หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯ เคยคิดไหมว่า ถ้าวันหนึ่งคุณเป็นผู้สูงอายุในเมืองนี้ แล้วเกิดป่วยไข้ ติดเตียง หรือมีภาวะพึ่งพิง หากไม่ได้จ้างพยาบาลพิเศษ แต่ให้ลูกหลานทำหน้าที่เป็น Caregiver ดูแลตลอดเวลา จะมีหน่วยงานไหนไหมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อติดตามอาการ และช่วยแบ่งเบาการดูแลบางอย่าง เช่น ช่วยวัดความดัน ทดสอบสมอง ให้ความรู้ ตลอดจนพูดคุยมอบกำลังใจ

บทบาทเหล่านี้เป็นหน้าที่ของ Caregiver ในชุมชน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ก็มักเป็น ‘อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.)’ อยู่ก่อนแล้ว โดยส่วนใหญ่คือเพื่อนบ้านที่มีจิตอาสา ไปอบรมเพื่อมาดูแลส่งเสริมสุขภาพคนในชุมชน และ อสส.บางคนก็เลือกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเป็น Caregiver นำองค์ความรู้ที่ได้มาช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง 

เชื่อว่าหลายคนคุ้นเคยกับคำว่า อสม.หรือ ‘อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน’ ของต่างจังหวัดมากกว่า และยังสงสัยว่า อสส.กับ อสม.ที่เป็น Caregiver ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไรบ้าง 

The Momentum จึงหาคำตอบโดยการติดตาม อสส.ศูนย์บริการสาธารณสุข 36 บุคคโล ชุมชนวัดราชวรินทร์ คือ ต้อย-ฐิติกานต์ เอี่ยมสุขนันท์ ผู้เป็นทั้งประธานชุมชน ประธาน อสส.และ Caregiver กับ สุ-ภคมน ปัญญาวุธวรกุล ตัวแทน อสส.จากชุมชนเดียวกัน พาลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยชุมชนวัดราชวรินทร์ เพื่อดูการทำงานใน 1 วัน ของทั้งคู่ ทั้งนี้ยังได้พูดคุยกับ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อทำความเข้าใจบริบทการดูแลผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ อุปสรรคในการทำงาน ทั้งในด้านจำนวนของ Caregiver ที่มีน้อย ทำให้ดูแลคนได้ไม่ทั่วถึง

Caregiver แห่งชุมชนวัดราชวรินทร์

ชุมชนวัดราชวรินทร์ ตั้งอยู่ในเขตธนบุรี กรุงเทพฯ เอกลักษณ์ที่อาจแตกต่างจากพื้นที่อื่น คือผู้คนชุมชนนี้มีความเป็นปึกแผ่น ตลอดเส้นทางการเดินไปยังบ้านผู้ป่วย จะสัมผัสได้ว่าเป็นอีกชุมชนหนึ่งที่น่าอยู่ คนในชุมชนพูดคุยทักทายกันตามประสาคนดั้งเดิมซึ่งเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และยังพอเห็นบรรยากาศคึกคักบ้าง

โดยผู้นำชุมชนอย่าง ป้าต้อย เป็นคนดั้งเดิมในชุมชน ปีนี้อายุ 67 ปี แต่ยังแข็งแรง พร้อมรับหลายหน้าที่ในชุมชน เพราะนอกจากจะเป็นประธานชุมชน อสส.และ Caregiver เธอยังเป็นเลขาชมรมผู้สูงอายุ ประธานตำรวจบ้าน และประธานการออกกำลังกายในชุมชน ซึ่งวันที่เราไปลงพื้นที่ เธอโชว์ให้เราดูว่า Caregiver ที่ดูแล ‘ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง’ ในชุมชน ต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง

