ใครหลายคนเมื่อรู้สึกว่าเป็นกังวลจากปัญหาชีวิต การทำงาน หรือความรัก จนไม่รู้ว่าชีวิตจะต้องเดินไปทางไหน การได้ ‘ดูดวง’ สักครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้หลายคนคลายความกังวลได้อยู่ไม่น้อย

ในอดีต เป็นเรื่องปกติที่จะพบเห็นโหรหลวงในราชสำนักต่างๆ คอยดูชะตาเมือง ชะตาชีวิตพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนช่วยดูฤกษ์ และประกอบพิธีกรรมต่างๆ ส่วนโลกยุคปัจจุบัน แม้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากขึ้น แต่ผู้คนกลับยังเลือกที่จะดูดวงเพื่อให้รู้สึกว่ามีที่ยึดเหนี่ยว หรือเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต 

ศาสตร์การดูดวงนั้นทำได้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเปิดไพ่ทาโรต์ กราฟชีวิต ดูลายมือ หรือการวิเคราะห์ชื่อ-วันเกิด และอื่นๆ อีกมากมายตามความเชื่อของแต่ละสังคม

ทว่าศาสตร์แห่งการทำนายชะตาชีวิตในยุคนี้ ก้าวข้ามการดูดวงชีวิตแบบเดิมๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผูกเข้ากับโลกกับธุรกิจได้อย่างแนบเนียน เช่น ค่ายโทรคมนาคมนำเสนอขายเบอร์มงคลพร้อมแพ็กเกจราคาสูง หรือธุรกิจการขายภาพพื้นหลังโทรศัพท์ที่ได้รับการปลุกเสกให้เป็นมงคลกับชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ในโลกธุรกิจเรียกว่า ‘Muketing’

โดยจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในปี 2567 พบว่า ธุรกิจความเชื่อ-หมอดู-ฮวงจุ้ย จะเป็นธุรกิจที่มาแรงในประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่า มีเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนี้สูงถึง 1-1.5 หมื่นล้านบาท

Generative AI เข้ามา Disrupt การดูดวงแบบเก่า

และทุกวันนี้ที่ Generative AI ตัวดัง เช่น Gemini หรือ ChatGPT สามารถตอบคำถามที่ผู้ใช้งานสงสัยได้มากมาย ผู้คนจึงเริ่มเทใจมาดูดวงกับ AI ประเภทนี้มากขึ้น จน เจสัน ควอน (Jason Kwon) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ OpenAI (บริษัทแม่ของ ChatGPT) ออกมาบอกด้วยตัวเองว่า 3 ใน 4 ของคนไทยใช้ AI แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานเพื่อแปลภาษา ดูแลสุขภาพจิต รวมไปถึง ‘การดูดวง’

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะในประเทศจีนก็เจอสถานการณ์นี้เช่นเดียวกัน โดยสำนักข่าว South China Morning Post รายงานไว้เมื่อช่วงต้นปี 2569 ว่า ปัจจุบันชาวจีนรุ่นใหม่หันมาดูดวงผ่าน DeepSeek แชตบอตสัญชาติจีนกันมากขึ้น โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 55 ล้านครั้ง เนื่องจากให้เหตุผลว่า มีราคาถูกกว่า รวดเร็วกว่า และคุณภาพเทียบเท่ากับหมอดูแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์ชาวจีนออกมาเห็นแย้งว่า การอ่านดวงชะตาโดย AI บางครั้งอาจมีการอ่านแบบทั่วไป หรือบางครั้งอาจจะให้คำตอบที่คลุมเครือ หรือขาดความลึกซึ้ง

นอกจากนั้น ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยออกมาวิจารณ์และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งาน AI สำหรับการดูดวงด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า แชตบอตเหล่านี้ได้รับการป้อนข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว จึงอาจเกิดความผิดพลาดในการตีความเชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) หรือปรัชญาว่าด้วยรากฐานความเป็นจริงของชีวิต

โดยสำนักข่าว South China Morning Post ยังได้ทำการทดสอบการทำนายของ Gemini และ DeepSeek ผ่านการขอให้ทำนายดวงเมืองฮ่องกงในปี 2569 โดยแชตบอตทั้งสองต่างให้คำตอบว่า ปี 2569 จะเป็นปีมะเมียธาตุไฟ (ม้าไฟ) ซึ่งจะมีความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น

ในฝั่งของ Gemini ทำนายว่า ความรุนแรงที่จะออกมานั้นสามารถเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ความไม่สงบทางสังคม หรือปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ขณะที่ DeepSeek ทำนายเตือนทำนองว่า อาจเกิดความเสี่ยงของการรั่วไหลข้อมูล การฉ้อโกง หรือการเกิดเรื่องอื้อฉาวในที่สาธารณะ

