เย็นวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 16.43 น. ชายวัย 76 ปีคนหนึ่งกำลังลงจากรถยนต์ และเดินเข้าไปรับภรรยาที่หน้าบริษัทขายอุปกรณ์ไฟฟ้าริมถนนพระราม 4 ใกล้แยกหมอมีและวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นกิจวัตรที่เขาทำเกือบทุกวัน วินาทีนั้นเอง แผ่นปูนกันสาดคอนกรีตของอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น อายุกว่าร้อยปี เหนือศีรษะเขาก็แตกร่วงลงมาทั้งแผง ทับร่างจนเสียชีวิตคาที่ และทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ริมทางเสียหายอีกหลายคัน

กันสาดถล่มที่แยกหมอมี เผยสิ่งที่ค้างคามานานหลายสิบปี เพราะกันสาดแผ่นนั้นไม่ได้ร่วงลงมาเพราะเหตุสุดวิสัย หากแต่ร่วงลงมาตามตรรกะของอาคารที่ไม่มีใครตรวจ ซ่อมแซม และไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับให้ต้องทำทั้ง 2 อย่าง

อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ในค่ำวันเกิดเหตุ และให้ความเห็นว่า ส่วนที่ถล่มลงมานั้น ไม่ใช่ตัวอาคารทั้งหลังอย่างที่เข้าใจกันในตอนแรก แต่เป็นกันสาดคอนกรีตที่ยื่นออกมาจากพื้นชั้นสอง โครงสร้างลักษณะนี้เรียกว่า ‘โครงสร้างยื่น’ ซึ่งมีจุดยึดเพียงด้านเดียว ทำให้เมื่อเหล็กเสริมภายในเสื่อมกำลังลง ส่งผลให้ร่วงลงมาได้ง่าย และร่วงลงทั้งแผ่นโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ปัจจัยที่สมาคมวิศวกรฯ ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ สอดคล้องกับสิ่งที่มองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าบนตึกแถวเก่าทั่วเมือง คืออาคารโดนแดดและฝนมานานหลายสิบปี จนเหล็กเสริมเป็นสนิม ปูนกะเทาะร่อนจนเห็นเนื้อเหล็กข้างใน และช่วงเวลาที่เกิดเหตุยังเป็นต้นฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ซึ่งเร่งให้เกิดสนิมเร็วขึ้นไปอีก

เมื่อเหล็กที่ทำหน้าที่รับแรงดึงผุกร่อนจนหมดกำลัง คอนกรีตที่เหลือก็เพียงรอแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย น้ำหนักที่สะสมอยู่ด้านบน หรือเพียงเวลาที่จะทำให้มันหลุดร่วงมาในที่สุด

แต่อาคารเก่าในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว ยังมีอาคารเก่าอายุใกล้เคียงกันอีกมากบริเวณถนนดินสอ ถนนทรงวาด รวมถึงบริเวณแยกหมอมี

ภาพถ่ายที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ใต้กันสาดที่เหล็กเส้นโผล่เป็นซี่จนเป็นสนิมทั้งแถบ คานที่ผุจนเห็นรูทะลุถึงท้องฟ้า ไปจนถึงต้นไม้และไม้อวบน้ำที่ขึ้นเบียดอยู่บนขอบปูนชั้นสอง ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งหมดไม่ใช่ ‘อาคารร้าง’ แต่คืออาคารที่ยังมีคนอยู่อาศัย มีร้านค้าเปิดทำการ และมีคนสัญจรไปมาใต้ชายคาทุกวัน

สำหรับระเบียงหรือกันสาดปูนของอาคารเก่าที่ร่วงลงมาในลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่เหตุระเบียงถล่มที่ถนนสำราญราษฎร์ เขตพระนคร เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ย้อนไปจนถึงระเบียงตึกแถวย่านประชานิเวศน์ที่ถล่มลงมาตั้งแต่ปี 2559

