ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เทคโนโลยีก็แทรกซึมอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา โลกอนาคตที่ไม่เคยคิดว่าจะมาเร็วภายในชั่วพริบตา ใครจะไปคิดว่าเพียงเวลาไม่กี่ปี จะมีโปรแกรมอะไรสักอย่างที่คุยโต้ตอบกับเราได้ราวกับมนุษย์ และพัฒนาไปเร็วพอๆ กับเวลาที่ไม่เคยหยุดเดิน

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา OpenAI ได้เปิดตัว GPT-5.6 โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยโมเดลใหม่ล่าสุด 3 รุ่น ได้แก่ Sol, Terra และ Luna แต่ละโมเดลถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเร็ว และต้นทุนในการประมวลผล

“Frontier intelligence that scales with your ambition”

คำโปรยเปิดตัวโมเดล GPT-5.6 โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่รองรับการทำงานได้ตั้งแต่การใช้งานทั่วไป รวมถึงการใช้งานที่มีความซับซ้อนสูง โดยปรับระดับการประมวลผลตามความต้องการของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย หรือการทำงานที่ต้องใช้เหตุผลหลายขั้นตอน

พร้อมคำอธิบาย “More intelligence from every token, stronger performance per dollar and more capability on demand for your hardest work” หมายถึงการทำให้ทุกหน่วยข้อความ (Token) ที่โมเดลใช้ในการประมวลผลมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้คุ้มค่าต่อต้นทุน และเมื่อต้องรับมือกับงานที่มีความซับซ้อน ระบบจะเพิ่มการประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับความรวดเร็ว ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพภายในโมเดลเดียว

นอกจากนี้ยังมี ChatGPT Work ที่เปลี่ยนจากการถามตอบแบบปกติเป็น ‘การลงมือทำงานจริง’ รองรับการทำงานระยะยาวและทำงานร่วมกัน โดยช่วยจัดการโปรเจกต์หรือเอกสารรวมไว้ในที่เดียวกัน และสร้างผลงานที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ได้ด้วยตัวเอง

AI สร้างขึ้นจากอะไร?

สำหรับผู้ใช้งานแบบเราๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้คือ AI ที่ฉลาด แม่นยำ และทำงานได้หลากหลาย เปรียบเสมือน ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราให้ง่ายขึ้นในทุกมิติ 

ทว่าเบื้องหลังของทุกการอัปเกรด กลับไม่ได้มีเพียงอัลกอริทึมที่ซับซ้อนกว่าเดิม แต่คือการแข่งขันด้านชิปประมวลผลควบคู่ไปกับการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล เพื่อรองรับ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ สำหรับ AI เหล่านี้

ศูนย์ข้อมูล (Data Center) คือสถานที่ขนาดใหญ่ที่ใช้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจากระยะไกล โดยรวบรวมเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากไว้ที่เดียวกัน พร้อมระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมอุณหภูมิที่ต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมหาศาล รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทเทคโนโลยีใช้ในการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ เช่น ChatGPT จึงจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อหล่อเย็นระบบเซิร์ฟเวอร์และระบายความร้อน เพื่อให้ระบบทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

ภาพ: The Guardian

ทุกครั้งที่เราพิมพ์คุยกับแชตบอต (Chatbot) คำสั่งเหล่านั้นจะถูกส่งไปประมวลผลในศูนย์ข้อมูลที่จะใช้ทรัพยากรน้ำประมาณ 500 มิลลิลิตรต่อ 20-50 คำถาม แม้จะดูเหมือนเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่เมื่อมีผู้ใช้งานพร้อมกันนับล้านคนทั่วโลกในแต่ละวัน ปริมาณน้ำที่ใช้ก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทำให้ขนาดและความต้องการของ Data Center เพิ่มมากขึ้น จากรายงานของ SourceMaterial พบว่า ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Amazon, Microsoft และ Google มี Data Center ที่ทำงานอยู่แล้ว 38 แห่ง และยังมีอีก 24 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมีแผนที่จะลงทุนพัฒนา Data Center ในประเทศไทยอีกด้วย

สถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) ออกมาเตือนว่า ‘รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม’ (Environmental Footprint) ของ Data Center ไม่ได้มีเพียงแค่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่องการใช้น้ำ ไฟฟ้า และที่ดินอีกด้วย

จากรายงานระบุว่า ในปี 2025 ภายในเวลาเพียง 1 ปี Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 448 เทระวัตต์ชั่วโมง (TWh) ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของหลายประเทศทั่วโลก

รายงานยังคาดการณ์ว่า หากอุตสาหกรรม AI ยังมีการเติบโตในอัตราปัจจุบัน ภายในปี 2030 Data Center ที่รองรับ AI จะใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 935 เทระวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก 

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำสำหรับระบบหล่อเย็นและการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9.3 ล้านล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคนในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราตลอดทั้งปี

จักรวรรดิ AI ในยุคโลกาภิวัตน์

ภาพการสูบทรัพยากรของโลกจำนวนมหาศาลอย่างโหดเหี้ยม เพื่อหล่อเลี้ยงความฉลาดของ AI ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดที่เรียกว่า ‘ลัทธิขูดรีดทรัพยากรยุคใหม่’ (Neo-Extractivism) อย่างชัดเจนคือ แนวคิดทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เน้นการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมหาศาล เพื่อส่งออกทรัพยากรดิบให้ต่างชาติ โดยรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมจัดสรรผลประโยชน์ และผลักภาระไปยังชุมชนท้องถิ่นที่ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ตั้งอยู่

จุดเริ่มต้นของ ‘จักรวรรดิ AI’ ที่เปรียบเสมือนลัทธิจักรวรรดินิยมในยุคอาณานิคม โดยเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการขูดรีด ‘แรงงานและทรัพยากร’ จากประเทศที่กำลังพัฒนาและดึง ‘ข้อมูล’ จากผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนบนอินเทอร์เน็ต

ในหนังสือ Empire of AI: Dreams and Nightmares in Sam Altman’s OpenAI โดย Karen Hao จะชวนทุกคนมองข้ามเทคโนโลยีเหล่านี้ไปยังผู้คนที่อยู่เบื้องหลังห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยยกตัวอย่างประเทศชิลี แหล่งผลิตลิเทียมและทองแดงสำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณทะเลทรายอาตากามา (Atacama) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม AI และรัฐบาลตั้งเป้าจะสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มอีก 28 แห่ง เพื่อดึงดูดเงินลงทุนถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8.73 หมื่นล้านบาท) 

ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของ โซเนีย รามอส (Sonia Ramos) นักเคลื่อนไหวและผู้นำชนพื้นเมืองด้านสิ่งแวดล้อมชาวชิลี ซึ่งเป็นบุคคลภายในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ หลังการเปิดตัวเทคโนโลยี AI เธอตั้งคำถามต่อการขูดรีดทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการสูบน้ำใต้ดินเพื่อทำเหมืองลิเทียมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แหล่งน้ำลดลง ระบบนิเวศเสื่อมโทรม พื้นที่ชุ่มน้ำและสัตว์ป่าค่อยๆ หายไป ทำให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง Data Center ต้องสูญเสียวิถีชีวิตและทรัพยากรไปทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพ: Rest of World

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชุ่มน้ำกิลิกูรา (Quilicura) หนึ่งในหนองน้ำที่ใหญ่ที่สุดของชิลี มีขนาดประมาณ 1,200 เอเคอร์ (ประมาณ 3 พันไร่) เหือดแห้งจนกลายเป็นทุ่งหญ้าสีเหลือง เนื่องจากการดึงน้ำไปใช้ใน Data Center ของ Google ท่ามกลางภาวะภัยแล้งรุนแรงในภูมิภาคลาตินอเมริกา

หรือแม้แต่โปรเจกต์ ‘Stargate’ ของ OpenAI โครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ขนาดมหึมา โดยมีเป้าหมายจะสร้างกำลังประมวลผลรวม 10 กิกะวัตต์ภายในปี 2029 และปัจจุบันโครงการดำเนินไปแล้วมากกว่า 8 กิกะวัตต์ ทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรที่ใช้ขับเคลื่อนระบบ เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ภาพ: OpenAI

OpenAI อธิบายว่า Stargate ใช้ระบบ ‘Closed-loop Water System’ ที่นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อลดการใช้น้ำระยะยาว โดยหลังจากเติมน้ำครั้งแรก ระบบจะหมุนเวียนใช้น้ำซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ปริมาณการใช้น้ำจะลดลง แต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ยังต้องการพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการไฟฟ้าของมหานครนิวยอร์กทั้งเมือง

ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดลง?