DeepSeek ทำนายด้วยว่า การพึ่งพาบริการทางการเงินของฮ่องกงอาจเผชิญกับแรงกดดัน รวมถึงอาจมีความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในนโยบายการเงินโลก อย่างไรก็ตาม เมืองแห่งนี้จะรอดจากปีม้าไฟได้ดีกว่าเมืองอื่น เนื่องจากมีแหล่งน้ำธรรมชาติโอบล้อมโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม ​เอริก โต ชุงหยิน (Eric To Chung-Yin) อาจารย์ด้านฮวงจุ้ยของฮ่องกง ระบุว่า แม้ว่าแชตบอตจะฉายภาพความวุ่นวายและโชคร้าย แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นทั้งหมด เพราะปีแห่งไฟจะบันดาลพรแก่ผู้ที่มีธาตุดังกล่าวตามดวงชะตาแบบปาจื้อ (Bazi) ซึ่งเป็นศาสตร์จีนโบราณ

อาจารย์ด้านฮวงจุ้ยยังบอกด้วยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา พลังงานธาตุไฟก็แข็งแกร่งเช่นกัน แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงกลับมีเสถียรภาพ ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng Index) ของฮ่องกง ก็มีความผันผวนจากระดับต่ำที่สุดประมาณ 1.8 หมื่นจุด มาแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 2.7 หมื่นจุด ดังนั้นทุกอย่างไม่ได้แย่ไปทั้งหมด

การดูดวงแบบเดิมปรับตัวอย่างไร

จากการสำรวจกลุ่มประชากรของวิจัยกรุงศรี พบว่า ผู้คนร้อยละ 52.2 สนใจที่จะดูดวงกับ AI มากขึ้น และ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด (1,213 คน) มีความสนใจใช้ AI ช่วยดูดวงเป็นอย่างยิ่ง จนต้องการทดลองใช้ทันที โดย Gen Z มีสัดส่วนสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 28.4 ตามมาด้วย Gen Y ที่ 26.2 อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มผู้สำรวจร้อยละ 12 ไม่สนใจการใช้ AI เข้ามาช่วยดูดวง เพราะกังวลเรื่องความผิดพลาดจากเทคโนโลย

และในวันที่โลกถูก AI เข้ามา Disrupt กับหลายวงการและหลายธุรกิจ ซึ่งการดูดวงอาจเป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกกระทบ ทายาทรุ่นที่ 3 สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง อย่าง แซม-กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล ก็ออกมายอมรับว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นเข้ามา Disrupt วงการดูดวง เพราะคนรุ่นใหม่หันไปพึ่งพา AI กันมากขึ้น ส่งผลให้น่ำเอี๊ยงก็ต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน

โดยกิตติธัชนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างฐานข้อมูลโหราศาสตร์จีน และพัฒนามาเป็นแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เช่น ระบุสีมงคลประจำวันแบบรายบุคคล โดยอิงตามหลักธาตุทั้งห้าของโหราศาสตร์จีน หรือการระบุเวลามงคลส่วนตัวที่เหมาะกับการเจรจาการงาน การลงทุน หรือพบปะบุคคลสำคัญ

และจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ที่หลายคนเริ่มหันมาหาที่พึ่งทางใจจากเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องโหราศาสตร์ การดูดวง ทั้งการดูดวงแบบดั้งเดิมและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ให้ ก็ยังเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลที่จะเลือก ‘เชื่อ’ หรือ ‘ไม่เชื่อ’ รวมถึงแกนหลักสำคัญของการดูดวง ยังคงอยู่ที่ความสบายใจของผู้ดูดวง

สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีใหม่ของโลกอย่าง Generative AI นั้น ไม่ได้เปลี่ยนหมุดหมายของการดูดวงแต่อย่างใด เพราะเป็นการเพิ่มทางเลือกของการแสวงหาความสบายใจของมนุษย์ ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้มนุษย์มีแรงเดินหน้าต่อไป

อ้างอิง:

https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/muteluh-2024

https://www.scmp.com/news/hong-kong/society/article/3343787/can-chatbots-tell-hongkongers-fortunes-or-just-make-them-out-thin-ai-r?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article

https://www.scmp.com/news/people-culture/trending-china/article/3353152/why-chinese-youth-embrace-ai-fortune-telling-despite-critics-labelling-it-scam?module=perpetual_scroll_0&pgtype=article

https://www.posttoday.com/ai-today/742996

https://www.theguardian.com/world/2025/jun/05/in-thailand-where-mysticism-thrives-ai-fortune-telling-finds-fertile-ground

Tags: , , , , ,