ปัจจุบัน แทบทุกวันของสังคมไทย เราสามารถพบเห็นข่าวปัญหาสิ่งแวดล้อมหลากหลายปัญหาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ปัญหามลพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก ปัญหาปลาหมอคางดำ ปัญหากลิ่นเหม็นของโรงงานขยะ ฯลฯ ทำให้เห็นว่า หากสิ่งแวดล้อมอยู่รอบตัวเราฉันใด ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็อยู่รอบตัวเราฉันนั้น แต่ในหลายครั้งเรามักมองว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องไกลตัว ในแง่ที่ว่าเราไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเราไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรอก

แนวคิดดังกล่าวส่วนหนึ่ง ทำให้เราคุ้นชินกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูรุนแรงแค่ไหน ก็คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ อีกทั้งความแยกย่อยของแต่ละประเด็นปัญหา ทำให้สังคมขาดพื้นที่ในการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดกับสิ่งแวดล้อม และชีวิตรอบตัวเราในแต่ละวันว่า เกิดจากปัจจัยใดบ้าง ทำให้เราคุ้นเคยกับการมองประเด็นสิ่งแวดล้อมแบบ Case By Case (เช่น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาปลาหมอคางดำก็อีกเรื่องหนึ่ง) มากกว่าการมองให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เราสามารถเห็นได้จากในแต่ละคดีร่วมกันอย่างจริงจังว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดมาจากปัญหาในเชิงโครงสร้างใดบ้าง ทั้งในส่วนสาเหตุของปัญหา และผลในการป้องกันและเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าแต่ละปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ย่อมมีสาระสำคัญแห่งเรื่องราว ต้นเหตุ ประเด็นแห่งคดี ผู้ได้รับผลกระทบ เรื่องราวความเจ็บปวดสูญเสียที่แตกต่างกันออกไป และผมไม่ได้ประสงค์ที่จะละเลยเรื่องดังกล่าว แต่หากเราเบื่อที่จะรับฟังปัญหาสิ่งแวดล้อมรายวัน ที่ตลอดทั้งปี เมื่อฤดูฝนมาก็มีปัญหาหนึ่ง ฤดูร้อนมาก็มีอีกปัญหาหนึ่ง เราต้องร่วมกันมองให้ออกถึงปัญหาความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อให้เห็นถึงรากฐานของปัญหา และช่วยกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยให้ไกลกว่า Case By Case ได้

ในบทความนี้ ผมจะชวนไปสำรวจสิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย เพื่อที่อย่างน้อย เราจะเริ่มช่วยกันมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ให้มีจุดร่วมกันมากขึ้น แน่ละว่า มันย่อมมีเยอะกว่าที่ผมเขียนในบทความนี้แน่ แต่ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ในการช่วยกันคลายปมเหล่านี้ออก ให้เห็นถึงทางออกในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

รัฐรวมศูนย์ ราชการแยกส่วน ประชาชน ‘บอบช้ำ’

คำว่า รัฐรวมศูนย์แยกส่วน เป็นคำที่ผมได้ยินครั้งแรกจาก อาจารย์ณัฐกร วิทิตานนท์ ซึ่งอธิบายถึงโครงสร้างและการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการระบบราชการของรัฐไทยไว้อย่างดี โดยสรุปได้ว่า รัฐไทยมักจะรวมศูนย์อำนาจในการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ทั้งการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในแต่ละยุคสมัย ทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจและบทบาทหน้าที่อย่างจำกัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบทบาทหน้าที่ซึ่งไม่ได้สำคัญมาก นั่นหมายความว่า เรื่องใดที่สำคัญ ท้องถิ่นมักจะไม่มีอำนาจจัดการด้วยตนเอง ต้องรอให้ราชการส่วนกลางเข้ามาจัดการ รวมทั้งเรื่องของงบประมาณของท้องถิ่นในการดำเนินนโยบายสาธารณะต่างๆ ในหลายครั้งก็พบว่า ท้องถิ่นมีงบประมาณในแต่ละเรื่องไม่เพียงพอ เพราะในทางการเมืองนั้น ราชการส่วนกลางยังไม่สามารถโอนอำนาจและภารกิจทั้งหมดให้แก่ท้องถิ่นได้ โดยอาจมีทั้งจากนโยบายของรัฐบาลที่ไม่สนับสนุนการกระจายอำนาจแต่แรก แรงเสียดทานจากฝั่งราชการส่วนกลาง หรือในเรื่องความพร้อมของท้องถิ่นแต่ละพื้นที่เองก็ตาม 

