สารภาพว่าผมเป็นแฟนคลับของ วีระ ธีรภัทร คนหนึ่ง
ย้อนกลับไป 20 กว่าปีก่อน ยุคก่อนถือกำเนิดโซเชียลมีเดีย ในยุคที่อินเทอร์เน็ตมีเพียง Pantip เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทุกบ่ายคนสนใจบ้านเมืองอย่างผมจะเปิดฟังอาจารย์วีระว่า มีใครถามอะไรแปลกๆ บ้าง ในรายการ ‘คุยกันจันทร์-ศุกร์’ ตามมาด้วยรายการคุยได้คุยดี กับวีระ ธีรภัทร ซึ่งผมมักจะเปิดฟังในช่วงปิดเทอม
หากใครติดตามรายการวิทยุของวีระจะพบว่า มีกฎข้อหนึ่งที่อาจารย์วีระย้ำไว้อย่างเคร่งครัดคือ ห้ามถาม ‘เรื่องส่วนตัว’ พร้อมกับย้ำนักย้ำหนาว่า ถึงเวลาจะเล่าด้วยตัวเอง
เมื่อสัก 8 ปีก่อน ก่อนที่วีระจะยุ่งเหมือนกับวันนี้ ได้เขียนหนังสือชื่อ คนไร้ราก เป็นหนังสือที่วีระเล่าเรื่องส่วนตัวไว้อย่างหมดเปลือก รวบรวมข้อเขียนสั้นๆ ที่เขียนในกลุ่ม LINE ก่อนหน้านั้น ผ่านทาง LINE ID @veera2017 ออกมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ
ในวันที่อาจารย์วีระ ‘ท็อปฟอร์ม’ ตกเป็นตำบลกระสุนตกจากการทำหน้าที่กรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ผมหยิบคนไร้รากซึ่งวางอยู่บนชั้นหนังสือมาสักระยะแล้ว กลับมานั่งอ่านแบบพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง
คนไร้รากเล่าชีวิตวีระตั้งแต่แรกเกิด ประวัติครอบครัว เข้าเรียนชั้นมัธยม และจบลงที่มหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนของ ‘การงาน’ จะไปอยู่ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ 40 ปีแห่งวิถีสัมมาอาชีวะ
เหตุปัจจัยของชื่อคนไร้รากมาจากการที่วีระอธิบายตัวเองว่าเป็นเพียง ‘ผู้อาศัย’ มาโดยตลอด จึงไม่ได้หยั่งรากผูกพันกับที่ใดเลย
สิ่งที่วีระบรรยายได้ดีคือฉาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้ใกล้กับสถานีรถไฟตะพานหิน โรงเรียนลาซาล นครสวรรค์ สนามของตึกยาวโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งในช่วงการเมืองคุกรุ่น หรือวันที่กลายเป็นสมรภูมิเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ
และแน่นอน ตัวละครเด่นนอกจากวีระก็คือ ‘แม่’ ฉากชีวิตของวีระ เดินไปพร้อมๆ กับการก้าวหน้าและถอยหลังของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย
เมื่อ 40-50 ปีก่อน การที่คนจะเขยิบสถานะทางสังคมได้ มีเพียงด้วยการศึกษา แม่มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ ลูกต้องได้เรียนมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งอยู่ไกลมาก หากตั้งต้นจากครอบครัวที่ค้าขายอยู่ในตลาดตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ทั้งระยะทางและวิธีการไปให้ถึง
ผมเคยได้ยินจากคนร่วมรุ่นกับอาจารย์ บอกว่าในยุคนั้น การที่เด็กสักคนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับการได้ไปเรียนต่างประเทศยุคนี้ ส่วนการจะไปถึงตรงนั้นได้ ลูกชายต้องได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด
เป็นเรื่องที่สอดคล้องกันดีว่า เด็กชายวีระนั้นรักการอ่านมาก ชนิดที่อ่านหนังสือหมดห้องสมุด และนอกจากหนังสือไทย ยังข้ามไปอ่านวรรณกรรม อ่านจนไม่เหลืออะไรให้อ่านอีกต่อไป โดยมีเข็มมุ่งคือทำตามความฝันของแม่ นอกจาก ‘สวนกุหลาบวิทยาลัย’ ก็คือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสักแห่งหนึ่ง
แต่ชีวิตเล่นตลกกว่านั้น วีระสอบเอนทรานซ์ไม่ติดคณะแพทยศาสตร์ ด้วยเหตุผลว่า ลืมกรอกชื่อกับเลขประจำตัวในการสอบเอนทรานซ์วิชาชีววิทยา การสอบที่เขาตั้งเป้ามาทั้งชีวิตว่าจะต้องเดินไปให้ได้