“Caregiver ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียง มีภาวะพึ่งพิง บางคนไม่มีลูกหลานอยู่ เราก็เข้าไปดูแล เช่น เปลี่ยนผ้าอ้อม ถ้าลูกหลานเขาไปทำงาน เราก็ช่วยเขาดูแลได้ หน้าที่เราจะดูเรื่องวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว และให้ความรู้ ให้ทำแบบทดสอบสมอง Mini-Cog เช็กภาวะสมองเสื่อม เราไม่ได้เข้าไปดูแลทุกวัน จะไปตามที่เขาให้เราเยี่ยม แต่ปกติแล้วเราเดินผ่านทุกวัน เราก็ทักทาย เข้าไปดูว่าวันนี้เป็นอย่างไร กินอะไรหรือยัง” 

ป้าต้อยเกริ่นถึงหน้าที่ของ Caregiver และให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า Caregiver ไม่จำเป็นต้องไปบ้านผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงทุกวัน บางบ้านเข้าไปช่วยดูแล 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ บางบ้านก็เข้าเยี่ยม 2 ครั้งต่อ 1 เดือน ขึ้นอยู่กับอาการ ความเสี่ยง และลูกหลาน เนื่องจากหลายบ้านก็มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้เข้าไปเยี่ยมดูแลทุกวัน แต่เพราะอยู่ในชุมชนเดียวกัน เป็นเพื่อนบ้านกันอยู่แล้ว หากอาการผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็เข้าไปดูแลได้ทันท่วงที

ในแต่ละครั้งที่ป้าต้อยเข้าไปดูแล จะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง นอกจากทำหน้าที่ตรวจร่างกาย เธอยังชวนอาม่าซึ่งเป็นผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ร้องเล่นจับปูดำขยำปูนา และโป้งชี้กลางนางก้อย โดยเพลงกล่อมเด็กที่ใครๆ ก็ร้องได้นี้ เป็นเพลงที่ทำให้อาม่าจำได้ว่าใครมาเยี่ยมดูแล

“เวลาเราเข้าไปเยี่ยมคนป่วยทุกเคส เราก็จะไปเติมเต็มให้เขา อย่างอาม่าอายุ 95 ปีแล้ว ความจำไม่ค่อยดี เราก็จะไปร้องเพลงโป้งชี้กลางนางก้อยหรือจับปูดำ เขาจะนึกขึ้นมาได้ว่า คนนี้ชื่อนี้นะที่มาหา แกก็จะยิ้มตามแล้วเล่นกับเราด้วย ปกติจะจับแกนั่งแล้วให้ทำตามเรา แล้วแกก็มีความสุข” 

อีกหนึ่งหน้าที่ของ Caregiver ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการช่วยดูแลสภาพจิตใจ

“เรื่องจิตใจสำคัญ เราบอกเขาว่าไม่ต้องท้อนะ ไม่มีใครเกิดมาอยากเป็นหรอก อายุมันเยอะกันแล้ว เราที่เห็นแข็งแรงก็เพราะดูแลพวกป้าน้าอานี่แหละ” ป้าต้อยกล่าว

อสม.กับ อสส.บทบาทต่างกันอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่า อสส.ต่างกับ อสม.ต่างจังหวัดอย่างไร ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.ให้ความกระจ่างว่า อสส.กับ อสม.มีหน้าที่ไม่ต่างกันนัก

“จริงๆ ไม่ต่างเลย ถ้าเป็นคนที่ไม่คุ้นชินกับกรุงเทพฯ หลายครั้งคนก็เรียก อสส.ว่า อสม. ถ้ามองว่าเขาคืออาสาสมัครที่ดูแลด้านสุขภาพโดยเฉพาะ ก็เหมือนกันเลย แต่อาจมีบางอย่างต่างกัน ตรงที่ อสม.ของจังหวัดอื่นๆ อาจจะเป็นหนุ่มสาวกว่า มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า อสส.ของกรุงเทพฯ (ที่ปัจจุบันอายุเฉลี่ย 65 ปี) เพราะเป็นสังคมเมือง คนที่ยังทำงานเต็มเวลา ถ้าให้มาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขเต็มเวลา อาจต้องรอเกษียณก่อน หรือทำในวันหยุด” ทวิดากล่าวถึงความเหมือนและความต่าง

