คนไทยคงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ‘เราไม่มีเทา’ และเป็นดินแดนที่ขาวสะอาด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่ใช้คนไทยไปสวมบทบาทเป็นพ่อของลูกชาวจีน แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีปกติและเป็นธรรมชาติ ที่จะทำให้ใครคนหนึ่งได้สัญชาติของประเทศนั้นๆ มาอย่างถูกกฎหมาย
การกระทำเช่นนี้ของชาวจีนที่ระดมสรรพกำลัง จ่ายหนักเพื่อจ้างนายหน้า ทำกันเป็นขบวนการร่วมกับพนักงานเขต โรงพยาบาล ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือการที่ลูกของตนเองได้สัญชาตินั้น จึงมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่แค่ต้องการสัญชาติไทย แต่อาจหวังใช้เด็กเป็นนอมินีอำพรางเงินสีเทาที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย และโอกาสในการสร้างฐานะในประเทศนี้
แต่เรื่องนี้หยุดอยู่แค่การสร้างฐานะเท่านั้นหรือ ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ หรือผลประโยชน์อื่นใดที่พ่อแม่ชาวจีนจะได้รับเพิ่มเติมจากการที่ลูกของตนเองได้สัญชาติไทยอีกหรือเปล่า
The Momentum พูดคุยกับ ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา เจ้าของหนังสือ จีนเทา จีนใหม่ไทยแลนด์ และ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. (คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน) ตั้งแต่คำถามที่ว่า ทำไมชาวจีนต้องเลือกทำแบบนี้ที่ไทย ทำกันอย่างไร ไปจนถึงพวกเขาจะได้อะไรบ้างเมื่อกระบวนการสวมสัญชาติลุล่วง
ทำไมต้องเป็นประเทศไทย?
การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในประเทศไทยนั้น มีให้เห็นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ก่อนมีการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาเสียอีก ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการเข้ามาทำการค้า ขณะที่ต่อมาเป็นการอพยพหนีความยากจนที่เกิดจากความไม่สงบในประเทศจีนช่วงศตวรรษที่ 19-20 ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ นำมาสู่การเกิดขึ้นของ ‘Chinatown’ ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย
แต่ปัจจุบันจีนไม่ได้เป็นประเทศที่ยากจนเหมือนแต่ก่อน ทางการประกาศกร้าวว่ามีคนจีนเกือบ 800 ล้านคน มีฐานะทางการเงินหลุดพ้นจากเส้นความยากจนรุนแรง การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในปัจจุบัน จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นการเข้ามาหาโอกาสถือครองทรัพย์สิน การศึกษา สิทธิ และการหาพื้นที่ลงหลักปักฐานระยะยาว
ชาดาให้ข้อมูลว่า แม้ประเทศจีนจะมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ทำให้ชาวจีนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระนั้นในพื้นที่ห่างไกลเมืองหลวงยังคงมีข้อจำกัดที่หลากหลาย เช่น ชาวจีนไม่สามารถถือครองที่ดินได้ และยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในขณะที่ประเทศไทย หากมีเงินก็มีโอกาสที่จะครอบครองที่ดิน ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาถูกกว่าจีน และยังมี ‘อิสระ’ มากกว่า จึงเป็นโอกาสที่ชาวจีนจะใช้ไทยเป็นจุดหมายในการขยับฐานะของชีวิตมากขึ้น
“ในเรื่องที่ดิน ชาวจีนถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ 70 ปีก็จริง แต่หากรัฐบาลอยากจะเวนคืน เขาก็ขัดขืนไม่ได้
“ขณะเดียวกัน ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เขาคงไม่เดินทางมาที่ไทยหรอก เพราะเมืองของเขาเจริญกว่าที่นี่ จะเป็นปัญหาก็แต่เมืองที่อยู่ในพื้นที่ชนบท ที่เข้าไม่ถึงโอกาสเท่ากับคนในเมืองใหญ่ๆ เราเคยถามคนในเมืองเล็กๆ เรื่องรายได้ เขาบอกว่าต่อปียังได้ไม่ถึง 5,000 หยวน (ประมาณ 2.4 หมื่นบาท) ขนาดเป็นผู้บริหารยังได้แค่ 7,000 หยวน (ประมาณ 3.4 หมื่นบาท) แล้วกลุ่มชาวบ้านเขาจะได้เงินเดือนกันเท่าไร
“การศึกษาของเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สูง บางคนได้เข้าเรียนอย่างมากก็ ม.6 ซึ่งอาจจะทำให้สอบเกาเข่าไม่ได้ หรือบางคนแย่หน่อยได้เรียนถึงแค่ ม.3 เพราะว่าเรียนต่อไม่ได้ เนื่องจากเกรดไม่ถึง ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงมุ่งมั่นมองหาประเทศที่จะให้โอกาสกับเขาได้มากที่สุด ซึ่งก็คือประเทศไทย”
นอกจากการมองหาโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชาวจีนมุ่งหมายจะทำในประเทศไทย สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้พลเมืองออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือ ‘Go Out Policy’ ขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนของชาวต่างชาติ นี่จึงเป็นโอกาสที่ชาวจีนจะได้ออกมาสร้างฐานะของตนเองในพื้นที่ใหม่ๆ
“ปัจจุบัน ในส่วนของการเป็นที่ตั้งของโรงงานของโลก ประเทศจีนเขาไม่เป็นแล้ว เนื่องจากปัญหาเรื่องมลพิษ คนในเมืองใหญ่ๆ ของจีนมักจะบ่นกันว่า ทำไมพวกเขาต้องมารับมลพิษจากโรงงาน สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือนโยบาย Go Out Policy ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชาวจีนไปลงทุนในต่างประเทศสิ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ไหนในกลุ่มนี้ ประเทศไหนซัพพอร์ตประเทศจีนได้ทุกอย่าง ก็ต้องเป็นไทย อีกอย่างคือเขามองว่าคนไทยมีสิทธิต่างๆ เยอะ มีอิสระมากกว่าคนจีน อย่างน้อยคือมีการเลือกตั้ง”
เมื่อต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ที่ไม่ใช่แค่เพื่อการท่องเที่ยว แต่ต้องการทำธุรกิจและกอบโกยผลประโยชน์ในระหว่างที่อยู่ในประเทศนี้ ชาวจีนจำนวนหนึ่งจึงเลือกที่จะเข้ามาอยู่โดยอาศัยวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ในการทำธุรกิจ จ้างผู้หญิงชาวไทยมาจดทะเบียนสมรสปลอม การสวมตัวตนเป็นบุคคลอื่นๆ จ้างอุ้มบุญ กระทั่งมาถึงกรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่ให้นายหน้าตามหาผู้ชายไทยมาจดทะเบียนว่าเป็นพ่อของเด็ก ที่มีพ่อและแม่เป็นชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสที่พ่อแม่ตัวจริงจะใช้เด็กเป็นนอมินีในการอำพรางธุรกิจและทรัพย์สินผิดกฎหมาย และทำให้เด็กได้รับสวัสดิการในฐานะพลเมืองไทย
“สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้ คงเป็นเรื่องการมองหาโอกาส โอกาสครอบครอง โอกาสเป็นเจ้าของที่ดิน ด้วยกิเลสของมนุษย์ ตัวชาวจีนเองก็คงอยากเป็นเจ้าของโรงงาน อยากเป็นเจ้าของที่ดิน เขามองว่าการได้เป็นคนไทยมันมีสิทธิ ดังนั้นจะรอกี่ปี อีก 20 ปี ให้ลูกของเขาโตเขาก็รอได้ ซึ่งระหว่างที่เขาเติบโต พ่อแม่ก็อาจจะจดทะเบียนนิติบุคคล มีสิทธิต่างๆ แล้วให้เด็กสวมเป็นเจ้าของ บางทีเราก็รู้สึกตกใจว่า ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงมีทรัพย์สินเยอะ ทั้งที่อายุยังไม่ถึง 20 เลย”
ทำไมชาวจีนต้องใช้วิธีการนี้
ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ที่มีส่วนร่วมในการเข้าปราบปรามขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ เปิดเผยว่า วิธีการที่พ่อแม่ชาวจีนใช้คือการติดต่อนายหน้า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชาวไทยหรือชาวจีนผ่านกลุ่มแชต โดยชาวจีนสามารถส่งข้อความเพื่อขอรับบริการ เช่น อยากเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือต้องการทำคลอดในประเทศไทย จากนั้นจะมีนายหน้าที่รับทำติดต่อกลับ