ฉากที่สอบไม่ติดนั้น ทั้งผิดหวัง ทั้งเศร้าไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะกับแม่ ที่ตั้งใจส่งวีระไปให้ถึงฝั่งให้ได้ และทำให้ความสัมพันธ์กับ ‘แม่’ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของคนไร้รากในช่วงต้น ค่อยๆ ละลายหายไป เมื่อวีระตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง
“แม่ผมผิดหวังมากที่ผมสอบไม่ติดหมอในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนั้น แม่ไม่ต้องการถูกรางวัลข้างเคียงครับ ในเมื่อทั้งหลายทั้งปวงที่ลงมือทำไปก็เพื่อถูกรางวัลที่ 1 เท่านั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ เป็นเรื่องที่แม่ผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรในตัวผมแม้แต่นิดเดียว แถมยังเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสำหรับแม่ผม ที่ลูกชายสอบไม่ติดหมอ แถมไปติดมหาวิทยาลัยที่ในเวลานั้น ต้องบอกว่าเป็นสถานที่บ่มเพาะนักศึกษาหัวรุนแรง เป็นศูนย์รวมของพวกตัวกลั่นที่ต่อต้านรัฐบาลอีกต่างหาก”
กระนั้นเอง เมื่อวีระสอบเอนทรานซ์ไม่ติดหมอ เขาก็เลือกอีกเส้นทางเป็นทางเดินแบบที่ประกอบสร้าง ‘อาจารย์วีระ’ ที่เราเห็นกันทุกวันนี้
ช่วงที่น่าสนใจอีกช่วงก็คือ เมื่อเป็นอัตชีวประวัติ สิ่งที่สะท้อนได้ดีคือ ประวัติศาสตร์ช่วงปี 2517-2520 ที่วีระอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พอดี ช่วงเวลานั้น ลาว-เวียดนามแตก กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เต็มขั้น ขณะที่ประเทศไทยก็อยู่ในช่วงเวลาที่หวาดกลัวคอมมิวนิสต์สุดขีด
อาจารย์วีระเรียนอยู่ที่ภาควิชาทฤษฎีการเมืองและปรัชญาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งโชคดีที่ไปเจอสุดยอดอาจารย์ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, สมบัติ จันทรวงศ์, ลิขิต ธีรเวคิน, เสน่ห์ จามริก ซึ่งเปิดวิชาแห่งการ ‘อ่าน’ และการถกเถียงให้กับวีระ
ขณะเดียวกัน ก็เป็นห้วงเวลาเดียวกันพอดีกับที่การเมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ นับตั้งแต่ชัยชนะของนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จบลงด้วยการล้อมปราบและการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และวีระก็เป็นคนร่วมรุ่น ในค่ำคืนก่อนการล้อมปราบ วีระ ‘รอด’ เพราะข้อตกลงกับป้าว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องกลับมานอนบ้าน เขาจึงรอดจากการถูกปิดล้อม และเมื่อไปธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์อีกครั้ง ก็ปรากฏฉากของการสังหารโหด
“ผมนั่งรถเมล์จากบ้านแถวถนนเจริญกรุงมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตรงท่าพระจันทร์ เข้าใจน่าจะถึงแถวนั้นประมาณสักแปดหรือเก้าโมงเช้า ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา ในระหว่างที่ผมเดินตรงจากรถเมล์ตรงใกล้ๆ กับโรงแรมรัตนโกสินทร์เพื่อเดินไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“จากจุดที่ผมยืนตรงแถวหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาพที่เห็นก็คือเพื่อนๆ ที่ผมจำหน้าจำตาได้ไม่น้อย ถูกสั่งให้ก้มหน้าอยู่บนรถเมล์ระหว่างรอการส่งตัวไปที่ไหนที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน บางคนสบตากับผมแล้วผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกยังไงดีเหมือนกัน”
แน่นอนว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เปลี่ยนวีระไปไม่น้อย เรื่องสำคัญก็คือ ‘เพื่อน’ จำนวนมหาศาลเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนเหลือเขาเรียนอยู่คนเดียว ขณะที่อาจารย์จำนวนไม่น้อยก็โดนกล่าวหาว่าเป็น ‘ซ้าย’
