วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่มีงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท โดยตอนหนึ่ง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายโดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังทิ้งอุตสาหกรรมไทย ผ่านการลดงบประมาณด้านการพัฒนาแรงงานเป็นจำนวน 9% เพื่อไปใช้อุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทน สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ไม่รู้ว่าต้องการสร้างอะไรให้กับประเทศไทย
วีระยุทธอภิปรายว่า ไม่นานมานี้ รัฐบาลมีเป้าหมายจะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวยในอีก 12 ปีข้างหน้า กล่าวคือ คนไทยต้องมีรายได้เฉลี่ย 1.4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.6 แสนบาท) ประมาณตามเกณฑ์ธนาคารโลก แต่ปัจจุบันคนไทยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 7,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.3 แสนบาท) คิดเป็นเกือบ 2 เท่า ดังนั้นรัฐบาลจะมาคิดในกรอบ ‘คนละครึ่ง’ ไม่ได้ เพราะในไตรมาสแรกของปี 2569 ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ทำ GDP โตขึ้นเพียง 2.5% ของเป้าหมายเท่านั้น
รองหัวหน้าพรรคประชาชนระบุต่อว่า ประเทศไทยจะยังไม่หลุดกับดักรายได้ปานกลาง หากรัฐบาลยังทำนโยบายด้วยแรงขับที่เรียกว่า ‘FOMO’ (Fear of Missing Out) หรือกลัวตกกระแส จนต้องทำโปรโมชันลด-แลก-แจก-แถม ไม่กล้าเข้าไปเจรจาต่อรอง เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศไทย
รวมถึงจัดทำงบประมาณแบบ ‘ติดแกลม’ โดยวีระยุทธมองว่า รัฐบาลมีพฤติกรรม ‘ชอบทิ้งของเก่า กระโจนไปหาของใหม่’ เนื่องจากยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมล่าสุดที่กำลังจะถูกทิ้ง โดยรัฐบาลพยายามจะเกาะกระแสยานยนต์ EV ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 10% ต่อ GDP ของประเทศไทย และมีอัตราการจ้างงานสูง แต่กลับกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เสี่ยงตกงานมากที่สุด
“พอรัฐบาลติดนิสัย FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส ก็เลยใช้เงินแบบติดแกลม ใช้เงินซื้อยอดขาย ใช้เงินซื้อรถ ไม่ได้ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรม”
สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฉายภาพต่อว่า ในปี 2563 รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพื่อหารือถึงนโยบายสนับสนุนเงินให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลเคยให้งบประมาณสนับสนุนค่ายรถยนต์สูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน
ปัจจุบันรัฐบาลใช้เงินอุดหนุนค่ายรถไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 2.1 หมื่นล้านบาท และยังสูญเสียรายได้จากการยกเว้นภาษีอากรขาเข้าจำนวนปีละ 1.3 หมื่นล้านบาท ปัญหาที่ตามมาคือ การผลิตชดเชยที่ค่ายรถไฟฟ้าที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุน ไม่สามารถผลิตรถยนต์ชดเชยได้ตามเป้าหมาย และไม่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content)
ในปีนี้ รัฐบาลตั้งงบประมาณด้านยานยนต์สูงเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่กว่า 90% ของงบประมาณยานยนต์สมัยใหม่ ถูกใช้ไปกับการอุดหนุนค่ายรถยนต์คิดเป็น 3,500 ล้านบาท แต่เหลืองบประมาณไม่ถึง 100 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาแรงงาน
วีระยุทธตั้งคำถามถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนี้ว่า ต้องการใช้เงินสร้างอะไรให้กับประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกที่จะให้ความสำคัญกับรถยนต์ EV มากกว่าการพัฒนาแรงงานในอุตสาหกรรม
มิหนำซ้ำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ด้านการพัฒนาแรงงานกลับถูกตัดงบ 9% ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า งบประมาณเพียงเท่านี้จะ ‘เพียงพอ’ ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมจริงหรือไม่ เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณในการลงทุน แต่ขาดยุทธศาสตร์และบุคลากรที่เข้าใจภาคการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการจ้างงานและแหล่งพัฒนาเทคโนโลยี
ทั้งนี้ พรรคประชาชนมีข้อเสนอว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนบอร์ดอีวีมาเป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อรองรับเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคต และรัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีการใช้เงินอุดหนุน มายกระดับแรงงานและการผลิตให้มากขึ้น รวมถึงรัฐบาลยังต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทย เพื่อสร้างทักษะและทางเลือกให้กับแรงงาน เตรียมพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่าน เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น
วีระยุทธทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเลิกกลัวตกเทรนด์ และหันมายกระดับสิ่งที่ประเทศไทยมีให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งรัฐบาลต้องจัดการใช้งบประมาณให้มีความสมดุลในภาคอุตสาหกรรม และวาง ‘วาระของประเทศ’ เหนือ ‘โควตาทางการเมือง’ เพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
Tags: ประชุมสภา, พรรคประชาชน, วีระยุทธ, พิจารณางบประมาณ, งบ2570, อุตสาหกรรม, รถยนต์, EV




