าเรื่องของวัยรุ่นสยาม เด็ก Gen Z และป็อปคัลเจอร์ของวงการ T-Pop ซีซัน 1 เล่าเรื่องของบรรยากาศสยามไปหมดแล้ว แต่ซีซัน 2 เราต้องการหาแง่มุมอื่นที่ยังไม่เคยเล่า แล้วยังมีรายละเอียดของเรื่อง ‘ติ่ง’ ที่ยังไม่เคยถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เราเลยลองรีเสิร์ชจากตรงนี้ จนกลายเป็นว่ามิตินี้นำเสนอเด็กวัยรุ่นยุคนี้ได้ดี เลยเอาไอเดียมาขยายต่อในการเขียนบท” เอสเกริ่นถึง GELBOYS 2 
จากจุดเริ่มต้นที่อยากเล่าความสัมพันธ์แบบแฟนของตัวละครหลัก 4 คน นำไปสู่การค้นคว้าและนำเสนอออกมาในมิติของ ‘แฟนคลับ’ หรือ ‘ติ่ง’ และนอกจากจะเติมกลิ่นอายความพังก์เข้าไปในเรื่อง ยังเพิ่มตัวละครใหม่รุ่นลูกอย่าง ‘เจล’ กับ ‘เบบี้’ วัยรุ่นเล็บเจลจากโลกอนาคตปี 2054 ซึ่งยังมีสยามเป็นสนามเด็กเล่นเหมือนรุ่นพ่อ โดยเอสเล่าความเป็นมาของซีซันนี้ ไปจนถึงเบื้องหลังการแคสติงและการถ่ายทำที่ท้าทายกว่าซีซันแรก
สถานะ: รีเสิร์ชคำว่า ‘แฟน’
ซีซันแรกของ GELBOYS จบลงที่ตัวละคร 2 คู่ คบหากันแบบแฟน โดยพาร์ตที่เล่าการเป็นแฟนสั้นมาก มีให้คนดูฟินแค่ในช่วงท้าย เพราะมัน ‘กั๊ก’ กันมาทั้งเรื่อง นี่เป็นจุดตั้งต้นของซีซัน 2 ดังนั้นคีย์เวิร์ดหลักครั้งนี้จึงเป็นคำว่า ‘แฟน’ 
“เราก็ตั้งโจทย์ว่า จะเล่าเรื่องแฟน เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่น Gen Z ที่อยู่ในบริบทของเด็กสยาม” เอสกล่าว
ภาพวัยรุ่น Gen Z เวลามีแฟนเป็นอย่างไร สำหรับเอสแล้ว เมื่อรีเสิร์ชจากภาพยนตร์และซีรีส์ก็พบว่า มันไม่ได้ต่างไปจากยุคของเขาที่เป็น Gen Y ขนาดนั้น
“รีเสิร์ชมาหลายมิติว่า จะเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับแฟนที่ยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่ได้บ้าง มิติแรกคือ เราไปนั่งไล่ดูหนัง ซีรีส์ เปิดทุกแพลตฟอร์ม แล้วเสิร์ชคีย์เวิร์ดว่าแฟน หาเรื่องที่เล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ดูหมดเลย แล้วรู้สึกว่า หนังมันมีสิ่งที่ปกติทั่วไปเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะคล้ายกันหมดคือ มีตัวละครมือที่สามเข้ามาสร้างความร้าวฉาน แต่เราไม่ได้อยากเล่าในแง่นี้ เลยเปลี่ยนวิธี”
ต่อไปเขาจึงเริ่มเข้าโซเชียลมีเดีย ไถดูคลิปคู่รักวัยรุ่นใน TikTok เมื่อเจอคู่ที่ดูน่าสนใจ จึงทักไปขอสัมภาษณ์ ทว่ายังไม่เจอแง่มุมใหม่ในความสัมพันธ์อยู่ดี เพราะการแสดงความรักพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ทั้งการออกเดต ไปรับไปส่ง หรือซื้อของขวัญให้
