“วันนี้มีของโปรดนะ”

“กินหน่อยไหมลูก”

“กินนิดเดียวไม่อ้วนหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลดก็ได้”

ประโยคที่มักได้ยินเสมอ เมื่อบอกที่บ้านว่า ‘จะลดน้ำหนัก’ 

สิ่งที่ยากที่สุดของการตั้งใจคุมอาหาร อาจไม่ใช่ตอนที่เราเริ่มหวั่นไหวตอนเดินผ่านร้านอาหาร หรือเลื่อนเจอรีวิวของกินในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นตอนที่เรากลับถึงบ้าน แล้วได้ยินเสียงคุ้นหูบอกว่า “ซื้อของโปรดมาให้ วางอยู่บนโต๊ะ” ถึงแม้ทั้งวันเราจะเลือกกินคลีน เลี่ยงของทอด งดของหวาน ตั้งใจนับแคลอรีอย่างดี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับด่านสุดโหดอย่าง ‘กับข้าวฝีมือแม่’

การปฏิเสธอาหารที่ครอบครัวซื้อมาเผื่อ อาจจะเลี่ยงได้ง่ายโดยบอกว่า “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวกินพรุ่งนี้” แต่อาหารที่แม่ทำไว้ให้เป็นมื้อที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะ ‘แม่ทำให้’ แต่มันคือกลิ่นหอมที่เราคุ้นเคย เมนูโปรดตั้งแต่ยังเด็ก และรสมือของแม่ที่เรารู้ดีว่าไม่มีอาหารร้านไหนมาแทนที่ได้

“ทำกับข้าวไว้ให้แล้วนะ มากินด้วยกันสิ”

คำเชิญชวนที่แสนธรรมดา กับอาหารจานโปรดที่ครอบครัวตั้งใจเตรียมเอาไว้ให้ นับว่าเป็นการแสดงความรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา แต่สามารถรับรู้ได้ ถึงจะเข้มงวดกับการคุมอาหารมากแค่ไหน ก็คงยากที่จะปฏิเสธ เพราะเราเองก็ไม่อยากหักหาญน้ำใจคนให้ หลายครั้งการเด็ดขาดกับตัวเองมาทั้งวันจึงจบลงที่ “กินนิดเดียวคงไม่เป็นไร”

เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ใจต้องการได้ นอกจากจะต้องต่อสู้กับความอยากของตัวเองในแต่ละวัน ยังต้องกลับมาสู้กับสถานการณ์ที่ยากที่สุดในตอนท้าย อย่างการปฏิเสธมื้อเย็นจากคนที่บ้านอีก 

แล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อตู้เย็นเต็มไปด้วยของโปรด และขนมบนโต๊ะที่วางรอให้เราชิมสักชิ้น 

คุยกับที่บ้านให้เข้าใจ อยากลด ≠ อดข้าว

ก่อนอื่นเราต้องบอกที่บ้านให้ชัดเจนว่า จุดประสงค์ในการอยากลดน้ำหนักหรืออยากควบคุมอาหารในครั้งนี้คืออะไร เรารู้สึกอ้วนขึ้น อยากกลับไปหุ่นดีเหมือนสมัยก่อน ไม่อยากให้ตัวเองน้ำหนักขึ้นมากไปกว่านี้ หรือเพียงแค่อยากฟิตหุ่นปั้นกล้าม อยากดูแลสุขภาพเท่านั้น 

นอกจากเป้าหมายเรื่องสุขภาพ ยังมีเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว บางบ้านอาจซื้อของกินมาเผื่อไว้ให้ เพราะความเป็นห่วงกลัวว่าจะหิว แต่บางบ้านแยกย้ายกันไปทำงาน และรอกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันก่อนหมดวัน เพราะการได้ใช้เวลาร่วมกันก็เป็นเรื่องสำคัญ

เรามีเหตุผลที่อยากคุมอาหาร พ่อแม่เองก็เป็นห่วงเราที่กินน้อยลงเช่นกัน ดังนั้นเราอาจไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกคำชวน แค่เลือกตอบรับบางครั้ง หรือเลือกกินในปริมาณที่สบายใจก็เพียงพอแล้ว

ต้องทำกับข้าวเยอะแค่ไหนถึงจะ ‘พอดี’ สำหรับลูก

เข้าใจดีว่าความรักของคนในครอบครัว มักมาในรูปแบบของ “กินเยอะๆ นะ จะได้อิ่ม” หรือ “เดี๋ยวผอม เดี๋ยวไม่มีแรง” แต่บางทีคำว่าพอดี อาจไม่ได้แปลว่าต้องเยอะเสมอไป แต่หมายถึงการเลือกสิ่งที่ดีให้กับร่างกายมากขึ้น
ลองเปลี่ยนเมนูเดิมๆ ให้เบาลงอีกหน่อย เช่น เปลี่ยนเมนูทอด เป็นเมนูต้ม นึ่ง หรือเมนูผัดที่ใช้น้ำมันน้อยลง เพิ่มผักให้มากขึ้น ลดหวาน ลดเค็มลงนิดเดียวก็ยังอร่อยเหมือนเดิมได้ โดยที่คนอยากดูแลตัวเองก็ไม่ต้องรู้สึกผิด และผู้ให้ยังมีความสุขกับการได้ทำอาหารเหมือนเดิม

ไม่ใช่ไม่กิน แค่ต้อง ‘กินให้เป็น’

การคุมน้ำหนักไม่ได้แปลว่า เราต้องตัดขาดจากของโปรดทุกอย่าง เพราะในความเป็นจริง การห้ามตัวเองแบบสุดทางก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป

ลองเปลี่ยนจากการปฏิเสธทั้งหมด เป็นการ ‘เลือกกิน’ แทน เช่น ตักในปริมาณที่น้อยลง เลือกชิมมากกว่ากินจริงจัง หรือแบ่งกินกับคนในบ้าน เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังคุมอาหาร ได้กินของที่ชอบ และยังได้ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวอีกด้วย

เปลี่ยนการกินด้วยกันให้เป็นการอยู่ด้วยกัน

หากเราต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง และต้องเลี่ยงมื้อเย็นจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การกินน้อยลง หรือปฏิเสธมื้ออาหาร แต่เป็นการ ‘ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นด้วยกัน’ เพราะมื้อเย็นไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนได้กลับมาเจอกัน นั่งคุย ถามไถ่กันว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

หรือบางวันอาจชวนครอบครัวทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการดูละคร ออกไปเดินเล่น ไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด หรือแค่นั่งคุยเฉยๆ แค่นั้นก็พอแล้ว

Tags: , , , , , ,