ถึงแม้งบประมาณจะมีอย่างเพียงพอ ในหลายครั้ง ท้องถิ่นก็ลังเลที่จะดำเนินการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่น อาจมีองค์กรอิสระ โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่น และบ่อยครั้งทีเดียว ที่การตีความเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดทำบริการสาธารณะระหว่างท้องถิ่นกับ สตง. เป็นไปอย่างไม่ตรงกันหลายครั้ง ทำให้ท้องถิ่นถูกตรวจสอบ จนทำให้ในท้ายที่สุด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจไม่กล้าริเริ่มการจัดทำนโยบายใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในพื้นที่เลย ในทางปฏิบัติทั้งหมด การตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ จึงรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลางเป็นหลัก ท้องถิ่นไม่ได้มีอำนาจในทางปฏิบัติในการออกแบบนโยบาย

ครั้นเมื่ออำนาจอยู่รวมศูนย์ ก็ไม่ได้หมายความว่า อำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด เพราะลักษณะของหน่วยงานราชการไทยที่องค์กรต่างๆ แยกส่วนกันจัดการปัญหาของตน ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างรวดเร็ว และเป็นไปในแนวทางเดียวกันได้

เช่น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่เกิดขึ้นนั้น มีหน่วยงานราชการหลากหลาย กระทรวงมากมายที่มีหน้าที่รับผิดชอบปัญหาไฟป่า หมอกควันแตกต่างกันไป เช่น หน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมควบคุมมลพิษ ดูแลเรื่องคุณภาพอากาศ หน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมควบคุมโรค ดูแลสุขภาพของประชาชน หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทยอย่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็มีอำนาจหน้าที่อยู่อีกอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นก็เช่นกัน ที่อำนาจ บทบาท และหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ แยกส่วนกันอย่างหลากหลาย เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ อำนาจในการจัดการที่แยกส่วนแตกกระจายเช่นนี้เอง ที่ทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันของรัฐไทยเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะอำนาจ ทรัพยากรบุคคลต่างๆ ยังอยู่กับส่วนกลางเป็นหลัก ซึ่งส่วนกลางก็มีลักษณะแยกงานกัน ทำให้ยากต่อการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในขณะที่ท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด ก็มีบทบาท ทรัพยากร และอำนาจหน้าที่อย่างจำกัด 

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นลึกลงไปในบทความนี้ก็คือ สภาวะรัฐรวมศูนย์แยกส่วนดังที่ได้กล่าวมานั้น ไม่ได้จบอยู่แค่ข้อวิพากษ์ต่อรัฐบาลหรือราชการ ต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุด สภาวะที่เป็นอยู่ ก็เป็นสิ่งที่กลับมาทำให้ประชาชนในประเทศบอบช้ำในที่สุด 

ลองจินตนาการดูครับ ถ้าเมื่อวันหนึ่งที่บ้านคุณเกิดมีปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษขึ้นมา แล้วคุณต้องไปเรียกร้องต่อหน่วยงานต่างๆ มากมาย หน่วยงานเหล่านั้นก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน” คุณจะทำอย่างไรครับ แน่ละว่าคุณหยุดไม่ได้ เพราะมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านคุณ คุณก็ต้องตระเวนไปยังหน่วยงานต่างๆ วันดีคืนดี เมื่อเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจ จนถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ หน่วยงานที่ครั้งหนึ่งเคยบอกว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ ต่างก็กระโจนเข้ามาช่วยกัน

ดูเหมือนจะดีนะ แต่ปัญหาคือ เขาเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถามปัญหาเดิมๆ ให้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านคุณบ้าง คุณได้รับผลกระทบอย่างไร ให้คุณเล่าถึงความเจ็บปวดและความเสียหายที่ต้องเผชิญ หน่วยงานหนึ่งมาทีก็ต้องเล่าที เสมือนผลิตซ้ำความเจ็บปวดดังกล่าวในใจคุณให้เพิ่มขึ้นไปอีก ครั้นคุณจะถามหาความคืบหน้าจากแต่ละหน่วยงานก็ช้ายุ่งยาก และไม่รู้จะเริ่มจากหน่วยงานไหน เพราะมาขอกันเยอะเสียเหลือเกิน ให้ข้อมูลก็แล้ว ปฏิบัติตามที่หน่วยงานบอกก็แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็ต้องให้ข้อมูลซ้ำๆ ซากๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนคุณคิดว่า ท้ายที่สุดจะให้ความร่วมมือไปทำไม ในเมื่อความช่วยเหลือดังกล่าว ดูเหมือนไม่เคยมาถึงคุณ และปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไข นี่แหละครับ ความรู้สึกบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชน 

นิติที่ไร้ นิติธรรม(ชาติ)