“วันหนึ่งที่เรานั่งประชุมกัน เราผ่านการรีเสิร์ชมาเยอะแล้ว ดูหนังมาหลายเรื่องแล้ว มันก็ไม่ช่วย ไม่เจออะไรที่ทำให้ใจเต้นเลย เลยคิดว่าลองเปลี่ยนสื่อที่เสพดูไหม แล้วพี่บอส (นฤเบศ กูโน) ก็บอกว่า ไปสยามกัน เดินเข้าร้านหนังสือแล้วกลับมาพร้อมหนังสือกองโต ทั้งการ์ตูน มังงะ อ่านหมดเลย ช่วยกันไล่อ่านคนละเล่ม เผื่อจะเห็นแง่มุมใหม่ ไม่เหมือนซีรีส์ที่เราเคยทำมาก่อน”
อย่างไรก็ตาม การอ่านการ์ตูนไม่ได้ทำให้เขาเจอรูปแบบการแสดงความรักที่ต่างจากเดิม ทว่าทำให้เขาค้นพบบรรยากาศใหม่แทน
“ความจริงเราไม่ใช่สายอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งพออ่านแล้วพบว่า มันมีความสดใสบางอย่าง เป็นวัยรุ่นน่ารัก สดใส และเบียวขึ้น มันเลยกลายเป็นพลังงานดีๆ ให้เราเอาไปใส่ในซีรีส์ แต่สุดท้ายเราก็ยังขาดเนื้อเรื่องที่ทัชใจอยู่ดี”
ดูหนังก็แล้ว นัดสัมภาษณ์คู่รักในโซเชียลฯ ก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว แต่ยังไม่เจอแง่มุมที่อยากเล่าในซีรีส์ เอสจึงกลับมาทบทวนใหม่ พร้อมวนกลับไปยังสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของซีซันแรก
“สุดท้ายคือเราต้องการเด็กธรรมดาจริงๆ ต้องการรู้ว่าเด็กทั่วไปที่เดินสยามเขาสนใจอะไรกัน เลยกลายเป็นว่า เรากับพี่จูทีมเขียนบท ไปเดินอยู่กลางสยามช่วงเย็นที่คนเดินเยอะมาก แล้วมีวงสัมภาษณ์ที่เขาถ่ายคลิปกันหลายวง เสมือนเราเป็นหนึ่งในคนสัมภาษณ์
“เราก็เริ่มเดินเข้าไปทักคนที่ถ่ายคลิปอยู่ แล้วบอกว่าขอสัมภาษณ์ได้ไหม ก็ขอ Instagram มาก่อน แล้วค่อยติดต่อไป เพราะสัมภาษณ์จริงใช้เวลานาน แล้วก็เดินไปทุกซอยในสยาม เจอคู่แฟนมาด้วยกันก็เข้าไปขอคอนแทกต์เลย ประมาณ 20-30 คู่ จากนั้นทีมก็ช่วยกันแบ่งคิวสัมภาษณ์”
คราวนี้พวกเขาเลือกเดินมาถูกทาง เพราะเมื่อสัมภาษณ์แล้ว พบว่าครึ่งหนึ่งในบรรดาคนที่เลือกมาสัมภาษณ์นั้นเป็นติ่ง
“รอบนี้พอเราได้เด็กสยามทั่วไปจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่ในโซเชียลฯ ปรากฏว่า เราได้หัวใจของเด็กสยามมาเลยคือคำว่า ‘ติ่ง’ เพราะคำตอบที่ได้คือ มาสยามเพื่อมาติ่ง มากดบัตร ซื้อของศิลปิน ถ่ายรูปกับป้ายศิลปินอะไรแบบนี้ พอเราจับทางได้ เลยลองสัมภาษณ์เพิ่มว่า แล้วความสัมพันธ์ระหว่างติ่งกับแฟนมันเป็นอย่างไร