โดยสรุปแล้วหน้าที่ไม่ต่างกัน ซึ่งรองผู้ว่าฯ เสริมว่า อสส.จะอยู่ภายใต้การดูแลของ กทม. (อยู่ในสังกัดสำนักอนามัย) ไม่ได้ดูแลแค่สุขภาพ แต่ดูแลคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของคนในชุมชนด้วย

“เวลาเขาเดินในชุมชน เขาจะมองว่าพื้นลื่นไหม ทางเดินอันตรายไหม ต้องมีราวจับไหม เพราะชุมชนในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงตึกสูง ถนนสวย หรือทางเดินดีๆ เรากำลังพูดถึงชุมชนแออัด ทางเดินแคบมาก บางที่มีแค่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ผ่านได้ รถดับเพลิงยังเข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น อสส.จึงต้องระแวดระวังและพร้อมมากกว่า เพราะเงื่อนไขเมืองมันซับซ้อนกว่า” ทวิดากล่าว

ในขณะเดียวกัน ป้าสุ ตัวแทน อสส.ชุมชนวัดราชวรินทร์ ก็เล่าถึงการทำงานของตัวเองว่าต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง 

“ถ้าเราลงไปเยี่ยมเขา เราก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดเอว วัดสะโพก ดูการกินยาว่าเขากินครบไหม นัดหมอครั้งหน้าเมื่อไร เราจะจดใส่สมุดไว้ เราจะรู้ได้ว่าเขากินยาครบไหมจากซองยา ดูว่าหมอให้มากี่เม็ด ตอนนี้วันที่เท่าไรแล้ว กินเกินกินขาดไหม อันนี้ อสส.ต้องเช็กละเอียด”

ป้าสุเล่าต่อว่า อสส.ไม่ได้รับผิดชอบแค่เรื่องสุขภาพร่างกาย เพราะต้องดูแลสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรต่อชุมชน เช่น ลูกน้ำยุงลาย ความสะอาด จนถึงเรื่องมลพิษทางเสียง เพราะสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่จะทำให้คนมีสุขภาพแข็งแรงตามด้วย

“อสส.ไม่ได้มีบทบาทแค่ดูแลสุขภาพ บางคนตั้งความหวังไว้ที่เรา อย่างเพื่อนบ้านทะเลาะกันเรื่องสูบบุหรี่ บ้านหนึ่งเหม็น อีกบ้านไม่เหม็น เขาให้เราช่วย ก็จะแนะนำให้คุยกันดีๆ ก่อน ถ้าคุยไม่จบค่อยบอกประธานชุมชน ถ้ายังไม่ดีขึ้นอีกก็ไปแจ้งเขต แจ้งความ หรือบางคนลูกเสียชีวิต เขาจะเบิกประกันสังคมอย่างไรก็มาถามเรา เราต้องศึกษา ต้องมีข้อมูล แม้แต่บัตรคนพิการ อสส.ก็ต้องรู้” ป้าสุเล่า

นอกจากนี้ การทำงานของ อสส.ของกรุงเทพฯ ที่คล้ายกับ อสม.ในต่างจังหวัด คือเข้า-ออกบ้านของเพื่อนบ้านได้เลย เนื่องจากเป็นคนคุ้นหน้ากันอยู่แล้ว ใน 1 เดือน อสส.จะต้องลงเยี่ยมกลุ่มเป้าหมาย 8 ครั้ง ไปวันไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ตามแต่สะดวกทั้ง 2 ฝ่าย

“เราจะไม่ไปบ้านเขาเช้าเกินไป เพราะบางบ้านเขายังทำภารกิจประจำวันไม่เสร็จ ถ้ามีผู้ป่วยติดเตียงอาจกำลังทำความสะอาดร่างกายกันอยู่ เราจะเข้าไปสายหน่อย ก่อนเข้าไปตรวจเยี่ยมบ้าน ไม่ต้องโทรไปบอกก่อน เพราะถ้าเขาว่าง เราก็เข้าหาเขาได้เลย ถ้าเขาไม่อยู่เราค่อยกลับไปใหม่ เพราะเราอยู่ในชุมชนอยู่แล้ว” ป้าสุเสริม

