ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จากกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 พบว่า 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ติดอยู่ใน 10 อันดับหน่วยงานรัฐที่มี ‘มูลค่าสินบน’ เฉลี่ยสูงสุดต่อครั้ง
อันดับ 1 คือ กรมควบคุมมลพิษ มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงถึง 102,160 บาทต่อครั้ง ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่ในอันดับ 9 เฉลี่ย 6.8 หมื่นบาทต่อครั้ง และกรมป่าไม้ อยู่ในอันดับ 10 เฉลี่ย 6.75 หมื่นบาทต่อครั้ง
ผลสำรวจดังกล่าวทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมลพิษ ซึ่งควรเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะในกระบวนการอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจกลายเป็น ‘ช่องโหว่’ ที่เอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการทุจริตได้
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า มีการเรียกรับสินบนจริงหรือไม่ แต่คือโครงสร้างการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของไทยกำลังมีปัญหาอะไรอยู่ เหตุใดหน่วยงานที่ถืออำนาจกำกับดูแลจึงถูกมองว่า เป็นพื้นที่ในการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งอาจถึงเวลาต้องถูกตรวจสอบและปฏิรูปอย่างจริงจัง
หน่วยงานรัฐเรียกรับสินบน
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง โดย 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่า คอร์รัปชันเป็นอุปสรรคในระดับปานกลางถึงมากที่สุดต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 51.2% มองว่า แนวโน้มคอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา และ 51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จากผลการสำรวจพบว่า 60.9% ของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ พบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาตครั้งล่าสุด 45.9% ของบริษัทยืนยันว่า เคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก 37.3% ยืนยันว่า อุตสาหกรรมของตนต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐเฉลี่ย 11-15% ของมูลค่าสัญญา โดยรูปแบบสินบนที่พบบ่อยที่สุด เงินสด 46.6% ของขวัญหรือเลี้ยงรับรอง 23.1% และการบริจาคหรือสปอนเซอร์ 18.7%
ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน เนื่องจากขั้นตอนซับซ้อน 29.1% กฎหมายเปิดช่องดุลยพินิจมากเกินไป 25% แก้ปัญหาจากการทำผิดระเบียบ 18.8% และ 52.3% ของภาคธุรกิจไม่มีความเชื่อมั่นในช่องทาง Whistleblowing ของรัฐ นอกจากนี้ 43.7% ระบุว่า ไม่กล้าร้องเรียนเลย แม้จะพบการเรียกรับผลประโยชน์
โดยหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. กรมควบคุมมลพิษ จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 102,160 บาท
2. กรมเจ้าท่า จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 100,000 บาท
3. กรมสรรพสามิต จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 94,667 บาท
4. กรมสรรพากร จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 89,498 บาท
5. กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 88,750 บาท
6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และบริการสาธารณสุข จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 74,643 บาท
7. กรมทางหลวง จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 70,167 บาท
8. กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 70,000 บาท
9. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 68,000 บาท
10. กรมป่าไม้ จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 67,500 บาท
รัฐกับอำนาจ ‘ควบคุม-ตรวจสอบ’ สิ่งแวดล้อม
กรณีของกรมควบคุมมลพิษซึ่งติดอันดับ 1 นั้น หลังผลวิจัยเผยแพร่ออกมา ทางกรมออกมาแถลงชี้แจงว่า หน่วยงานไม่ได้มีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาตโครงการธุรกิจโดยตรง จึงมองว่า ไม่ควรถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตในลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียด แม้กรมควบคุมมลพิษจะไม่มีอำนาจอนุญาต แต่มีอำนาจ ‘ตรวจสอบ’ และบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้สัมภาษณ์ว่า บทบาทหลักของกรมควบคุมมลพิษ คือ การทำหน้าที่ ‘นักวิชาการ’ ในการให้คำแนะนำด้านสิ่งแวดล้อม และการติดตาม ตรวจวัด ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากโรงงาน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดของเสีย หรือกิจการอื่นๆ เมื่อมีการร้องเรียนจากประชาชนหรือพบข้อสงสัยว่า มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กรมจะเข้าไปตรวจสอบ เก็บข้อมูล และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงดำเนินการตามกฎหมาย เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
ที่ผ่านมา มูลนิธิบูรณะนิเวศทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษหลายครั้ง เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเห็นว่า กรมมีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และในปัจจุบันมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมากขึ้น ต่างจากเมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่ผลการตรวจสอบมักรับรู้กันเฉพาะในหน่วยงานรัฐเท่านั้น ปัจจุบันประชาชนสามารถขอข้อมูลผลตรวจวัดต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกของกรมควบคุมมลพิษ
อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดการทุจริตยังมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบโรงงาน เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจวัดมลพิษ แล้วอาจถูกกดดันหรือเสนอผลประโยชน์เพื่อให้รายงานผลออกมาเป็นคุณต่อสถานประกอบการ แม้จะมีการปนเปื้อนจริงก็ตาม แต่หากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นจริง ก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ไม่ยาก และเชื่อว่าหากมีการทุจริตจริง น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงหรือฝ่ายการเมือง มากกว่าข้าราชการระดับปฏิบัติการทั่วไป เพราะเจ้าหน้าที่ระดับล่างไม่ได้มีอำนาจอนุมัติหรือสั่งการโดยตรง
“ในมุมมองของผู้ที่ติดตามปัญหามลพิษและทำงานร่วมกับหน่วยงาน ไม่คาดคิดว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษที่เรียกรับสินบนมูลค่าสูงสุด เพราะไม่มีอำนาจในการอนุมัติอนุญาต แต่ถือว่าน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม อาจต้องพิจารณาว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน หากผลสำรวจมีมูลจริง ก็ควรมีการชี้แจงและตรวจสอบว่าปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนไหน”
แหล่งข่าวที่ทำงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายด้านปัญหาที่ดิน ป่าไม้ และการจัดการทรัพยากร ให้สัมภาษณ์ว่า กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ตรวจสอบมลพิษที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ เช่น โรงงาน คอนโดมิเนียม โรงแรม หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ต้องมีมาตรการควบคุมมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำเสีย การปล่อยควัน หรือสารตกค้างจากกระบวนการผลิต ดังนั้น อำนาจของกรมจึงอยู่ที่การตรวจสอบมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมาย หากพบการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
“หากผลวิจัยสะท้อนข้อเท็จจริง ก็อาจตีความได้ว่า ภาคธุรกิจบางส่วนอาจจ่ายสินบนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ลดมาตรฐานการตรวจสอบ หรือปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษ อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพราะไม่มีข้อมูลเชิงลึกว่าการเรียกรับผลประโยชน์เกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง”
“อีกด้านหนึ่งอาจมีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ภาคธุรกิจบางแห่งไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำผิด แต่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกดดันหรือข่มขู่ เช่น หากไม่จ่ายเงินก็อาจถูกรายงานว่าทำผิดกฎหมายหรือถูกตรวจสอบเข้มข้นเป็นพิเศษ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคธุรกิจจึงอาจมีได้ทั้งในลักษณะสมประโยชน์ หรือการใช้อำนาจบีบบังคับ”
ทำไมเอกชนออกมาแฉ
อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรภาคธุรกิจระดับชาติ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร ออกมาสนับสนุนการทำวิจัยเรื่องนี้ สะท้อนว่า ปัญหาคอร์รัปชันส่งผลต่อต้นทุนและการแข่งขันทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
“ภาคธุรกิจอาจต้องการกดดันรัฐบาลให้จัดการปัญหานี้ เพราะหากปล่อยให้มีการใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์ต่อไป จะทำให้ธุรกิจที่ทำถูกต้องแข่งขันไม่ได้ หรืออาจเปิดช่องให้ทุนบางกลุ่มได้รับการเอื้อประโยชน์”
เพ็ญโฉมมองว่า ในส่วนของผลสำรวจเรื่องการทุจริต สะท้อน ‘ความอึดอัด’ ของภาคเอกชนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับระบบที่ไม่โปร่งใส จนรู้สึกว่าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยทำได้ยาก ภาคเอกชนจำนวนหนึ่งจึงต้องการเห็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และเลือกสะท้อนประสบการณ์ผ่านแบบสอบถาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เป็น ‘ตัวการสำคัญ’ หรือได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากระบบทุจริต คงไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการตอบแบบสำรวจ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการตรวจสอบ ดังนั้น ผลสำรวจที่ออกมาจึงสะท้อนเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น ขณะที่ ‘รากใหญ่’ ของการทุจริต ซึ่งเชื่อมโยงทั้งระบบราชการ การเมือง และกระบวนการยุติธรรม ยังเป็นปัญหาซับซ้อนและยากต่อการเข้าถึงตัวผู้กระทำ
“การทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับข้าราชการประจำ แต่ยังเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมีอำนาจสูงกว่า และมีบทบาทต่อการตัดสินใจในหลายกรณี โดยปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ผลสำรวจครั้งนี้ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพราะแม้ข้อมูลจะสะท้อนเพียงบางส่วน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นโครงสร้างใหญ่ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย และยังไม่มีการตรวจสอบไปถึงต้นตอที่แท้จริง”
‘PRTR’ กฎหมายที่อาจลดดุลยพินิจรัฐ
ผู้ให้สัมภาษณ์มองว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) มีความสำคัญมาก และสอดคล้องกับมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ที่ไทยกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิก
“หากกฎหมาย PRTR ผ่าน จะบังคับให้แหล่งกำเนิดมลพิษต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เช่น บริษัทไหนปล่อยน้ำเสียหรือมลพิษเกินมาตรฐาน ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง และตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างเหมาะสมหรือไม่”