โดยรูปแบบของเหตุการณ์มีลักษณะเหมือนกันแทบทุกครั้ง คืออาคารพาณิชย์เก่า โครงสร้างยื่นที่เสื่อมสภาพ และผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เป็นคนเดินเท้า หรือคนที่บังเอิญอยู่ผิดที่ผิดเวลา นี่คือความเสี่ยงที่กระจายอยู่ทั่วโครงสร้างเมืองชั้นใน รอเพียงเวลาที่จะร่วงลงมาเท่านั้น

คำถามที่ตามมาคือ แล้วกรุงเทพฯ มีอาคารแบบนี้อยู่มากแค่ไหน

ตัวเลขที่ถูกพูดถึงหลังเกิดเหตุชี้ว่า กรุงเทพฯ มีตึกแถวและอาคารพาณิชย์รวมกันราว 4 แสนหลัง และในจำนวนนี้ อาคารเก่าที่มีอายุมากอาจมีอยู่ราวหลักหมื่นจนเกือบหลักแสนหลัง กระจุกตัวหนาแน่นในย่านเมืองเก่าอย่างเยาวราช สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย และพระนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตึกแถวถูกสร้างขึ้นในยุคที่มาตรฐานการก่อสร้างยังต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง และผ่านการใช้งานต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน

หัวใจของปัญหาอยู่ตรงนี้ ประเทศไทยมีระบบ ‘การตรวจสอบอาคาร’ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่บังคับให้เจ้าของอาคารต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียน เข้ามาตรวจสภาพและความมั่นคงแข็งแรงเป็นประจำทุกปี แต่กฎหมายกำหนดให้การตรวจสอบภาคบังคับนี้ครอบคลุมอาคารเพียง 9 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน โรงมหรสพ โรงแรมตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป โรงงานขนาดใหญ่ ป้ายขนาดใหญ่ และสถานบริการ

จะเห็นว่า ตึกแถวและอาคารพาณิชย์ 2-3 ชั้นแบบที่ถล่มลงมาบริเวณแยกหมอมี ซึ่งเป็นรูปแบบอาคารที่พบมากที่สุดในเมืองชั้นใน และกำลังเสื่อมสภาพมากที่สุด กลับไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายบังคับให้ต้องตรวจสอบ เจ้าของอาคารแต่ละหลังจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ้างวิศวกรเข้ามาดูว่ากันสาดของตนยังรับน้ำหนักได้หรือไม่ และรัฐก็ไม่มีกลไกประจำที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบอาคาร

กับดักของการ ‘ไม่ซ่อม’ และโจทย์ที่ใหญ่กว่าการตรวจ

ต่อให้รู้ว่าอาคารมีความเสี่ยง การจะทำให้เจ้าของอาคารลงมือซ่อมก็ยังติดกับดักอีกชั้นหนึ่ง เพราะการปรับปรุงตึกแถวเก่าให้แข็งแรงขึ้นในปัจจุบันทำได้ยาก เนื่องจากเมื่อจะดัดแปลงอาคารตามกฎหมายปัจจุบัน เจ้าของอาจถูกบังคับให้ต้องจัดทำที่จอดรถหรือทางหนีไฟใหม่ตามมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับอาคารยุคนี้ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้กับตึกแถวหน้าแคบในเมืองเก่า ผลคือเจ้าของจำนวนมากเลือกที่จะปล่อยอาคารไว้ในสภาพเดิม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งลงพื้นที่หลังเกิดเหตุ เสนอให้สำนักงานเขตเร่งสำรวจอาคารเสี่ยงในย่านเมืองเก่า ควบคู่ไปกับการให้เจ้าของอาคารช่วยตรวจสอบ และเสนอให้ปลดล็อกข้อบัญญัติเรื่องการดัดแปลงห้องแถวและอาคารพาณิชย์ ให้ปรับปรุงได้ง่ายขึ้น พร้อมมองว่า หากซ่อมแซมตึกเก่าให้แข็งแรงได้ ก็จะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ให้ย่านเมืองเก่ากลับมามีคนอยู่อาศัยและมีร้านค้าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ข้อบัญญัติในทำนองนี้เคยถูกหยิบยกขึ้นมาในสภา กทม.แล้ว แต่หมดสมัยประชุมไปก่อน จึงยังเป็นการบ้านที่รอการสานต่อ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร

Tags: , , , ,