Caregiver บริบทการดูแลผู้ป่วยในกรุงเทพฯ ที่ไม่เหมือนต่างจังหวัด

ทวิดาขยายความถึงหน้าที่ของ Caregiver ที่ลึกมากกว่า อสส.ว่า

“Caregiver ไม่ได้ดูเรื่องพื้นลื่น ยุงเยอะ น้ำเน่า หรืออากาศร้อน เหมือนที่ อสส.มองโดยธรรมชาติของงาน แต่ Caregiver เราตั้งใจฝึกให้มีความรู้เฉพาะในการดูแลสุขภาพ เช่น เช็ดตัว ตรวจอุณหภูมิ วัดสัญญาณชีพ วัดความดัน ดูเรื่องยา พลิกตัวผู้ป่วย สังเกตอาการผิดปกติ และประเมินว่าเมื่อไรควรไปพบแพทย์” เธอกล่าว

Caregiver มีหลายระดับ กทม.มีการฝึกทั้งหลักสูตรเริ่มต้น หลักสูตรทบทวน และคอร์สออนไลน์ประมาณ 70 ชั่วโมง จากนั้นคือต้องฝึกปฏิบัติด้วย ถัดมาจะมีหลักสูตร 120 ชั่วโมง เพิ่มทักษะมากขึ้น และท้ายที่สุดมีหลักสูตร 420 ชั่วโมง เพื่อเป็น Professional Caregiver คนที่เรียนจบจะได้ประกาศนียบัตร 

เช่นเดียวกับ อสส.ที่ตรวจเยี่ยมบ้านได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องนัดล่วงหน้า Caregiver ก็เช่นกัน

“บริบทของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมันต่างกัน อย่างกรุงเทพฯ จะเข้า-ออกบ้านนี้ได้เลย แต่ต่างจังหวัดต้องเดินจากอีกบ้านไปอีกบ้าน มันใช้ระยะเวลา แล้วมันไกลกันในหมู่บ้าน แต่เราทำงานง่ายกว่าต่างจังหวัด มันท้าทายด้วย แล้วอย่างหนึ่งชุมชนเราได้เป็นชุมชนต้นแบบ ชุมชนแข็งแรง ทีนี้รู้แล้วว่า โอเค เราเข้า-ออกบ้านนี้ได้ง่าย ไม่ยากเลย” ป้าต้อยกล่าว

แม้เรื่องการเข้า-ออกบ้านชาวกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความท้าทายในการดูแลผู้ป่วยของ Caregiver อยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชน

“ตอนแรกๆ เขายังไม่ยอมรับตัวตนของพวกเราว่าเราจะทำได้หรือไม่ อะไรอย่างนี้ เราก็มีพี่เลี้ยง พยาบาลพาเราเข้าไปแนะนำตัวก่อน ไปประเมินสุขภาพก่อน แล้วให้พี่เลี้ยงสอน จนเขาไว้วางใจเรา แล้วเขาก็เชื่อมั่น พอเขาเชื่อมั่นในตัวเราแล้ว ทั้งญาติทั้งใครๆ ก็อนุญาต ทีแรกเข้ายาก แต่พอพยาบาลพาเข้า พอเขาเชื่อมั่น ทีนี้ก็เข้าง่ายแล้ว” ป้าต้อยเสริม

อุปสรรคของ Caregiver 

เรื่องชุมชนเมืองไม่เป็นปัญหาในการทำงานของ Caregiver 

อย่างไรก็ตาม ป้าสุที่อาสามาทำหน้าที่ อสส.เพราะอยากได้ความรู้ อยากให้ชุมชนลดความเจ็บป่วย ลดความบาดเจ็บ เล่าถึงเหตุผลที่ตนเองไม่ได้เป็น Caregiver เนื่องจากต้องใช้เวลาอบรมนาน ซึ่งเธอต้องใช้เวลาดูแลครอบครัว 