หากให้กล่าวอย่างรวดเร็วที่สุดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้คนต่างๆ ในสังคมนั้น ก็คงเปรียบเสมือนกฎบรรทัดฐานบางอย่างที่ควรจะคุ้มครองกลุ่มคนแต่ละกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นไปอย่างยุติธรรมและเสมอภาค กฎหมายไม่พึงเป็นอาวุธหรือเครื่องมือใดๆ ที่ทำให้กลุ่มคนในสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้เปรียบไปกว่ากลุ่มอื่น โดยความสามารถในการรับรู้กันโดยทั่วไปของกฎหมาย (Publicity) ให้ผู้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ หรือความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย (Intelligibility) ให้บุคคลทั่วไป ไม่เพียงเฉพาะนักกฎหมายเข้าใจได้ หลักการทั้งสองถือเป็นหลักการสำคัญในรัฐที่อ้างตนว่าธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม 

ในขณะที่หลักนิติธรรมกล่าวไว้อย่างหนึ่ง ความเป็นจริงในสังคมโดยเฉพาะเรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง หลายครั้งทีเดียวที่เมื่อมีโครงการพัฒนาใดๆ จากภาครัฐ หรือการลงทุนของภาคเอกชน ประชาชนในพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการต่าง ๆ แทบไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลย แม้ว่ามาตรการทางกฎหมายก่อนเริ่มดำเนินการต่างๆ จะมีการระบุให้จัดทำ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ไว้ก็ตาม ต่อโครงการที่อาจสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ทุกครั้งที่มีการจัดทำโครงการขึ้นนั้น ประชาชนรับรู้หรือไม่ การมีส่วนร่วมรับฟังประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใสมากแค่ไหน รายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างถูกต้องเพียงใด คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยเฉพาะในการจัดทำโครงการต่างๆ

อย่างเช่นโครงการเหมืองถ่านหินที่เกิดขึ้น ณ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนชาติพันธุ์มากมาย ปรากฏว่าใน EIA นั้น มีประชาชนและกลุ่มนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในการจัดทำ EIA ทั้งการได้รับข้อมูลซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง เนื่องจากประชากรในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านภาษา ขอบเขตพื้นที่การศึกษาที่แคบเกินไป เอกสารการลงลายมือชื่อที่มีลายมือของเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ และของบุคคลที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า กฎหมายที่เป็นอยู่ อาจเอื้อให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมาย กระบวนการที่เป็นอยู่ในการแสวงหาผลประโยชน์ของตน และในท้ายที่สุด อาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนในสังคมได้

คำถามที่ควรตั้งดังๆ ต่อการจัดทำโครงการที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนมีส่วนร่วมมากแค่ไหนในโครงการต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ประชาชนรับรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงหรือไม่ และกลุ่มคนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะหลากหลายนโยบายที่การดำเนินการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง และไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแต่แรกเสียด้วยซ้ำในบางที 

เมื่อเราได้ยินคำว่า ‘หน่วยงานเปิดรับฟังความคิดเห็น’ เราเชื่อจริงหรือไม่ว่า เป็นการรับฟังประชาชนจริง หรือเป็นเพียงพิธีกรรมตามกฎหมายที่ทำผ่านๆ ไป โดยมีธงตั้งต้นไว้อยู่แล้ว

แล้วจะกล่าวได้อย่างไรว่า หลักกฎหมายของไทยธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม หากกฎหมายปราศจากหลักการปกครองของกฎหมาย คงไม่ต่างอะไรจากเอกสารรับรองให้ความไม่ชอบธรรมเป็นความชอบธรรม และกว่าจะรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อธรรมชาติและผู้คน ก็คงจะสายไปเสียแล้ว สิทธิทางสิ่งแวดล้อมคงไม่อาจถูกพิทักษ์ได้ หากรัฐนั้นปราศจากนิติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบาย รวมถึงความโปร่งใสของรัฐในการตรวจสอบ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตในพื้นที่ของตน ก็เป็นปัญหาสิทธิทางสิ่งแวดล้อมของไทย อันเป็นรากฐานของหลากหลายปัญหาเช่นเดียวกัน 

เจตจำนงของผู้มีอำนาจมีมากแค่ไหน

สิ่งสุดท้ายที่ขอพูดคือ ผู้มีอำนาจมีเจตจำนงแค่ไหนในการพิทักษ์สิทธิทางสิ่งแวดล้อมของประชาชน ไม่ใช่เพียงแต่พูดสวยหล่อ เข้าวาระระดับโลก SDGs ต่างๆ แต่ในทางตรงกันข้าม การผลักดันนโยบาย การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่อง การบังคับใช้กฎหมายก็อีกเรื่อง ดังที่เห็นได้จากข่าวการเปิดรายชื่อของหน่วยงานที่รับสินบนต่างๆ ล่าสุด ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับ 1 อีกทั้งยังมีหน่วยงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีกหลายหน่วยงานที่มีรายชื่อติดในโผดังกล่าว ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาความเป็นนิติรัฐ/ นิติธรรม และความโปร่งใสนั้น เป็นสิ่งที่มีปัญหาอย่างยิ่งยวดในสังคมไทย อันสืบเนื่องกับปัญหาที่แล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เจตจำนงของผู้มีอำนาจอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยสภาพของตัวปัญหาเอง เป็นสิ่งที่ใหญ่เกินกว่าปัจเจกชนคนหนึ่ง หรือชุมชนใดๆ จะแก้ไขได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งในการแก้ไขปัญหาคือ เจตจำนงของรัฐบาลและผู้มีอำนาจว่า พร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม

พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปถึงไหนแล้ว 

ปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำไปถึงไหนแล้ว 

โครงการแลนด์บริดจ์จะเอาอย่างไร 

คุณภาพของคำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของรัฐและผู้มีอำนาจว่า ในจิตใจนั้นมีประชาชนอยู่หรือไม่ พร้อมที่จะรับผิดชอบเพียงใดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเอาผิดต่อผู้สร้างความเสียหายหรือไม่ มิฉะนั้น เราก็ยังต้องวกวนเวียนกับปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป หากผู้มีอำนาจไม่ได้มีเจตจำนงในการมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ แต่แรก ก็คงยากที่จะแก้ไขหรือแม้แต่จะทุเลาปัญหาเหล่านี้

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปอีกนานครับ เผลอๆ หลังจากที่เราตายไปแล้วเสียอีก และทุกเคสล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตเราทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง หากเราไม่พยายามมองให้เห็นถึงความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างที่อยู่ในปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่ละอย่าง ก็จะมีปัญหาใหม่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น Case by Case ไม่เว้นแต่ละปีแหละครับ และคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ปีหน้าๆ จะมีพาดหัวข่าวปัญหาสิ่งแวดล้อมใดปรากฏขึ้นมาใหม่อีกหรือไม่

เชิงอรรถ

1 อาจารย์ได้พูดเรื่องนี้ไว้ในหลายวาระด้วยกัน โปรดดู ณัฐกร วิทิตานนท์, ต่อให้กระจายอำนาจก็แก้ PM2.5 ไม่ได้, The 101, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569, https://www.the101.world/not-only-decentralization-for-pm25/; ณัฐกร วิทิตานนท์, น้ำท่วม 2567: เชียงใหม่ที่ผมไม่เคยเห็น, The 101, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569, https://www.the101.world/flood-2024-nuttakorn/;

2 ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์, การปกครองท้องถิ่น: มุมมองจากประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2567), 287-288.

3 เพิ่งอ้าง, 302-303.

4 โปรดดู สมคิด เลิศไพฑูลย์, หน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระบบกฎหมายไทย (กรุงเทพฯ: กองทุนวิจัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2565),187-191; สมานฉันท์ พุทธจักร, สตง. VS ท้องถิ่น ตรวจสอบแบบใด ‘ขวาง’ ความคิดริเร่ม ใครควรตัดสิน ‘ไม่คุ้ม-ไม่ด่วน-ไม่ใช่หน้าที่’, ประชาไท, สืบค้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569, https://prachatai.com/journal/2025/10/115310

5 ณัฐกร วิทิตานนท์, ต่อให้กระจายอำนาจก็แก้ PM2.5 ไม่ได้, The 101, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569, https://www.the101.world/not-only-decentralization-for-pm25/

6 ณัฐกร วิทิตานนท์, น้ำท่วม 2567: เชียงใหม่ที่ผมไม่เคยเห็น, The 101, สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569, https://www.the101.world/flood-2024-nuttakorn/

7 L. L. Fuller, Morality of Law: Revised Edition, Connecticut, Yale University Press, 1969, P.46-90 อ้างถึงใน อภินพ อติพิบูลย์สิน, “นิติธรรมในสหรัฐอเมริกา”, ใน นิติรัฐนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาเปรียบเทียบ, บรรณาธิการโดย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง (กรุงเทพฯ:อิลลูมิเนชั่น เอดิชันส์, 2567), 147-148.

8 พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 46

9 สำหรับปัญหาต่อประเด็น EIA ที่เกิดขึ้นสามารถศึกษาต่อได้ที่ พรพิศิษฐ แดนนาเฟือง, ถึงเวลารีเซ็ต พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฯ เมื่อ EIA กลายเป็นช่องโหว่ ประชาชนไร้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, สืบค้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569, https://www.seub.or.th/bloging/work/2025-123/

10 Greenpeace Thailand, EIA อมก๋อย “ความไม่ชอบธรรมที่ชอบทำ”, สืบค้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569, https://www.greenpeace.org/thailand/story/20393/climate-coal-eia-system-defect/

11 ThaiPBS, “คอร์รัปชันภาครัฐ” ฉุดต้นทุนธุรกิจพุ่ง 58% เปิด 10 หน่วยงาน รับสินบนสูงสุด, สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569, https://www.thaipbs.or.th/news/content/505893

Tags: , , , , ,