“เท่าที่ผมทราบ มีอยู่ชื่อหนึ่งที่ผมรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ยังหาหลักฐานสืบไปไม่ถึงตัวเขา คนนี้เป็นคนจีนที่อยู่ในประเทศไทย แล้วก็คอยรับงานทำนองนี้จากแชตที่ว่า พอรับงานมาแล้ว ก็จะมีนายหน้าแถวที่ 2 แถวที่ 3 มารับงานต่อจากนายหน้าคนแรก”
“หลังจากนั้น เขาจะปั้นเด็กมาตั้งแต่คลอดเลย ให้เด็กมาเกิดที่โรงพยาบาลในไทย แล้วก็ใช้พ่อคนไทยที่ถูกจ้างมารับรองว่าเป็นพ่อของเด็ก ทางโรงพยาบาลก็จะอำนวยความสะดวกในการออกใบรับรองการเกิดให้ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยกันเพื่อให้เด็กมีสถานะทางทะเบียนว่ามีพ่อเป็นคนไทย”
ทั้งนี้ การใช้ ‘นอมินี’ ชาวไทยมาเป็นกรรมการบริษัทหรือถือหุ้นธุรกิจ โดยที่ผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงคือชาวจีนนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และมีหลายกรณีที่พบว่า เข้าข่ายว่าธุรกิจของชาวจีนจะใช้นอมินี กระนั้นการใช้นอมินีชาวไทยเริ่มมีความเสี่ยงต่อชาวจีน เนื่องจากชาวไทยบางกลุ่มเมื่อมีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นแล้ว จะยอมหักสัญญากับชาวจีน และฮุบธุรกิจเป็นของตัวเองแทน
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่โมเมขึ้นมา เพราะมีหนึ่งในชาวจีนที่ถูกจับกุมจากขบวนการพ่อทิพย์เปิดเผยถึงเหตุผลว่าทำไมจึงต้องนำลูกของตนมาสวมบทลูกของคนไทย โดยระบุว่า “ใช้นอมินีคนไทยแล้ว แต่เจอไทยหลอกซ้ำ จึงไม่เอาแล้ว ขอเอาลูกของตัวเองเป็นนอมินีแทนดีกว่า”
ที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีการนำเอาบุตรของตนมาจดทะเบียนเป็นลูกของชาวไทยนั้น อาจมีการกระทำ ‘เชิงพาณิชย์’ กล่าวคือ ชาวจีนอาจมีภรรยาหลายคนและว่าจ้างให้มีลูกจำนวนมาก เพื่อนำลูกมาคลอดที่ประเทศปลายทางที่ตนต้องการเข้าไปทำธุรกิจ แต่สิ่งนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐวิชชี้ว่า นอกจากโรงพยาบาลฝั่งธนบุรีที่พบว่ามีการแจ้งเกิดโดยใช้พ่อชาวไทยมาเป็นพ่อของลูกที่เกิดจากพ่อและแม่ชาวจีน ยังมีโรงพยาบาลอีก 5 แห่งในประเทศไทยที่อาจเข้าข่าย ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เริ่มมีการส่งข้อมูลเข้ามา
“ผมตีตัวเลขกลมๆ ถ้ามีพฤติการณ์แบบนี้สัก 20 โรงพยาบาล โรงพยาบาลละ 100 คน ก็อาจจะมีการสวมสัญชาติประมาณ 2,000 คน เป็นหลักพันอยู่เหมือนกัน”
เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่การใช้พ่อชาวไทยมาสวมบทเป็นพ่อของลูกชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ชาวจีนใช้ เช่น การสวมเป็นบุคคลผู้ถือบัตรชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่หากมีลูกเกิดที่ไทย ก็จะได้รับสัญชาติไทยทันที การสวมบัตร G หรือบุคคลที่มีรหัสทะเบียนเฉพาะ การสวมบัตรขาวหรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนอีกด้วย
“ถ้าเอาแค่บัตรขาว ผมว่ามีอยู่หลักพันถึงหลักหมื่นคน บัตรสีชมพูอาจจะราวหลักร้อยคนหรือพันคน” รัฐวิชกล่าว
ความเสี่ยงการกลืนชาติ เข้าใกล้แค่ไหน
เมื่อเด็กที่เกิดจากพ่อและแม่ชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแล้ว สิ่งที่พ่อแม่จะสามารถทำได้คือ การใช้ชื่อของลูกถือครองที่ดิน ทรัพย์สิน ธุรกิจ หรือหุ้น สร้างฐานให้คนในครอบครัวอยู่ไทยในระยะยาว เด็กมีโอกาสได้รับสิทธิสวัสดิการแบบพลเมืองไทย ทั้งการศึกษา การเดินทาง สวัสดิการของรัฐ รวมไปถึงสิทธิการเลือกตั้งและการรับราชการ
ทั้งชาดาและรัฐวิชเห็นตรงกันว่า หากลูกของชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแล้วนั้น ไม่เพียงแต่ประโยชน์และความสะดวกในการประกอบธุรกิจทั้งเทาและไม่เทาของชาวจีนเท่านั้น แต่ในแง่ของการเป็นพลเมืองไทย พวกเขายังสามารถผลักดันให้เด็กเข้าสู่การเป็นข้าราชการ และทำงานในแวดวงการเมืองได้