“จำได้เลยว่ามีคนหนึ่งเล่าว่า เขาเป็นติ่งศิลปินไทย แฟนของเขาเป็นคนไม่ติ่งเลย แต่แฟนกลับชอบให้เขาติ่ง เพราะแฟนรู้ว่าเวลาเขาไปติ่ง เขามีความสุข แล้วมีช่วงหนึ่งที่ศิลปินที่เขาชอบจัดคอนเสิร์ต แฟนเขาเลยพยายามกดบัตรให้ ต่อคิวให้ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้จะเข้าไปดูด้วย แต่ตั้งใจว่าอยากให้แฟนตัวเองไปดูศิลปินที่ชอบใกล้ๆ แล้วก็ขับรถไปรับไปส่ง ไปนั่งรอหน้าคอนเสิร์ต”
ในที่สุดเขาก็ได้ไอเดียของ GELBOYS 2 ว่าด้วยความสัมพันธ์ 2 รูปแบบคือ ‘ติ่ง’ กับ ‘แฟน’ ที่วนมาอยู่ในจักรวาลเดียวกัน
สถานะ: แคสติง GELBOY 05
GELBOY 01 พีเจ-มหิดล พิบูลสงคราม (บ้าบิ่น)
GELBOY 02 นิว-ชยภัค ตันประยูร (โฟร์มด)
GELBOY 03 เลออน เซ็ค (บัว)
GELBOY 04 ไป๊ป-มนธภูมิ สุมนวรางกูร (เชียร)
แฟนซีรีส์จะได้เห็นตัวละครหลักทั้ง 4 คนเติบโตขึ้น จากเด็กนักเรียนก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย หากแต่การเปลี่ยนช่วงวัย ทำให้คาแรกเตอร์ตัวละครไม่สดใสเหมือนเดิม
“เราทำสิ่งนี้เพราะเราอยากดูน้อง 4 คนเล่น เพราะเสน่ห์ของ GELBOYS คือความไร้เดียงสา ความสดใสร่าเริงของเด็กมัธยม ทีนี้จะทำยังไงให้เรายังเล่าไอเดียทั้งหมดได้อยู่ เพราะถ้าตัวละครโต จะไม่ใช่เด็กวัยรุ่นแล้ว มันยังขาดจิกซอว์สำคัญที่จะมาดำเนินเรื่องราว แล้วเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่คนดูจะคิดถึง เลยมีตัวละครเจลกับเบบี้เข้ามาเป็นลูกๆ ทำให้สัดส่วนของซีซัน 2 กลมกล่อม ยังมีกลิ่นอายความสดใสของซีซันแรก”
NEWGEL 05/ 06
ภีม-วีรวิชญ์ สดศรีสุวรรณ (เจล)
ไม้-ณัฐภัทร เพิ่มพงศ์พันธ์ (เบบี้)
ตัวละครเจลกับเบบี้ คือลูกของคู่เชียร-โฟร์มด และบ้าบิ่น-บัว โดยเจลกับเบบี้ดำเนินเรื่องในปี 2054 เพื่อเล่าย้อนถึงความรักของรุ่นพ่อช่วงเข้ามหาวิทยาลัย
“ตัวละครเจลและเบบี้ อยากได้เด็กที่เป็นเพื่อนกันมาเล่นด้วยกัน เพราะว่ามันกำลังจะมาเล่าเรื่องของ GELBOYS ที่เป็นคู่ของพ่อ เพราะฉะนั้นลูกต้องสนิทกัน เราเลยหาเคมีที่ต้องจินตนาการกันเอง ต้องคุยกันแบบไหน เล่นกันยังไง แล้วต้องทำเล็บด้วยกัน เพราะว่าเป็นกิมมิกของ GELBOYS แต่ทีมเขียนบททุกคนมีภาพเจลกับเบบี้ในหัวไม่เหมือนกันเลย พอเขียนบทต่อไปเรื่อยๆ มันเริ่มจม เรามีโครงเรื่อง แต่ไม่รู้ว่าเคมีเขาจะดำเนินไปเส้นไหนดี ระหว่างนั้นก็ประกาศตามหา GELBOY 05 เปิดแคสต์คนเดียว แต่จริงๆ หา 2 คน ซึ่งมันยากมากในการแมตช์คู่ ไม่ลงตัวสักที” เอสเล่าย้อนถึงช่วงตามหานักแสดง
ทีมงานมีทั้งไปสเกาต์ที่สยาม ในโรงเรียน ไปจนถึงต่างจังหวัดเหมือนในอดีต เพื่อเฟ้นหาคนที่เหมาะกับบท
