ศาสนามักถูกมองในแง่ของประโยชน์ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจ ผูกโยงผู้คนไว้ด้วยความเชื่อ ทำให้สังคมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน หากความเชื่อนั้นเข้มข้นขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็น ‘ความงมงาย’ ผู้ที่ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่ตัวสาวกเสมอไป แต่อาจเป็นผู้นำทางศาสนาหรือเหล่าศาสดา ที่ฉวยเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้ผู้อื่นทำตาม
หนึ่งในสิ่งที่มักเกิดขึ้น เมื่อศาสดาหรือผู้นำใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ คือ ‘การล่วงละเมิดทางเพศ’ โดยใช้ความศรัทธา บีบบังคับให้สาวกทำตาม ตัวศาสดาอาจใช้อุบายว่า หากสาวกไม่ทำตาม จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ตายอย่างทุกข์ทรมาน หรือไม่ได้พบเจอกับพระเจ้า ทำให้เกิดความกลัวหากไม่ทำตามคำสั่ง
สิ่งนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ภายในเมืองเล็กๆ บริเวณชายแดนรัฐแอริโซนาและยูทาห์ อย่าง ‘ชอร์ตครีก’ (Short Creek) ซึ่งเป็นชุมชนสำคัญของกลุ่ม FLDS (Fundamentalist Church of Jesus Christ of Latter-Day Saints) หรือมอรมอนสายเคร่งที่แยกออกจากมอรมอนสายหลัก และยังคงยึดถือความเชื่อเรื่องพหุภรรยา โดยมีศาสดาที่อ้างตัวว่าสามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้ การที่สาวกเชื่อ เลื่อมใส และยอมทำตามสิ่งที่สั่ง จะได้ขึ้นสวรรค์ อันเป็นความต้องการสูงสุดของคนในเมือง
ทว่าความเชื่อเหล่านั้นนำมาสู่คดีล่วงละเมิดทางเพศครั้งใหญ่ มีผู้หญิงและเด็กหญิงถูกเรียกว่าเป็น ‘ภรรยาทางจิตวิญญาณ’ ของศาสดามากกว่า 20 คน โดย 10 คนเป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บางคนถูกพรากจากพ่อและแม่ เพื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสาวกของศาสดาที่อ้างว่าตัวเองสื่อสารกับพระเจ้าได้อย่าง ซามูเอล แรปพีลี เบตแมน (Samuel Rappylee Bateman) หรือที่เหล่าสาวกเรียกสั้นๆ ว่า แซม ชายวัยกลางคนที่ฉวยเอาความเลื่อมใส บังคับให้ผู้หญิงและเด็กหญิงที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในลัทธิ ต้องมีเพศสัมพันธ์กับเขา โดยอ้างว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า
ที่น่าสนใจคือ คดีนี้ได้รับการเปิดเผยจากผู้หญิงที่เคยเป็นเหยื่อของลัทธิมอรมอนสายเคร่ง และเคยถูกพรากชีวิตที่เป็นตัวของเธอเองไปทั้งหมดอย่าง คริสติน มารี คาตาส (Christine Marie Katas) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาลัทธิ ที่เข้าไปทำสารคดีในเมืองนี้กับ โทลกา คาตาส (Tolga Katas) วิดีโอกราฟเฟอร์ผู้เป็นสามีของคริสติน พวกเขาติดตามความเคลื่อนไหวของซามูเอลมากกว่า 1 ปี ในฐานะคนทำสารคดีที่เข้าไปตีสนิท หวังให้เขาเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่กระทำกับผู้หญิงและเด็กหญิงมากกว่า 20 คนในบ้านของเขา
และเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกนำเสนอในรูปแบบสารคดี ภายใต้ชื่อ Trust Me: The False Prophet ที่อยู่ใน Netflix ความยาว 4 ตอน ที่รวบรวมฟุตเทจหลายชั่วโมง ร่วมกับการสัมภาษณ์สมาชิกชุมชน FLDS รวมถึงเหยื่อของซามูเอล
ศาสดาคนใหม่
ย้อนกลับไปในปี 2006 หนึ่งในคดีที่โด่งดังมากที่สุดในสหรัฐฯ คงหนีไม่พ้นคดีของ วอร์เรน สตีด เจฟส์ (Warren Steed Jeffs) ชายผู้มีภรรยามากกว่า 80 คน และต่อมาถูกตัดสินว่ามีความผิดทางเพศต่อเด็กหญิงอายุ 12 และ 15 ปี กับอีกฐานะหนึ่งที่ทำให้เขากลายเป็นอาชญากรทางเพศ นั่นคือการเป็น ‘ศาสดา’ ของกลุ่มมอรมอนสายเคร่งที่มีชื่อย่อว่า ‘FLDS’