การเปิดตัวของ GPT-5.6 ของ OpenAI มาพร้อมกับการนำเสนอความสามารถและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประหยัดต้นทุนการใช้จ่าย แต่ข้อมูลเหล่านั้นกลับไม่ได้เปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งปริมาณการใช้พลังงานและน้ำของโมเดลอย่างละเอียด ทำให้ยากต่อการประเมินว่าประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงด้วยหรือไม่

ที่ผ่านมาบริษัท AI มักจะรายงานแต่ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) และปกปิดข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำ จากรายงานของ UN ระบุว่า การฝึกฝนโมเดล GPT-4 ของ OpenAI เพียงอย่างเดียว ใช้ปริมาณน้ำสูงถึง 600 ล้านลิตร

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียังอ้างว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการพยากรณ์อากาศ และการจัดการระบบพลังงาน ในขณะที่หลายคนมองว่า เป็นการยืมทรัพยากรจากอนาคตที่เราไม่แน่ใจว่าจะทดแทนคืนได้หรือไม่ เหมือนเป็นการผลักภาระไปให้คนรุ่นหลังแบกรับ ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไกลตัวออกไปจนมองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเสนอให้บริษัทเทคโนโลยีและรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำของ AI ให้โปร่งใสมากขึ้น เพื่อให้สาธารณชนประเมินต้นทุนที่แท้จริงของเทคโนโลยีได้ โดยไม่กลายเป็นภาระต่อประเทศที่กำลังพัฒนาและสิ่งแวดล้อมในอนาคต อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีบางแห่งพยายามตั้งเป้าเป็น ‘Water Positive’ เพื่อทดแทนน้ำในธรรมชาติที่สูญเสียไปภายในปี 2030 ผ่านการลดการใช้น้ำและสนับสนุนโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ

เราจะทำอย่างไรในอนาคตอันใกล้

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นวัตกรรมทันสมัยเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเราเป็นไปได้ง่ายขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายภาคส่วนทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ต่างหันมาพึ่งพา AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

จริงอยู่ที่เราต้องปรับตัวเพื่อตอบรับการเข้ามาของเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ทุกครั้งที่เราหันมาสนใจความสามารถใหม่ๆ ของ AI มากขึ้นเท่าไร ราคาที่โลกต้องจ่ายก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือผลกระทบต่อสังคมที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่โลกของเรากำลังจะก้าวไปข้างหน้า มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพัฒนาไปพร้อมกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลักภาระให้คนบางกลุ่มต้องแบกรับอยู่เพียงลำพัง

อ้างอิง:

– Karen Hao, Empire of AI: Dreams and Nightmares in Sam Altman’s OpenAI (New York: PenguinPress, 2025), Chapter 12

https://restofworld.org/2025/ai-resource-extraction-chile-indigenous-communities/

https://www.reuters.com/business/energy/ai-double-data-centre-power-water-consumption-by-2030-un-researchers-say-2026-06-03/

https://time.com/article/2026/06/03/ai-global-water-resources-un-report/

https://techsauce.co/ai/ai-environmental-impact-water-electricity-crisis-2030

https://techsauce.co/ai/stargate-openai-ai-infrastructure

https://www.theguardian.com/global-development/2026/may/26/chile-datacentres-water-tech-companies-mega-drought

https://www.source-material.org/amazon-microsoft-google-trump-data-centres-water-use/

https://www.theguardian.com/environment/2025/apr/09/big-tech-datacentres-water

Tags: , , , , , , , , ,