“ช่วยกันหา เพราะตอนนั้นเริ่มเขียนบทต่อไม่ได้แล้ว มันไม่เห็นภาพตัวละคร แล้วเราก็มานั่งไถคลิปดูเด็กวัยรุ่นใน TikTok ก็ไปเจอคลิปที่น้องไม้นั่ง BTS แล้วมีคนถ่ายมาลงว่าหน้าคล้าย ภูธัชชัย วง BUS เราเลยส่งให้ทีมดูว่าน้องคนนี้น่าสนใจ มีกลิ่นอายของตัวละครเบบี้ที่เราอยากได้ แล้วไปส่อง Instagram น้อง เห็นว่าน้องอยู่โมเดลลิงหนึ่ง พอไล่ดูรูปที่แท็กกันก็ไปเจอภีม อยู่โมเดลลิงเดียวกัน เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนเหมือนกัน แล้วเขาจะชอบออกงานคู่กัน เคยถ่ายคลิปเต้นเพลง เลิกกั๊ก ด้วย อยู่ๆ เราก็ได้คู่เพื่อนคู่หนึ่ง เลยชวนมาแคสต์”
เอสเล่าว่า ความสนิทสนมของภีมกับไม้คือเคมีเฉพาะตัว ประโยคหรือวิธีพูดคุยของพวกเขา ดูเหมือนว่าต้องเป็นคนสนิทกันเท่านั้น ผ่านการศึกษาเรียนรู้กันมานาน ถึงจะพูดได้ เป็นอะไรก็ตามที่เขารู้กัน 2 คน
“มันมีเสน่ห์มากๆ แค่การที่น้องเถียงกันเฉยๆ มันก็น่ารักแล้ว เลยรู้สึกว่า นี่แหละเคมีของเจลกับเบบี้ ที่จริงพอเจอน้องแล้ว หลังจากนั้น จริงๆ เราก็ยังพยายามหาคนอื่นมาแคสต์อยู่นะ แต่ระหว่างที่หาไปด้วย เขียนบทไปด้วย ตอนเขียนบทมันกลายเป็นติดภาพภีมกับไม้ไปแล้ว ในหัวมันประทับน้อง 2 คนนี้ไปแล้ว เลยเลือกคู่นี้” เอสเล่าพร้อมรอยยิ้ม
สถานะ: เขียนบทโลกอนาคตบนความพังก์
เอสเฉลยว่า GELBOYS 2 ตกอยู่ในสถานะติ่งแฟน เป็นเรื่องในอนาคต ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาอยากเห็นความสัมพันธ์ของเชียร-โฟร์มด และบ้าบิ่น-บัวตอนเป็นผู้ใหญ่ไปจนถึงตอนแก่
“พอเราเติบโตมากับตัว GELBOYS 1 เราเห็นการเติบโตของตัวละคร แล้วพอเราเขียนบทของซีซัน 2 เรารู้สึกอยากเห็นความสัมพันธ์แบบแฟนที่ลึกกว่า Puppy love ทั่วไป แล้วเราอยากเห็นเส้นทางความรักของเขาที่มันเดินทางไปไกลแค่ไหน เริ่มตั้งคำถามจากสิ่งนี้ เราเลยเคาะกันว่า ไปจนแก่เลยแล้วกัน เป็นอีกวัยหนึ่งเลย”
เมื่อได้ยินว่าซีซันนี้มีตัวละครในโลกอนาคต หลายคนอาจตั้งคำถามถึงความแฟนตาซีของซีรีส์ ไปจนถึงการออกแบบคาแรกเตอร์ รูปลักษณ์ของตัวละครเจลกับเบบี้ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
“แม้ว่าจะเป็นอนาคต แต่เรายังถ่ายที่สยามได้จริง ไดเรกชันมันเลยเป็นโลกสมมติ หากย้อนไปสยามเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มันเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง หลักๆ อาจต่างกันแค่สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเราเองก็รู้สึกว่าสยามในอนาคตคงไม่ต่างจากตอนนี้นัก เราเลยแค่เปลี่ยนองค์ประกอบและบรรยากาศบางอย่างเพื่อให้มันดูต่าง อยากทำให้คนรู้สึกว่าเจลกับเบบี้ หรือเด็กสยามในอนาคตก็ยังเป็นเด็กธรรมดาเหมือนกัน รวมถึงแฟชั่น การแต่งกาย เราก็อาจจะทำให้เขาดูต่างไปจากปัจจุบันเล็กน้อย สื่อว่ามันคนละยุคกัน