รัฐวิชชี้ว่า โดยปกติแล้วประเทศไทยประสบปัญหาการทุจริตทางทะเบียนมาโดยตลอด แต่ในกรณีของพ่อทิพย์นั้น เริ่มมองเห็นความรุนแรงมากกว่าการปลอมเอกสารของชาวต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทยเพื่อการดำรงชีวิต เขาใช้คำว่าขบวนการนี้อาจเข้าข่ายการ ‘กลืนชาติ’ ได้ เนื่องจากเมื่อเด็กชาวจีนได้เป็นพลเมืองไทย มีสัญชาติไทย ก็สามารถสมัครเข้าเป็นข้าราชการพลเรือนได้ สามารถเลือกตั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีได้
“ความเสี่ยงก็คือ หากเข้าไปถึงระดับนั้นก็จะเกิดการเอื้อประโยชน์ หากว่ากลุ่มคนจีนที่ได้รับสัญชาติไทยเกิดสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมา เขาก็จะออกนโยบายหรือหาวิธีการช่วยเหลือพวกพ้อง ผมคิดว่าจะเป็นแบบนั้น” รัฐวิชระบุ
เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ยกตัวอย่างกรณีของ อลิซ ลีอัล กัว (Alice Leal Guo) อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลบัมบัน จังหวัดตาร์ลัก ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหญิงสัญชาติจีนที่ปลอมแปลงเป็นชาวฟิลิปปินส์ และได้รับชัยชนะมาในปี 2022 ทำให้เธอกลายเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของเมือง และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2022
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ศาลภูมิภาคมะนิลามีคำวินิจฉัยว่า กัวเป็นบุคคลที่มีสัญชาติจีน และไม่เคยมีคุณสมบัติลงสมัครนายกเทศมนตรีตั้งแต่ต้น ทั้งการปลอมแปลงตัวตนเป็นชาวฟิลิปปินส์เพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในครั้งนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่พบว่ามีการกักขัง ทำร้าย และบังคับคนให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์อีกด้วย
สำหรับวิธีการแก้ไขนั้น ชาดาแนะนำว่า การพิสูจน์ความเป็นครอบครัวอาจต้องใช้การตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เข้ามาประกอบ เพื่อยืนยันว่าเป็นบุตรจริงๆ ตามสายเลือด และจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่ทำการทุจริตให้เด็ดขาด
ด้านรัฐวิชระบุว่า ภาครัฐมีการแบ่งแนวทางแก้ไขออกเป็น 2 ส่วน คือการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
“สำหรับการสวมสัญชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมีร่องรอยที่ติดตามตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะระบบทะเบียนราษฎรของเราในปัจจุบันค่อนข้างดี ถ้าเทียบกับประเทศที่อยู่รอบๆ ดังนั้นทุกอย่างจึงอยู่ในระบบทั้งหมด มีทั้งใบหน้า ลายนิ้วมือ เชื่อมโยงกับข้อมูลของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและสถานทูต ซึ่งจะทำให้เรากลับไปจัดการกับผู้กระทำผิดได้”
ขณะเดียวกัน รัฐวิชชี้ว่า ภาครัฐจะต้องมีระบบตรวจสอบความผิดปกติที่ทันท่วงที เช่น การทำธุรกรรม การถือครองทรัพย์สิน การสมัครงาน การเปิดบริษัท หรือการใช้สิทธิทางการเมือง ควรมีการแจ้งเตือนและเชื่อมโยงประวัติที่ติดตามได้
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยอมรับว่า กระบวนการตรวจสอบทะเบียนต่างๆ อาจจะต้องยากขึ้นนิดหนึ่ง เพราะมันเป็นเรื่องของความมั่นคงแล้ว จะรวดเร็วอะไรกันไม่ได้ ต้องปรับหน่อย และอาจให้เจ้าหน้าที่ระดับที่สูงขึ้นมาดูกระบวนการ หากไม่มั่นใจก็ต้องตรวจ DNA”
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การปรับเปลี่ยนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสัญชาติอาจไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายบางฉบับไม่ทันต่อรูปแบบการทุจริต ดังนั้นจึงต้องปรับแก้กฎหมายที่ยังล้าหลัง ซึ่งจะมีการตั้งอนุกรรมการเพื่อศึกษาและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
Tags: อาชญากรรมข้ามชาติ, พ่อทิพย์, ทุนจีนสีเทา