“หลักสูตร 420 ชั่วโมงไม่ง่าย แบ่งเป็น 210 ชั่วโมงแรก เรียนภาคทฤษฎีอย่างละเอียด ชั่วโมงที่เหลือเป็นภาคปฏิบัติ ต้องทำงานกับพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และคุณหมอ ลงพื้นที่ตามบ้านจริง กทม.ทำไป 1 รุ่นแล้ว พบช่องว่างว่า คนที่จะมาเรียน 420 ชั่วโมงต้องคิดดีๆ เพราะมันคือ 5 เดือนเต็ม ถ้าเรียนอาทิตย์ละ 5 วัน รายได้หายเลย ต้องออกจากบ้านมาเรียนเต็มเวลา และการเรียนก็กดดัน เพราะต้องได้มาตรฐาน คนที่มาเรียนบางคนไม่ได้กลับไปดูแลชุมชน บางคนหวังไปทำ Nursing Home หรือ Elderly Resort หรือเรียนไว้ดูแลพ่อแม่ตัวเอง ดังนั้นเราจึงยังขาด Caregiver แบบมืออาชีพอยู่มาก” รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

อีกหนึ่งเรื่องที่ทวิดากังวล คือค่าตอบแทนของ อสส.และ Caregiver โดย อสส.ได้เงิน 2,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ Caregiver ได้เงินเป็นรายครั้งที่เข้าไปดูแลผู้ป่วย ครั้งละ 60 บาท 

สำหรับป้าต้อยและป้าสุ แม้เรื่องเงินจะไม่ใช่ปัญหา เพราะทำด้วยใจ แต่สิ่งที่คนทำงานอยากได้รับการสนับสนุน คือการส่งเสริมองค์ความรู้ใหม่ๆ และอุปกรณ์ให้พร้อมทำงานสะดวกขึ้น

“ต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ  เพราะ อสส.หรือ Caregiver ต้องเรียนรู้ตลอด ต้องมีความรู้ใหม่ๆ แล้วก็อยากให้เสริมสร้างศักยภาพของ Caregiver เป็นประจำ ให้เป็นปัจจุบัน ให้อัปเดตความรู้ด้านสุขภาพ” ป้าต้อยกล่าว

โดยทั้งคู่เสริมว่า เงินค่าตอบแทนที่ได้มา หลายครั้งเอาเงินนั้นไปต่อยอด ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนด้านสุขภาพในชุมชน 

“เรื่องอุปกรณ์ เครื่องวัดความดัน เครื่องชั่งน้ำหนัก อยากให้ อสส.ทุกคนมีคนละ 1 เซ็ต แต่ทางศูนย์ยังซัพพอร์ตไม่ได้ เราก็ซื้อเองเพื่อความสะดวกในการทำงาน มีเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดัน สายวัด และสมุดบันทึกของตัวเอง ใช้ทุนตัวเอง และอยากได้การอบรมบ่อยขึ้น อบรมให้ อสส.ได้ปฏิบัติมากขึ้น ก่อนจะไปเจอของจริง” ป้าสุเล่า

ทั้งนี้ ในมุมของทวิดามองว่า อีกปัญหาหนึ่งของ อสส.และ Caregiver คือเรื่องอายุ

“อีกปัญหาหนึ่งคือ อายุเฉลี่ยของ อสส.ค่อนข้างสูง เพราะคนวัยทำงานในเมืองไม่ค่อยมีเวลาทำงานอาสา แต่การจะให้เขาดูแลได้ใกล้เคียงกับพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เขาต้องถูกฝึกอย่างเข้มข้น ซึ่งใช้เวลานาน ถ้า Caregiver จะเป็นอาชีพจริง เราต้องคุยเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างจริงจัง เพราะถ้าคนยังต้องหาเลี้ยงปากท้อง ระบบรัฐก็ต้องมีโครงสร้างรองรับให้เขาอยู่ได้ อีกทั้ง อสส.เองก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสุขภาพสูง เพราะอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก ดังนั้น คนที่ไปแคร์คนอื่น ก็ต้องมีระบบแคร์ดูแลเขาด้วยเหมือนกัน” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวทิ้งท้าย

Tags: , , , , , , , ,