FLDS เป็นกลุ่มมอรมอนสายเคร่งที่เชื่อว่า ‘ศาสดา’ ของพวกเขา สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้โดยตรง ดังนั้น คำพูดที่ออกมาจากปากของศาสดา จึงไม่ใช่คำพูดของคนทั่วไป แต่เป็นประสงค์ของพระเจ้า นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องพหุภรรยา นั่นจึงเป็นเหตุผลให้วอร์เรนอ้างว่า ตนสื่อสารกับพระเจ้าได้ และพระเจ้าสั่งให้ผู้หญิงในเมืองต้องเป็นภรรยาของเขา
ความเชื่อที่แปลกประหลาดนี้ ดึงดูดให้คริสติน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาลัทธิ เข้ามาอาศัยอยู่ภายในเมืองชอร์ตครีกพร้อมกับสามี โดยพวกเขาเข้ามาในช่วงที่ FLDS ตกอยู่ในภาวะสุญญากาศ เนื่องจากไม่มีศาสดาคนใหม่มาแทนที่วอร์เรน ทว่าอำนาจของเขากลับไม่ได้ลดลง วอร์เรนยังคงใช้ลัทธิเป็นเครื่องมือในการสั่งให้สาวกทำตามเขาจากในคุก และหนึ่งในคำสั่งสำคัญ คือการสั่งให้ชาวเมืองห้ามมีเพศสัมพันธ์และห้ามมีบุตร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการเข้ามาของสองสามีภรรยา ราวปี 2015-2016 พวกเขายังไม่ได้เริ่มต้นเปิดโปงสิ่งใด เพียงแต่ฉายภาพให้เห็นวิถีของ FLDS โดยไม่ได้แสดงตัวต่อต้าน ทั้งยังสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนผ่านการทำร้านค้าสินค้าแฮนด์เมด เปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนที่เปราะบางจากการถูกหน่วยงานของรัฐไล่ที่ พร้อมกับทำสารคดีเพื่อนำเสนอให้คนภายนอกชุมชนเห็นวิถีแบบมอรมอนสายเคร่งในอีกมุมหนึ่ง
แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็เดินทางมาถึง นั่นคือการได้พบกับซามูเอล แรปพีลี เบตแมน (Samuel Rappylee Bateman) พร้อมกับเหล่าสตรีที่ล้วนสวมแหวนไว้ในมือ ซึ่งทำให้คริสตินและโทลกาต้องเปลี่ยนรูปแบบของสารคดี จากเดิมที่ต้องการนำเสนอวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน FLDS ไปสู่การเปิดโปงศาสดาสุดฉาว ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่โด่งดัง หลังการจับกุมในปี 2022
บาดแผลในอดีตสู่ประสบการณ์
คริสตินไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของซามูเอลด้วยความเชี่ยวชาญในฐานะผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาลัทธิเท่านั้น เบื้องหลังของเธอยังมีประสบการณ์ถูกครอบงำโดยศาสดามอรมอนสายเคร่ง และเหตุการณ์นั้นทำให้เธอสูญเสียตัวตนไปช่วงหนึ่ง
ในสารคดี Trust Me: The False Prophet ได้ย้อนพูดถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่เธอต้องทิ้งสีสันของชีวิต ทั้งการเป็นนักพากย์เสียงและการประกวดนางงาม เพื่อทำตามคำสั่งของผู้นำลัทธิที่ครอบงำเธอ และสั่งให้เธอทิ้งทรัพย์สินที่มีค่า รวมถึงให้ร่วมเพศกับผู้ชายคนอื่นๆ ที่เธอไม่รู้จัก
ภาพจำของผู้ชายที่พร้อมจะเป็นอาชญากรทางเพศได้ทุกเมื่อ เมื่อเขามีอำนาจมากขึ้น ทำให้เธออ่านเกมของซามูเอลออกว่า เขาจะทำอะไรกับสาวกผู้หญิงเหล่านี้ได้ตั้งแต่พบกันเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าการจะจับศาสดาผู้เป็นภัยต่อผู้หญิงทั้งปวงเข้าคุกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่คริสตินต้องทำ คือการพิสูจน์ให้ได้ว่า เขาสมควรได้รับการลงโทษทางกฎหมายจริงๆ เธอจึงคิดอุบายทำสารคดีที่ดูเหมือนยกย่องซามูเอล ช่วยสร้างภาพให้เขาเป็นศาสดาอย่างที่ตัวเองต้องการ เพื่อติดตามเขาไปยังที่ต่างๆ และเข้าถึงเหล่าภรรยาของซามูเอลที่จะเป็นหลักฐานสำคัญ