กฎหมายนี้จะช่วยลด ‘ดุลยพินิจ’ ของหน่วยงานตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานอย่างกรมควบคุมมลพิษมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะหรือไม่ ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานหรือวิธีการตรวจสอบได้ แต่หากมี PRTR ประชาชนจะสามารถเห็นข้อมูลมาตรฐานมลพิษ เห็นผลการตรวจวัด และติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐได้ด้วยตนเอง ทำให้ภาคประชาชนกลายเป็น ‘ตาและหู’ เพิ่มเติมในการตรวจสอบมลพิษและการทำงานของรัฐ
เพ็ญโฉมให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า หากจะพูดถึงแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสและช่องโหว่ของหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม หนึ่งในกลไกสำคัญที่ควรถูกผลักดันคือ กฎหมาย PRTR ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยจุดเริ่มต้นของแนวคิด PRTR ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม และประชาชนต้องเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ โดยรัฐต้องอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิเหล่านี้
ทั้ง 3 หลักการถือเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่โปร่งใส และช่วยลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทั้งในระบบราชการ การเมือง และกระบวนการยุติธรรม
“PRTR เป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การวางแผนและแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงระบบภายใน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การรั่วไหลของสารเคมี หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ประเทศอุตสาหกรรมจำนวนมากมีการใช้กฎหมาย PRTR มาเป็นเวลานานแล้ว เพราะพิสูจน์ได้ว่า สามารถช่วยลดปัญหามลพิษและเพิ่มความโปร่งใสได้ ขณะที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้”
นอกจากการผลักดัน PRTR แล้ว การลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจำเป็นต้องปรับระบบการบริหารจัดการของภาครัฐให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น การนำระบบดิจิทัลหรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูลและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ เพราะการปิดข้อมูลหรือไม่เปิดให้ตรวจสอบ คือช่องทางสำคัญที่เอื้อต่อการคอร์รัปชัน
“ปัญหาคอร์รัปชันด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล การใช้อำนาจ และการตรวจสอบ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการลดปัญหาทุจริตและยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องปฏิรูประบบข้อมูลและกฎหมายให้ทันสมัย โปร่งใส และเปิดให้สังคมเข้ามาตรวจสอบได้มากขึ้น”
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.PRTR ฉบับประชาชน ที่ยื่นเอาไว้เมื่อปี 2567 ได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2568 แล้ว และผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 1 พร้อมกับร่างฉบับที่ สส.พรรคประชาชนนำเสนอ ซึ่งสภาให้การเห็นชอบในหลักการของร่างกฎหมายนี้ไปแล้ว และมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.PRTR ทั้ง 2 ฉบับร่วมกันจนเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอการบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.PRTR สะดุดหยุดลง
ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 147 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า เมื่อมีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ครม.สามารถขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้นกลับมาพิจารณาต่อเนื่องไปได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง
สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันที่มี โสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน ได้เปิดประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ระยะเวลา 60 วันจึงล่วงพ้นไปแล้ว ซึ่งชัดเจนแล้วว่า จากร่างกฎหมายค้างพิจารณามากกว่า 100 ฉบับ ครม.เลือกเสนอกลับให้รัฐสภาพิจารณาต่อเพียง 34 ฉบับ และฉบับหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้กลางทางเช่นเดียวกับร่างกฎหมายที่สำคัญๆ จำนวนมากก็คือ ร่าง พ.ร.บ.PRTR
‘อุทยาน-ป่าไม้’ กับการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อนุรักษ์
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แหล่งข่าวมองว่า อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐาน ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ต โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยวในเขตป่า และเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)
ในช่วงหลัง มีการผลักดันเรื่องแร่สำคัญทางเศรษฐกิจและแร่หายาก (Critical Minerals and Rare Earth) มากขึ้น ทำให้เกิดกระบวนการสำรวจแร่ในพื้นที่ป่าและป่าอนุรักษ์เข้มข้นขึ้น ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าและประทานบัตร จึงอาจเชื่อมโยงกับผลประโยชน์มหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีความเกี่ยวพันกับทุนขนาดใหญ่และบริษัทต่างชาติ
ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว แม้รัฐจะเป็นผู้บริหารพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยานเป็นหลัก แต่ก็มีกรณีการใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำรีสอร์ต โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการอนุญาตหรือการละเว้นตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ยังมีภาคเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เข้าไปใช้พื้นที่ป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาของบริษัทขนาดใหญ่ แม้บริษัทอาจไม่ได้ลงมือปลูกเอง แต่รับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านเข้าสู่อุตสาหกรรม จึงอาจมีความสัมพันธ์กับอำนาจหน้าที่ของกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานฯ ในการควบคุมการใช้พื้นที่ป่า
