ในอดีต ‘เทรด’ (Trade) เคยเป็นสแลงอเมริกันที่มีความหมายว่า คู่นอนของเกย์มีฐานะ หากอ้างอิงภาพจำที่แฝงมากับคำศัพท์ ชายกลุ่มนี้มักนิยามตัวเองเป็นชายแท้ในเวลาปกติ แต่เข้ามามีสัมพันธ์ทางเพศกับเกย์ที่มีกำลังทรัพย์มากกว่า เพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน 

ปัจจุบัน หลังจากถูกใช้และส่งต่อกันมาหลายสิบปี นัยทางชนชั้น อำนาจ และการเงินของคำก็ค่อยๆ จางหายไป คำว่าเทรดมีวิวัฒนาการทางความหมาย กลายเป็นคำที่เป็นกลางมากขึ้น นั่นคือ เกย์หล่องานดีในคอมมูนิตี้ ที่ภาพลักษณ์เอนเอียงมาทางแมสคิวลีน ตัวอย่างวิธีใช้เช่น ในรายการ RuPaul’s Drag Race เรามักเห็นเหล่าแดร็กควีนเมาท์มอยกันหลังถอดวิก ลบหน้า เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วว่า เวลาไม่แต่งแดร็ก เทรดประจำซีซันนี้คือใครบ้าง

แม้เรื่องราวสมัยก่อนที่ผูกมากับคำว่าเทรดจะเริ่มถูกลืมเลือนไปทีละน้อยจากสังคมอเมริกัน แต่สำหรับประเทศไทย เรื่องเล่าเก่าๆ เดิมๆ เรื่องนี้ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ที่คนในสังคมเกย์กะเทยพบเห็นมาก็จริง แต่ขณะเดียวกัน ความเชื่อที่มีอคติว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศมักพบรักดีๆ ได้ยากกว่าสเตรท หรือหากมีใครเข้ามาแสดงตัวว่ารักชอบ ก็ควรระวังว่าจะโดนหลอก

เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ถูกเล่าซ้ำในหน้าสื่อ เรารู้จัก สมหญิง ดาวราย นักแสดงคาบาเรต์ดาวเด่นผู้ผิดหวังในความรัก จากภาพยนตร์เรื่อง เพลงสุดท้าย และรู้จักเนื้อเพลงชวนใจสลายขับร้องโดย วิด ไฮเปอร์

สาวประเภทฉันเหมือนถูกสวรรค์ทอดทิ้ง
ไม่มีความหมายจริง ๆ โดนเขาชิงชัง
เกิดมายอมและพร้อมให้หลอกลวง
ค่ำคืนฉันต้องยืนควงกับความผิดหวัง

[…]

ฉันเป็นกะเทย รักใครไม่เคยนอกใจ

ปลอมแค่เพียงกาย แต่ว่าหัวใจข้างในไม่ปลอม

รักฉันได้ไหม ฉันมีแต่ให้ ฉันมีแต่ยอม

ดอกไม้ปลอมๆ รอคนเมตตาเข้ามาดอมดม

หรือหากตัวอย่างนี้ดูเก่าไป กระทั่งในคลิปไวรัลเมื่อปี 2565 ที่ ดาวฟ้า (@daofahferrell) คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายภาษาและคอเมดี นำเพลง วาดไว้ ของ BOWKYLION เป็นเวอร์ชันล้อเลียน (Parody) 

@daofahferrell วาดไว้ ver. พี่กะเทยสอนลูกสาว อย่าให้ผู้ชายปอกลอก #วาดไว้ #พี่กะเทย #เพลงแปลง ♬ original sound Ferrell – Daofah

พี่กะเทยบอกฉัน อย่าร้องไห้

อยู่ให้ได้ผู้ชายไม่อยู่

โปรดรับรู้ว่ามันเอาตังค์ไป

พี่กะเทยบอกฉัน อย่าร้องไห้

อยากขอโทษที่ทำไม่ได้

มันเอาไปห้าพัน วันนี้ฉันมีแค่พันเดียว

ไม่ว่าเรื่องราวเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด ที่น่าสนใจคือการดำรงอยู่ของมันในฐานะ ‘พล็อต’ ที่สังคมรู้จักร่วมกัน เพียงเอ่ยตัวละครหลัก 2 ตัวขึ้นมา ผู้ฟังก็เดาตอนจบได้แทบทันที ความสัมพันธ์ลักษณะนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลของใครบางคน แต่กลายเป็นเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อ ราวกับเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของคนกลุ่มหนึ่ง

แต่การมองเรื่องนี้เป็นเพียงนิทานสอนใจว่า คนมีเงินย่อมถูกคนต้องการเงินเข้าหาอาจง่ายเกินไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือคำถามที่ใหญ่กว่านั้น 

เหตุใดคนบางกลุ่มจึงต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้รับความรัก การยอมรับ และสถานะคู่รักเหมือนคนทั่วไป 

