หากพูดถึงหน่วยงานผู้ทำหน้าที่ปราบปรามนักการเมืองที่เล่นไม่ซื่อ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มักจะเป็นชื่อที่โผล่ขึ้นมาเสมอ

แต่ในตอนนี้ หน่วยงานดังกล่าวกำลังถูกมองว่าเป็นผู้ที่เล่น ‘ไม่ซื่อ’ เสียเอง จากการตัดสินใจ ‘ยกคำร้อง’ ข้อกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท็จของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่น่ากังขา เพราะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จากพฤติการณ์ซุกหุ้นไว้กับคนใกล้ชิด เพื่อให้ตัวเองเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้โดยไม่ขัดกับมาตรา 187 ที่ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างความน่าสงสัยว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อปกป้องความยุติธรรม หากแต่กำลังฟอกขาวนักการเมืองคนหนึ่งที่มีคดี โดยมีตัวเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นความ ‘สองมาตรฐาน’ ของหน่วยงาน อย่างกรณีของ 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ ป.ป.ช.ฟ้องโดยยึดผลผูกพันจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทว่าในกรณีของศักดิ์สยามกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ในระหว่างที่รอแถลงการณ์เป็นเอกสารชี้แจงจาก ป.ป.ช.ว่าเหตุใดจึง ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม The Momentum ชวนย้อนดูคดีของศักดิ์สยาม สำรวจความสองมาตรฐาน และความเป็นไปได้ที่ศักดิ์สยามจะกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

ว่าด้วยคดี ‘ซุกหุ้น’

ย้อนกลับไปในปี 2564 ข่าวที่เป็นที่โด่งดังในแวดวงการเมืองคงหนีไม่พ้นข่าวที่ดิน ‘เขากระโดง’ จังหวัดบุรีรัมย์ ของสำนักข่าวอิศรา ที่ดันมีการเปิดเผยความเชื่อมโยงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พ่วงมาด้วยในบทความ

เวลานั้น ศักดิ์สยามมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี 2539 ศักดิ์สยามมีความเกี่ยวโยงกับ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นมาโดยตลอด ในฐานะเป็นกิจการรับเหมาก่อสร้างส่วนตัว มีสำนักงานตั้งอยู่ใกล้ที่พักของตัวเอง กระทั่งปี 2561 มีการโอนหุ้นให้กับ ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ คนใกล้ชิด เพื่อเคลียร์ตัวเองก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขณะเดียวกันก็ย้ายสำนักงานออกไปที่อื่นก่อนเข้ารับตำแหน่งเพียง 23 วันเท่านั้น

ต่อมาพบว่า ศุภวัฒน์เป็น ‘นอมินี’ ถือหุ้นแทนศักดิ์สยาม เนื่องจากเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119.5 ล้านบาท ล้วนเชื่อมโยงกับศักดิ์สยามทั้งสิ้น 

ขณะเดียวกัน ศุภวัฒน์ก็ไม่ใช่คนร่ำรวยพอจะมีเงินมูลค่าร้อยล้าน จากการตรวจสอบเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ ศุภวัฒน์เป็นลูกจ้างของบริษัท เอ เอ็น อาร์ เอ็นจิเนียริ่ง และบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ ได้เงินเดือน 15,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี และไม่พบว่ามีการทำธุรกิจที่ทำให้มีเงินร้อยล้านบาท ที่น่าสงสัยกว่านั้น ในชั้นศาลยังมีหลักฐานว่า การเบิกค่าน้ำมันมีใบเสร็จที่ระบุทะเบียนรถยนต์ของศักดิ์สยาม ทั้งยังมีคำพูดในห้องไต่สวนที่ออกมาจากปากเขาว่า ‘ติดตามนาย’ ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างศักดิ์สยามกับศุภวัฒน์ในฐานะนายจ้างและลูกน้อง มากกว่าจะเป็นนักธุรกิจกันทั้งคู่

ในทางพฤตินัย ศักดิ์สยามจึงไม่ได้ขายหุ้นให้กับคนอื่นจริง แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางว่า ตนได้ขายหุ้นไปหมดแล้วจึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ซึ่งรัฐมนตรีห้ามถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หลังจากสำนักข่าวอิศราเปิดเผยข้อมูลในวันที่ 9 มีนาคม 2564 ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ซึ่งขณะนั้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็นำเอาประเด็นการ ‘ซุกหุ้น’ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นไว้ที่นอมินี มาอภิปรายไม่ไว้วางใจศักดิ์สยามต่อสภาฯ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศักดิ์สยามย้ายที่ตั้งสำนักงานของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 23 วัน ทั้งยังพบว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับรัฐและรับงานในกระทรวงคมนาคมที่ศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยที่หลายงานชนะประมูลในราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเฉลี่ยไม่ถึง 0.3% และมีคู่เทียบเพียงรายเดียว