“ทั้งหมดเราแค่จำลองโลกอนาคตเพื่อเล่าให้คนดูเห็นเรื่องราวของ GELBOYS 4 คนหลักๆ มากกว่า ดูว่าเราจะเล่าความรักของ 4 ตัวละครหลักของเรานะ โดยเล่าผ่านน้องอีก 2 คน ที่เขาก็จะมีเส้นเรื่องของตัวเองด้วย”
GELBOYS เป็นทีมซึ่งขึ้นชื่อทั้งงานอาร์ตไดเรกชันของซีรีส์และแฟชั่นของตัวละคร สำหรับโฟร์มด เชียร บ้าบิ่น และบัว หลายคนสังเกตเห็นว่า ในซีซันนี้แต่งกายต่างไปจากเดิม สำหรับแฟนอนิเมะเรื่อง NANA หรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบสไตล์พังก์ อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเอสบอกว่า ตั้งใจหยิบแฟชั่นจากฝั่งญี่ปุ่นมาใส่ในตัวละครซีซันนี้
“ตอนทำซีซัน 1 มันจะมีความ NewJeans ความน่ารักแบบ K-Pop มีการแปะสติกเกอร์กุ๊กกิ๊ก มีกิ๊บ มีเล็บเจล พอซีซัน 2 มา เรารู้สึกว่าไม่อยากทิ้งสิ่งนี้ แต่ก็ไม่อยากทำสิ่งเดิม เพราะอยากให้คนดูเห็นอะไรใหม่ แล้วซีซันนี้ โฟร์มดจะเดบิวต์เป็นศิลปิน มันเกิดจากการหาคาแรกเตอร์ของโฟร์มดเลย เราก็ไปนั่งไล่ดู T-Pop, K-Pop เป็นภาพที่ยากมากว่าเราจะออกแบบศิลปินยังไงให้ไม่ซ้ำใคร และยังเป็น GELBOYS ต้องโดดเด่นมีภาพจำชัดด้วย
เราเลยลองปิดพาร์ตของสายป็อปไปเลย แล้วไปหาภาพใหม่ เจอ J-Rock มันดูสนุก พอดูไปเรื่อยๆ เลยไปเจอพังก์ เท่มาก แล้วก็เจอลุคฮาราจูกุ มันใกล้เคียงกับความเป็น GELBOYS มาก แค่คนละฝั่งกัน สุดท้ายโฟร์มดเลยติดกิ๊บทั่วหัว แต่งตัวจัดเต็ม บ้าบิ่นทำสีผม บัวก็จะมีพร็อพแต่งตัวเยอะขึ้น”
สำหรับแฟนซีรีส์ GELBOYS กลุ่มที่ชอบดูเพื่อเสพงานศิลปะ แฟชั่น ดนตรี เครื่องประดับ องค์ประกอบอื่นในเรื่องเพื่อหาแรงบันดาลใจ เชื่อว่าจะไม่ผิดหวังกับซีซันนี้อย่างแน่นอน![]()
สถานะ: ออกกองใหญ่กลางสยาม
เมื่อบทพร้อม นักแสดงพร้อม ก็ถึงเวลาถ่ายทำซีซันใหม่ในสถานที่เดิมคือสยาม ก่อนหน้านี้ GELBOYS สถานะกั๊กใจ เคยได้รับความสนใจเพราะถ่ายทำด้วยโทรศัพท์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือซีซันนี้ถ่ายด้วยกล้องใหญ่
“ถ่ายซีซัน 2 มหากาพย์ความยากเลย ปัจจัยแรกตอนทำซีซัน 1 ยังไม่มีใครรู้จักเรา แล้วพอเราเป็นกองที่ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์ เราก็ใช้กล้องตัวเล็ก เคลื่อนไหวง่าย กองเล็กๆ มันอาจมีคนสังเกต แต่ไม่ถึงขั้นมามุง เพราะไม่มีใครรู้ว่าเราทำอะไร ไม่มีใครรู้จัก GELBOYS