ฉากที่เหนือจริงที่สุดที่ได้สัมผัสจากเล่มนี้ก็คือการ ‘เผา’ หนังสือ เพราะในเวลานั้นรัฐบาลประกาศให้หนังสือไม่น้อยเป็นหนังสือต้องห้าม ซึ่งหากใครมีไว้ครอบครองจะตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาว่าด้วยการ ‘เป็นคอมมิวนิสต์’
“ผมจำได้ว่าตัวผมเองต้องการกะละมังขนาดใหญ่มาใช้สำหรับเผาหนังสือกองใหญ่ที่ซื้อสะสมมาในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ เหมือนเผากระดาษเงินกระดาษทองตอนตรุษจีนสารทจีน ยังไงยังงั้นเลย”
“เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกที่สุด แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อนครับ”
“ผมบอกได้เลยว่าตลอดเวลา 1 ปี ของรัฐบาลเผด็จการพลเรือนที่มี คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะนายทหารที่เรียกชื่อตัวเองว่า ‘คณะปฏิรูปฯ’ ให้การสนับสนุนอุ้มชูนั้น เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในการต้องเป็นประชาชนพลเรือนในสังคมไทย” คือสิ่งที่วีระบรรยายไว้ในหนังสือ
เรื่องราวของคนไร้รากจบลงตรงวันที่วีระจบการศึกษา และมีเหตุให้ต้องพลิกผันอีกครั้ง เพราะความฝันในการเป็น ‘อาจารย์’ กลับกลายเป็นต้องเข้าสู่เส้นทางสื่อสารมวลชน เป็นคนแปลข่าวต่างประเทศ เพราะมีทักษะความรู้และภาษาอังกฤษที่ดี
และแน่นอน นี่คือสิ่งประกอบสร้าง ทำให้เห็นว่าทำไมวิธีคิดของวีระจึงเป็นเช่นนี้ ก่อนที่ในช่วงชีวิตต่อไป วีระจะไปศึกษาเรื่องการเงิน การคลัง เศรษฐกิจ หุ้น เรื่อยไปจนถึงการเป็นเอกอุเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ เขียนหนังสือออกมาอีกหลายเล่ม ทั้งเรื่องการเที่ยวกัมพูชา หรือประวัติศาสตร์โรมันอย่างจากซิเซโรถึงซีซาร์ หรือจากปอมเปย์ถึงซีซาร์ ฯลฯ
ส่วนหนึ่งของชีวิตวัยเยาว์ที่ประกอบสร้าง เป็นใจความสำคัญว่าทำไมเขาถึงมีอะไรในหัวมาก มากพอที่จะ ‘ฟาด’ กับทุกคนได้ ไม่ว่าจะในรายการวิทยุ รายการทีวี หรือในเวทีกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเข้าใจว่า ‘ราก’ ของคนไร้ราก เริ่มต้นจากไหน
ข้อสำคัญที่สะท้อนในวีระคือเขาเป็นคนมีความหวัง เขายังเชื่อในการทำตัวเองให้มีประโยชน์กับประเทศนี้ ผ่านหลากหลายเวที ครั้งหนึ่งเขาเคยประกาศว่า ‘รู้สึกผิด’ ผ่านรายการทีวีว่า คนรุ่นเขาเป็นรุ่นที่ล้มเหลวที่พาประเทศมาได้เท่านี้
ถึงที่สุดแล้ว คนไร้รากจึงเป็นชื่อที่ประชดตัวเองที่สุด วีระอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียง ‘ผู้อาศัย’ ที่ไม่ผูกพันกับที่ใด แต่สิ่งเดียวที่หนังสือเล่มนี้พิสูจน์คือ เด็กชายจากตลาดตะพานหินคนนี้มีรากหยั่งลึกกว่าที่ใครคิด รากที่ฝังอยู่ทั้งที่สถานีรถไฟตะพานหิน ทั้งสนามตึกยาวสวนกุหลาบฯ ทั้งรั้วท่าพระจันทร์ ในวันที่เพื่อนจำนวนมากไม่ได้เดินออกมาพร้อมกัน
ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นของอาจารย์วีระล้มเหลวจริงอย่างที่เจ้าตัวว่าหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ชายวัยเกือบ 70 ที่ยังนั่งไล่ตัวเลขงบประมาณทีละบรรทัด ยังฟาดกับระบบราชการทีละหน่วยงาน คือหลักฐานว่าเขายังไม่ยอมให้ความล้มเหลวนั้นเป็นบทสรุปสุดท้ายของรุ่นตัวเอง
คำถามที่ค้างอยู่หลังอ่านจบ จึงอาจไม่ใช่ว่ารุ่นของเขาพาประเทศมาเท่านี้ได้อย่างไร แต่คือรุ่นของเรา รุ่นที่ไม่ต้องเผาหนังสือตัวเองในกะละมัง ไม่ต้องเห็นเพื่อนก้มหน้าอยู่บนรถเมล์ จะพาประเทศไปได้ไกลกว่านี้แค่ไหน
ในสภาพที่ผู้มีอำนาจหลายคนพอใจกับการอยู่แค่นี้…
Tags: Lost in Thought, วีระ ธีรภัทร, วีระ ธีรภัทรานนท์, คนไร้ราก