กรณีของศักดิ์สยามกลายเป็นคดีเมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นเรื่องผ่านประธานสภาฯ เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี ‘ซุกหุ้น’ ของศักดิ์สยาม โดย 54 สส.ฝ่ายค้าน ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาในวันที่ 3 มีนาคมปีเดียวกัน และสั่งให้ศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมชั่วคราว

ผ่านไปกว่า 10 เดือน นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ก็มีคำวินิจฉัยออกมาในวันที่ 17 มกราคม 2567 มีมติ 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

กรณีของศักดิ์สยาม ไม่เพียงถูกส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เพราะในเรื่องบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินยังอยู่ในข่ายความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.ด้วย เป็นเหตุผลว่าทำไมนักการเมืองจึงต้องส่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้กับ ป.ป.ช.ตรวจสอบก่อนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี 

ดังนั้น กรณีบัญชีทรัพย์สินของศักดิ์สยามก็ต้องยื่นให้กับ ป.ป.ช.พิจารณาด้วย โดยมีการยื่นไปเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ก่อนหน้าที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทว่า ป.ป.ช.กลับเดินหน้าทำคดีแบบเงียบๆ กระทั่งเลขาธิการ ป.ป.ช.ถูกสื่อมวลชนจี้ถามความคืบหน้าคดีในวันที่ 13 มีนาคม 2569 จึงได้รับคำตอบว่า ถูกยกคำร้องไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยให้เหตุผลว่า ที่ยกคำร้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์เจตนาปกปิดหรือยื่นบัญชีเท็จ

สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่า กรณี กรรมการ ป.ป.ช.ยกคำร้องศักดิ์สยามนั้น เขาได้รับทราบข้อมูลแล้ว และ ป.ป.ช.จะมีการชี้แจงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึงต้องอธิบายด้วยว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถึงวินิจฉัยยกคำร้อง

ซึ่ง ป.ป.ช.จะเปิดเอกสารชี้แจงในวันพรุ่งนี้ (23 เมษายน 2569)

ความสองมาตรฐานของ ป.ป.ช.

พอมีข่าวว่า ป.ป.ช.ยกคำร้อง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ถาโถมเข้าหาหน่วยงานนี้ทันที เหตุผลก็เพราะความสองมาตรฐานที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างคดีของศักดิ์สยาม กับคดีของ 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งทั้ง 2 กรณีอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.ก่อนส่งต่อให้ศาลฎีกา โดยมีต้นทางเหมือนกันคือศาลรัฐธรรมนูญ แต่บทสรุปปลายทางอาจไม่เหมือนกัน

แม้ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จะเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งองค์กรอิสระในที่นี้ก็รวมถึง ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.กลับใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการชี้พฤติการณ์ของ 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ว่า มีความผิดด้านจริยธรรมร้ายแรงและส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกา กลับกัน กรณีของศักดิ์สยาม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญจริง กรรมการ ป.ป.ช.กลับมีมติ ‘ยกคำร้อง’ ใน 2 คดีนี้ จึงมีเพียงคดีของ 44 สส. ส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงคดีเดียว

อีกประการหนึ่งคือ ‘เวลา’ ในการทำคดี ป.ป.ช.มีความพยายาม ‘เร่ง’ การไต่สวนพยานในคดี 44 สส.เพื่อให้กระบวนการนี้เสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2568 แล้วจึงชี้มูลความผิด ขณะที่กรณีของศักดิ์สยาม แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนไปแล้ว ป.ป.ช.กลับไม่มีท่าทีในการทำคดีของศักดิ์สยามที่เข้มข้น เมื่อเทียบกับกรณี 44 สส. แม้จะใช้หลักฐานเดียวกันกับที่ยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็ตาม และนำมาสู่การยกคำร้องในที่สุด

และในห้วงเวลานี้ ที่องค์กรอิสระถูกมองว่ามี ‘เครือข่ายสีน้ำเงิน’ ครอบงำอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึง เพราะศักดิ์สยามก็เป็นหนึ่งในตัวใหญ่ของเครือข่าย จากการเป็นน้องชายสุดที่รักของเจ้าพ่อสีน้ำเงิน ประกอบกับสถานการณ์ที่ ป.ป.ช.ถูกเลือกมาโดย สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ กว่า 4 คน จากทั้งหมด 9 คน นี่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ ป.ป.ช.ยกคำร้องศักดิ์สยามหรือไม่

ยอมสองมาตรฐาน เพื่อให้ ‘คนสีน้ำเงิน’ กลับมามีอำนาจการเมือง?