“แต่พอซีซัน 2 แล้ว เคาะเรื่องติ่ง มันต้องมีซีนคอนเสิร์ต อีเวนต์ แล้วเล่าความสัมพันธ์ที่คนหนึ่งอยู่บนเวที คนหนึ่งอยู่ข้างล่าง ในเชิงภาพ กล้องโทรศัพท์ไม่ตอบโจทย์แล้ว พอเปลี่ยนเป็นกล้องใหญ่ มันแลกมากับการที่กองเราใหญ่มากๆ ทีมงานเยอะ นักแสดงในซีนก็เยอะ มวลคนเยอะมากอยู่กลางสยาม ใครผ่านไปผ่านมาเขามองหมด”
เอสเสริมถึงปัจจัยต่อมาที่ทำให้การถ่ายทำท้าทายกว่าเดิม คือซีซันนี้ได้ แฮนน่า 4EVE กับอาโป DICE 2 ศิลปิน T-pop ชื่อดังมาเป็นนักแสดง ซีนส่วนใหญ่ถ่ายทำที่สยาม และวัยรุ่นทั้งสยามรู้จักทั้งคู่ จึงทำให้มีคนเข้ามาทักทายแฮนน่าและอาโปบ่อยครั้ง
และเมื่อถามว่า เขาสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมการติ่ง T-pop ในกลุ่มคน Gen Z บ้าง เอสตอบว่า ความน่าสนใจคือ สยามยังคงเป็นพื้นที่รวมตัวของกลุ่มแฟนคลับศิลปินจำนวนมากเสมอ ทว่ายังไม่เคยถ่ายทอดภาพนี้ในซีซันแรก
“ปัจจุบันคอมมูนิตี้ของ T-pop ในประเทศไทยใหญ่ขึ้น ค่อนข้างบูม เรามีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมาเยอะ แล้วคนทั่วไปก็เริ่มเปิดใจให้กับศิลปิน T-pop มากขึ้น พอเริ่มเปิดใจก็เริ่มมีคนมาติ่งกันเยอะขึ้น ติ่งสมัยก่อนอาจจะไม่ใช่ติ่งแบบนี้ ติ่งในปัจจุบันเริ่มมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีระบบแฟนไซน์ มีวัฒนธรรมระหว่างแฟนคลับกับศิลปิน เช่น การถ่ายคลิป การทำท่าฮิตต่างๆ หรือมีศัพท์เฉพาะที่เกิดขึ้นในกลุ่มแฟนคลับ สิ่งนั้นคือดีเทลพิเศษแห่งยุคสมัยนี้ ที่เราพัฒนาต่อได้
“อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เลือกไอเดียเรื่องติ่งคือ ถ้าย้อนมองสยามในภาพกว้าง เราจะเห็นว่ามันเป็นพื้นที่ที่รวบรวมกลุ่มคนทำกิจกรรมเอาไว้เยอะมาก ทุกเทศกาลมีคอนเสิร์ตศิลปิน จัดอีเวนต์ ศิลปินมาออกงานตามซอยนั้นซอยนี้ กลายเป็นว่ามีอีกวัฒนธรรมที่เรายังไม่เคยเล่าในซีซันแรก” เอสอธิบาย
สุดท้ายนี้ เอสพูดถึงความหวัง ต้องการให้ผู้ชมเปิดใจและสนุกไปกับการดูซีรีส์เรื่องนี้
“GELBOYS 2 ยังคงกลิ่นอายเดิมที่คนดูคิดถึง คนดูจะมีความสุขกับการได้ดู GELBOYS ตอนโต แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเปลี่ยนไปคือการเติบโต จักรวาล โลกใหม่ สำหรับเรา อาจคาดหวังการเปิดใจจากทุกคน ถ้าเปิดใจดู จะมีความสุขจริงทั้ง 8 อีพี เพราะว่าทุกอย่างที่ใส่ลงไปในซีซันนี้ มันคือความตั้งใจจริงๆ” เอส สถานะผู้กำกับ ทิ้งท้าย