อย่างไรก็ตาม คริสตินไม่ได้ทำเรื่องนี้เพียงคนเดียว บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดสารคดี ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญให้กับ FBI คือโทลกา ผู้มีประสบการณ์ทำมิวสิกวิดีโอมาก่อน เขาจึงใช้ประสบการณ์เหล่านั้นแสร้งว่าทำงานเพื่อซามูเอล แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาทั้งสองคนกำลังแสดงละครเพื่อให้ศาสดาผู้นี้ตายใจ และค่อยๆ แสดงพฤติกรรมที่เป็นหลักฐานสำคัญออกมา
ผู้หญิงที่เคียงข้างผู้หญิงด้วยกัน
สิ่งที่สะท้อนออกมาจากสารคดี Trust Me: The False Prophet คือการแสดงให้เห็นความสำคัญของ ‘ผู้หญิง’ ที่เข้ามามีบทบาทตลอดเส้นทางการเปิดโปงการล่วงละเมิดทางเพศ
นอกจากคริสตินแล้ว ตัวแปรสำคัญที่ทำให้สองสามีภรรยาเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว คือเหตุการณ์ที่ จูเลีย หนึ่งในสมาชิกของชุมชน FLDS เดินทางมาบ้านของคริสตินและโทลกาแบบลับๆ เพื่อเผยความอัดอั้นจากการถูกควบคุมโดยซามูเอล
ความเคลื่อนไหวของจูเลียครั้งนี้ ต้องรวบรวมความกล้ามหาศาล เนื่องจากเธออยู่กินกับสามีที่ศรัทธาในตัวซามูเอลจนเรียกว่างมงาย ถึงขั้นที่สามีของเธอยกลูกสาวและเธอให้เป็นภรรยาของซามูเอล เช่นเดียวกับภรรยาของซามูเอลทุกคนที่ต่างถูกสามีหรือ ‘พ่อ’ ยกให้เป็นของซามูเอลทั้งหมด เธอจึงมีความเปราะบาง หากถูกจับได้ว่าไม่เชื่อฟังซามูเอลและสามี ก็อาจถูกตัดขาดจากลูกตามคำขู่ของสามี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันสูง แต่จูเลียก็สู้ไปกับคริสตินตั้งแต่ที่เธอก้าวเข้ามาในบ้าน และเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคนในบ้านของซามูเอล ที่สำคัญ จูเลียยังยอมกลับไปอยู่ในจุดที่เธออึดอัดที่สุดอย่างบ้านของซามูเอล เพื่อรวบรวมหลักฐานเท่าที่เธอพอจะรวบรวมได้ ส่งให้กับคริสตินและโทลกา ท่ามกลางบรรยากาศที่ตัวเธอเริ่มกลายเป็นความวิตกกังวลของซามูเอล ผู้เริ่มกล่อมให้ผู้หญิงรอบตัว แม้แต่ลูกสาวเกลียดชังเธอ
ผู้หญิงอีกคนที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน คือ ดอว์น มาร์ติน (Dawn Martin) เจ้าหน้าที่พิเศษ FBI ผู้ทำคดีนี้ เธอเปรียบเสมือนทางไปต่อของคริสติน หลังจากที่คริสตินเผชิญกับทางตันบ่อยครั้งเมื่อแจ้งความกับสถานีตำรวจ และเป็นส่วนสำคัญของบทสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชุมชนชอร์ตครีก
ดอว์นคือผู้ชี้ทางให้กับคริสตินว่า ต้องทำอย่างไร ซามูเอลจึงจะได้รับโทษกับสิ่งที่ทำ เธอยอมจมอยู่กับกองหลักฐาน เพื่อดูว่า จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงทุกคนในอาณัติของซามูเอลได้รับการปลดปล่อยและเป็นอิสระ
ท้ายที่สุด การทำหน้าที่ของผู้หญิงทั้งหมดนี้ ก็นำมาสู่สิ่งที่พวกเธอต้องการ นั่นคือการปลดล็อกผู้หญิงทุกคนที่ถูกทำให้เป็นภรรยาของศาสดาจอมปลอมอย่างซามูเอล คืนชีวิตและตัวตนให้กับพวกเธออีกครั้งหนึ่ง
จุดเริ่มต้นของจุดจบของซามูเอล เกิดขึ้นในปี 2022 ระหว่างที่เขาเริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อมาในปี 2024 เขาถูกตัดสินจำคุก 50 ปี หลังรับสารภาพในข้อหาสมคบคิดเคลื่อนย้ายผู้เยาว์เพื่อกิจกรรมทางเพศที่ผิดกฎหมาย และสมคบคิดลักพาตัวผู้เยาว์ โดยข้อมูลและคำให้การสำคัญในคดีระบุว่า เขามีพฤติกรรมค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และจัดกิจกรรมทางเพศที่เป็นการล่วงละเมิดเด็กภายในกลุ่มของเขา
และ Trust Me: The False Prophet คือการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงตั้งแต่ต้นจนจบ สารคดีชุดนี้จึงเปรียบเสมือนบันทึกสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงเปราะบางมากขนาดไหน เมื่อต้องเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศ และศาสนา สังคม รวมถึงผู้คน มีส่วนมากน้อยเพียงใดในการโยนพวกเธอลงไปเผชิญกับอันตราย




