วิกฤตน้ำเสียที่จังหวัดสระบุรี ยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังมูลนิธิบูรณะนิเวศได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตะกอนดิน เพื่อตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้จัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ ‘ความรุนแรงของปัญหา สาเหตุ และข้อเสนอการแก้ปัญหาน้ำเสียในจังหวัดสระบุรี’ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในตอนหนึ่ง มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอของมลพิษในแหล่งน้ำสามารถตรวจสอบได้จาก ‘ลายนิ้วมือทางเคมี’ (Chemical Fingerprint) ที่เหลือหลักฐานอีกเพียง 5% ก็จะระบุตัวผู้กระทำผิดได้
มนัสวีอธิบายว่า การสืบสวนในครั้งนี้เป็นการสืบสวนแบบ ‘นิติอุทกวิทยา’ (Forensic Hydrology) ซึ่งไม่ได้มองเพียงน้ำสะอาดหรือสกปรก แต่เป็นการตั้งคำถามว่ามีสารอะไรอยู่ในน้ำบ้าง เพราะการปล่อยมลพิษทุกครั้งจะทิ้ง ‘ร่องรอย’ เอาไว้เฉพาะตัว ทั้งชนิดของสารและอัตราส่วนความเข้มข้น ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือที่อธิบายไปถึงต้นตอหรือแหล่งกำเนิดมลพิษได้ แม้จะไม่มีประจักษ์พยานขณะปล่อยทิ้งก็ตาม
นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษระบุต่อว่า ผลการตรวจตัวอย่างน้ำ พบ ‘ลายนิ้วมือทางเคมี’ ของมลพิษหลายประการที่สอดคล้องกัน ทั้งค่าสารละลายรวม (TDS) และคลอไรด์ที่สูงผิดปกติในบริเวณคลองหนองน้ำเขียว สัดส่วนค่าความต้องการออกซิเจนทางชีวภาพ (BOD) ต่อค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 0.3 บ่งชี้ว่ามีสารเคมีที่จุลินทรีย์ย่อยสลายได้ยากในปริมาณมาก รวมถึงยังตรวจพบสารกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่มักจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ลักษณะภูมิประเทศ (Topography) ยังพบว่า พื้นที่ต้นน้ำเป็นเนินเขาสูง และมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ประมาณ 4-5 แห่ง เป็นบริเวณที่ตรวจพบความเข้มข้นของสารเคมีสูงที่สุด โดยน้ำเสียจะไหลจากพื้นที่สูงลงสู่คลองหนองน้ำเขียว ก่อนจะไหลต่อไปยังคลองเกตุ คลองห้วยตะเข้ และอ่างเก็บน้ำคลองเพรียว ส่งผลให้มลพิษแพร่กระจายไปยังพื้นที่ปลายน้ำ
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า การสืบสวนมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 95% โดยเหลืออีกเพียง 5% คือการเข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำภายในโรงงานต้องสงสัย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการเข้าตรวจสอบ เพื่อนำลายนิ้วมือทางเคมีของตัวอย่างภายในโรงงานมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่พบในลำคลอง
มนัสวีทิ้งท้ายว่า หากผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกัน จะถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยเชื่อมโยงแหล่งกำเนิดของมลพิษ และจะนำไปใช้ประกอบการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
Tags: มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มลพิษ, แหล่งน้ำ, สระบุรี, น้ำเสียสระบุรี