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่เลขาธิการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ยกคำร้องศักดิ์สยามแล้ว ทิศทางที่หลายคนพูดถึงกรณีนี้คือ การกลับมาเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยาม หลังจากห่างหายจากสภาฯ ไปหลายปีเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ความเหมาะเจาะที่หลายฝ่ายกล่าวถึงคือ ‘โควตารัฐมนตรี’ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ที่มีอยู่ 35 คน แต่โดยปกติโควตาสูงสุดจะอยู่ที่ 36 คน จึงเป็นข้อสงสัยว่า หรือจะเป็นการเว้นว่างให้กับศักดิ์สยาม ที่รอเคลียร์ตนเองจากคดีก่อน แล้วจึงจะกลับมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีได้

เพราะหลังจากรัฐบาลเปิดสวิตช์บริหารประเทศแล้ว ยังคงสามารถแต่งตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาได้อีก ในตอนนี้เองก็มีคน 2 คน ในรัฐบาลอนุทินที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรี 2 เก้าอี้ คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ควบตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

สำหรับกระทรวงมหาดไทยก็ดูจะเหมาะกับศักดิ์สยาม ศักดิ์สยามเป็นสิงห์แดง จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยรับราชการเป็นปลัดอำเภอ สังกัดกรมการปกครอง ใต้ชายคากระทรวงมหาดไทยมาก่อน ทั้งยังเคยเป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุค พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ และยุคชวรัตน์ ชาญวีรกูล

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หากศักดิ์สยามได้กลับมานั่งในตำแหน่ง ก็เหมือนได้กลับบ้านเก่าที่เคยถูกพรากไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทว่าก็มีคำทักท้วง ยกตัวอย่างอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่าง ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล ชี้ว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งการที่ ป.ป.ช.ไม่ดำเนินคดีในส่วนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า ศักดิ์สยามถูกล้างมลทินในส่วนต้องห้ามของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด

จรัญชี้ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติ เนื่องจากข้อกล่าวหา ‘ซุกหุ้น’ ไปแล้ว ย่อมเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ในประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่จะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี

การตั้งศักดิ์สยามขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีในตอนนี้ก็อาจจะทำให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมืองสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ สว.ยังถูกตั้งคำถามว่าเป็น สว.ที่จัดตั้งมาโดยเครือข่ายสีน้ำเงินมาแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งตัวอนุทินเองหากแต่งตั้งศักดิ์สยามก็เสี่ยงจะเจอเหตุการณ์ซ้ำรอย เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดออกจากการเป็นนายกฯ เพราะแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่รู้ว่าเคยมีคดี

กระนั้นการตัดสินใจ ‘ยกคำร้อง’ กรณีศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท็จ อาจเป็นเพียงทำให้เขาหลุดพ้นจากการถูกดำเนินคดีอาญาซึ่งมีความรุนแรง เพราะหาก ป.ป.ช.ชี้มูลและศาลฎีกาเห็นว่า ศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีเท็จจริง อาจทำให้เขาถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

จะสองมาตรฐานหรือทำตามกฎหมาย ก็ต้องตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่ต้องติดตามก็คือ เมื่อ ป.ป.ช.จะออกมาชี้แจงด้วยเอกสารอะไรก็ตามแต่ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ประชาชนยุติข้อสงสัยของตัวเองกับ ป.ป.ช. และตัดสินได้ว่า ‘ทำตามหน้าที่’ หรือ ‘ทำตามคำสั่งของใคร’

ในอดีตที่ผ่านมา การทำคดีของ ป.ป.ช.ล้วนถูกตั้งคำถาม และทำให้ ป.ป.ช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานโดยเฉพาะกรณี ‘แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน’ ซึ่งเป็นกรณีที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น กรณีไม่แจ้งนาฬิกาหรูและแหวนในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งท้ายที่สุดมีคำวินิจฉัยจาก ป.ป.ช.ว่า ‘ไม่ผิด’ เพราะเป็นการ ‘ยืมเพื่อน’ มาจริง เป็นการตัดจบคดีแบบไร้คำอธิบาย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนจดจำคดีดังกล่าวมาจนถึงวันนี้

องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.หากจะพูดว่าต้องเดินเกมให้ดีและใช้บรรทัดฐานเดียวกันในการทำคดีก็คงไม่ทันแล้วในตอนนี้ เพราะคดีของศักดิ์สยามนั้นยกคำร้องไปแล้ว ส่วนคดีของ 44 สส.พรรคก้าวไกล ตอนนี้อยู่ที่ศาลฎีกา รอพิจารณาคำร้องในวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้ 

แต่เรื่องดังกล่าว อาจเป็นอีกเรื่องในประเทศนี้ที่ ‘หาคำตอบไม่ได้’ เพราะแม้จะอธิบายด้วยภาษากฎหมายสวยหรูเช่นใด สาธารณชนย่อมรู้ดีว่า ‘ความผิดปกติ’ ดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว 

ฉะนั้น ต่อให้ถ้อยคำในเอกสารจะรัดกุมเพียงใด หากมาตรฐานยังเลือกใช้ตามสีของอำนาจ ความยุติธรรมก็ไม่ใช่หลักการ หากเป็นเพียงเครื่องมือ และนั่นต่างหาก คือวิกฤตที่ดำรงอยู่ลึกกว่าคดีใดคดีหนึ่ง

Tags: , , , ,