ทั้งนี้ แหล่งข่าวย้ำว่า ทั้งหมดเป็นเพียง ‘ข้อสันนิษฐานเชิงโครงสร้าง’ จากความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับภาคธุรกิจ เพราะผลวิจัยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า เกิดการทุจริตในรูปแบบใด หรือเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
สุชาติ รมว.ทส.เดือด ปมโพลเรียกรับสินบน
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยระบุว่า การทำโพลหรือวิจารณ์สามารถทำได้ แต่หากผลสำรวจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือขวัญกำลังใจของหน่วยงาน โดยไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานรองรับ ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า มีการจ่ายเงินเพื่ออะไร และเกิดการทุจริตแล้วได้อะไร
สุชาติระบุว่า หลังจากกรณีดังกล่าวกลายเป็นข่าว ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาชี้แจง พร้อมมอบให้ปลัด ทส.เป็นผู้ดำเนินการประสานกับ กกร. เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานมาชี้แจงต่อกระทรวง พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่กระทำผิด พร้อมยกตัวอย่างกรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีการตั้งกรรมการสอบและสั่งให้ออกจากราชการหลายรายในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดกระทรวงจึงไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทันที แต่มุ่งปกป้องหน่วยงานก่อน สุชาติกล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานวิชาการ ไม่มีอำนาจออกใบอนุญาตหรือให้คุณให้โทษแก่โรงงาน จึงต้องดูรายละเอียดว่า มีการกล่าวหากันในประเด็นใด ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามต่อว่า การชี้แจงของหน่วยงานไม่ใช่การตรวจสอบข้อเท็จจริง และท่าทีของรัฐมนตรีอาจสะท้อนว่าไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ สุชาติจึงตอบกลับว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเรียก กกร.เข้ามาให้ข้อมูลและหลักฐานแล้ว พร้อมย้ำว่า ตนโทรศัพท์สอบถาม พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรก
“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัว วันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์และกระจ่าง โดยประสานกับ กกร.ให้นำข้อมูลมาชี้แจงกับปลัด ทส. ขณะนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่า โพลที่ออกมาชี้ว่า คนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชนจะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือสิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิดก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่า ลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรือ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร” สุชาติกล่าว
โดยระหว่างให้สัมภาษณ์ สุชาติแสดงสีหน้าไม่พอใจต่อการซักถามของผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะเดินแหวกวงสัมภาษณ์และเดินชนไหล่ผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง และกล่าวว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” อย่างไรก็ตาม ภายหลังเจ้าตัวเดินลงจากตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม ครม. ลงมายกมือไหว้ขอโทษ ก่อนกลับขึ้นไปประชุมต่อ
ปัญหาไม่ใช่ ‘ไม่มีกฎหมาย’ แต่คือ ‘กฎหมายไม่ทำงาน’
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสในระบบราชการไทย เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานและฝังรากลึกในสังคมไทย การที่ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่า หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบน จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตาและควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมายหรือกลไกต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทยมีทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงกลไกตรวจสอบอีกจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ กลไกเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
“ปัญหาคอร์รัปชันไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐที่เอื้อให้ผู้มีอำนาจสามารถลอยนวลพ้นผิดได้ ทำให้เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจไม่เกรงกลัวต่อการตรวจสอบ แม้จะมีกฎหมายเพิ่มขึ้นอีกกี่ฉบับ หากโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม กลไกเหล่านั้นก็อาจไม่สามารถทำงานได้”
“แม้แต่องค์กรระดับชาติที่ร่วมเปิดเผยผลวิจัยยังถูกฝ่ายการเมืองขู่ฟ้องร้อง คนธรรมดาจะกล้าออกมาเปิดโปงได้อย่างไร ประเทศไทยยังไม่มีระบบคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล (Whistleblower Protection) คนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลยังเสี่ยงถูกฟ้องปิดปากและถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เพราะคนที่มีข้อมูลไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ”
อ้างอิง:
– https://www.earththailand.org/th/archives/20520
– https://www.facebook.com/share/p/1CogBrGd46/
– https://www.greenpeace.org/thailand/climate-airpollution-thaiprtr/
– https://www.thaichamber.org/tcc-news/strm-tcc-survey-corruption-may-2026/
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/506091
Tags: ติดสินบน, อำนาจรัฐ, กรมอุทยานแห่งชาติ, สิ่งแวดล้อม, PRTR, กรมควบคุมมลพิษ, สินบน, กรมป่าไม้, ทุจริต, ผลประโยชน์ทับซ้อน, ความโปร่งใส, Environment, หน่วยงานรัฐ, คอร์รัปชัน