ตลาดความรัก (ไม่) เสรี

จะเห็นว่า นี่เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีพลวัตทางอำนาจค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ทีเดียว ฝ่ายหนึ่งเป็นชายแท้ มีเพศวิถีที่ (มองจากภายนอก) สังคมยอมรับ แต่การเงินไม่มั่นคง ไม่สามารถเป็นฝ่ายเลี้ยงดูคนรักตามบทบาททางเพศดั้งเดิมได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะมีเพศวิถีที่ทำให้ถูกเลือกปฏิบัติ แต่พยายามจนพิสูจน์ตัวเองได้ (ระดับหนึ่ง) ผ่านการงานหรือการเงิน 

เรียกได้ว่า ต่างฝ่ายต่างมีในสิ่งที่อีกฝ่ายตามหานั่นเอง

นักสังคมวิทยา อีวา อิลลูซ (Eva Illouz) กล่าวถึงปรากฏการณ์ทางสังคมที่สอดคล้องกันนี้ในหนังสือ Why Love Hurts? (เหตุใดรักจึงเจ็บปวด) เธอมิได้ตอบคำถามว่า ทำไมกะเทยต้อง (ถูกวาดภาพให้) โดนผู้ชายหลอกเสมอ ที่เราสงสัยกันโดยตรงก็จริง แต่ทฤษฎีเรื่องต้นทุนในการมีความรัก (Romantic Capital) ของเธอนั้น สอดคล้องกับตัวอย่างสถานการณ์ในบทความนี้เป็นอย่างดี

อิลลูซเสนอว่า ในสังคมทุนนิยม ความรักกลายเป็นเรื่องของการลงทุนทางอารมณ์ (Emotional Investment) และการแสวงหาทรัพยากรไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง เนื่องจากชีวิตรักของคนยุคปัจจุบันถูกแทรกแซงด้วยความไม่แน่นอน ความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ และอุปสรรคมากมาย ความรักภายใต้ระบอบทุนนิยมจึงเจ็บปวด ซับซ้อน จัดการได้ยาก และยุ่บยั่บไปด้วยปัจจัยที่ไม่คาดคิด ทำให้เรากล้าที่จะผูกมัดตนเองกับความสัมพันธ์ระยะยาวน้อยลง

แน่นอนในระดับปัจเจก ความรักย่อมไม่อาจถูกจัดจ่ายออกไปบนพื้นฐานของความเท่าเทียมตั้งแต่แรก เราไม่อาจรักคนคนหนึ่งในเชิงโรแมนติกได้เพียงเพราะเขายังขาดความรัก กลับกัน เราไม่อาจเลิกรักใครอีกคนได้เพียงเพราะเจ้าตัวได้รับความรักเพียงพอแล้วเช่นกัน 

กระนั้นก็ตาม ในระดับโครงสร้าง อิลลูซมองว่า โอกาสในการเข้าถึงความรักและมาตรฐานของคนที่สังคมมองว่า ‘คู่ควร’ กับความรัก ยังถูกครอบงำโดยอคติทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังเกตง่ายๆ ได้จากการมองไปรอบๆ ตัว 

ใครบ้างที่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ของตนได้อย่างภาคภูมิ

ใครบ้างที่เข้าสังคมและหาคู่ได้จากแอปพลิเคชันหรือบาร์ทั่วไป ไม่ต้องมีพื้นที่เฉพาะกลุ่ม

ใครบ้างที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว กฎหมาย และวัฒนธรรมโดยไม่ต้องร้องขอ

คือความลักลั่นเหล่านี้เอง ที่เป็นเหตุให้บางคนต้องแข่งขันหนักกว่าเพื่อที่จะมีความรัก ขณะที่บางคนเลือกต่อรองแลกโอกาสมีความรักตามเพศวิถีจริงๆ ของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรรูปแบบอื่น

จริงอยู่ เราคงไม่อาจหนีจากโครงสร้างแบบที่อิลลูซว่าไว้ได้ในเร็ววัน แต่การยอมรับว่าความรักไม่อาจแยกขาดจากอำนาจ ทรัพยากร ทรัพย์สินเงินทอง หรือผลประโยชน์ ก็มิได้หมายความว่า เราต้องระแวดระวังคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์จนหมดหวังในความรักเสมอไป

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การแลกเปลี่ยน Romantic Capital หากแต่อยู่ตรงอคติ ที่ทำให้สังคมมองเห็นและกังขาเฉพาะกับการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ  ในหลายกรณี ผู้คนพร้อมเชื่อว่าชายหญิงคู่หนึ่งรักกันได้ แม้อายุ สถานะ หรือรายได้จะต่างกันลิบลับ แต่ถ้าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าไปอยู่ในสมการเดียวกัน ความสัมพันธ์กลับถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจอยู่เสมอ

อ้างอิง:

https://www.thepinknews.com/2024/05/26/the-long-fascinating-and-controversial-history-of-the-drag-race-term-trade 

https://www.researchgate.net/publication/279459553_why_love_hurts_a_sociological_explanation

Tags: , , , ,