วันนี้ (9 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยตอนหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นอภิปรายนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าเป็นนโยบายที่ขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน รวมถึงไม่สามารถสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้
อภิสิทธิ์กล่าวว่า เหตุใดบางนโยบายที่ผ่านมารัฐบาลถึงมีความกล้าที่จะเขียนมาแถลงต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น หรือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ
อดีตนายกฯ ระบุว่า จากวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่มีใครในประเทศตำหนิว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างปัญหานี้ขึ้นมา แต่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1. การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2. การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นนอกจากประชาชนรับภาระร่วมกัน และ 3. ความไม่ชอบมาพากลและการแสวงหาผลประโยช์อันไม่ชอบ
ในประเด็นแรก อภิสิทธิ์ขยายความว่า วันนี้ประชาชนให้ความสนใจในเรื่องของบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และทราบดีว่ากองทุนน้ำมันฯ จะมาแบกรับหนี้สะสมเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ คือเพื่อประคับประคองไม่ให้ต้นทุนอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงซื้อเวลาให้รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเยียวยาผลกระทบ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลชุดนี้ผลาญเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาทจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่ต้องไปซื้อน้ำมันแพงในอนาคต โดยไม่ได้มีการเตรียมมาตรการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นราคา และต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตก็พุ่งขึ้นสูงไปแล้ว
อภิสิทธิ์กล่าวความกังวลต่อว่า ตนไม่ทราบว่าวันนี้จะสายไปหรือไม่ที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะหากคิดจะคุมราคาสินค้า ปลายทางจะเกิดความโกลาหล ปัญหาความขาดแคลน และการล้มของธุรกิจอย่างแน่นอน
“ท่านพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการความขาดแคลน เสียดายรัฐบาลไม่มาฟังเพื่อนสมาชิกกว่า 100 คนที่พูดตรงกันหมดถึงปัญหาการเข้าคิวเติมน้ำมัน สุดท้ายรัฐบาลแก้ความขาดแคลนด้วยการขึ้นราคา แต่มาวันนี้พยายามจะมาแก้ราคาด้วยการเอากฎหมายว่าด้วยความขาดแคลนมาแก้ มันสับสนไปหมด
“ถ้าวันนั้นท่านฟังพวกเรา ท่านก็จะทราบว่า สิ่งที่เรานำเสนอนั้นทำได้จริง คือการที่จะให้ทุกส่วนแบกรับภาระ ถึงวันนี้ภาษีสรรพสามิตก็ยังไม่ยอมลด แต่เพิ่งขยับเรื่องโรงกลั่น การลดราคาหน้าโรงกลั่นลิตรละ 2 บาทนั้นถือว่าน้อยมากเทียบกับค่าการกลั่นที่สูงเฉลี่ยลิตรละ 17 บาท”
อดีตนายกฯ ยังอภิปรายต่อว่า วันนี้ยังรอคอยมาตรการช่วยภาคการขนส่ง มาตรการช่วยเรื่องการประมง และที่สำคัญคือ การแก้ปัญหาปุ๋ย เม็ดพลาสติก ที่คนในวงการทุกคนทราบกันหมดว่า มีทั้งปัญหาความขาดแคลนและปัญหาราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น สำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร
“บางทีคำพูดท่านพูดสวยหรู เช่น ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นมันไม่เจ็บเท่าการที่ท่านบอกว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ” อภิสิทธิ์กล่าว
ขณะที่กรณีทุนเทาและสแกมเมอร์ อภิสิทธิ์มองว่า จะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาตลาดทุนให้มีความโปร่ง มีมาตรฐาน และแข่งขันได้ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เคยยื่นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ทุกครั้งการดำเนินการของหน่วยงานรัฐกลับตามหลังการดำเนินการของประเทศ
โดยเฉพะการดำเนินการของสิงคโปร์ที่ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของการกระทำความผิดในประเทศไทยว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีการแยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ
อภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ตนไม่มีความเชื่อมั่นในความสามารถ เพราะนอกจากกระทำในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยังมีปัญหาที่ประชาชนสงสัยคือ ความเกี่ยวพันของคนที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุนเทาด้วยหรือไม่
“เรื่องนี้ไม่ต้องถามผม ให้ไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะท่านเป็นคนดำเนินการเอง เรื่อง MOU สแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีภาพ ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับสแกมเมอร์หรือนักฟอกเงินระดับโลกก็ยังนั่งอยู่ข้างบนได้” อดีตนายกฯ กล่าว
เช่นเดียวกันในนโยบายภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้เกษตรกรหรือประกันกำไร ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันให้กับคนที่สูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงหรือเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาด อภิสิทธิ์ระบุว่า สูญหายไปจากคำแถลงนโยบาย
นอกจากนั้น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ อภิสิทธิ์ระบุด้วยว่า กระทรวงแรงงานก็ไม่ปรากฏนโยบายใดๆ ที่จะเป็นการให้หลักประกัน กลายเป็นปัญหาว่า หลักประกันสวัสดิการไม่ได้อยู่ในแนวคิดของรัฐบาลหรือไม่ เพราะในช่วงหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์เสนอการขึ้นเบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งเมื่อวานนี้ (8 เมษายน 2569) พรรคภูมิใจไทยก็ได้หารือยังอยากให้เบี้ยยังชีพ อย่างไรก็ตามตนเคยได้รับคำอธิบายจาก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าพรรคแกนนำไม่มีนโยบายขึ้นเบี้ยยังชีพ เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เน้นการให้ปลา แต่จะเน้นการให้เบ็ด
ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการอภิปราย อภิสิทธิ์ยังฝากความกังวลไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยว่า ในภาวะที่ต้องบริหารด้วยความระมัดระวังเกี่ยวกับเงิน ต้องแยกให้ออกและชี้ทางให้คนเห็นว่าประเทศไทยจะไปทางใด เนื่องจากการใช้เงินของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บางโครงการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบบางเรื่อง ขณะที่บางโครงการคือสวัสดิการสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเบี้ยยังชีพอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
“วันนี้ผมตั้งใจจะถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า เงินที่มียังอยู่จำกัดที่ท่านจะต้องออกกฎหมายโอนงบประมาณตามที่เขียนไว้ ท่านจะเอาไปเน้นในเรื่องไหน เพราะด้านหนึ่งท่านกำลังบอกประชาชนทั้งประเทศให้ประหยัด อย่าใช้จ่ายมาก แต่ท่านกลับส่งสัญญาณนี้เหมือนท่านไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ท่านต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน สำหรับผมความสำคัญสูงสุดวันนี้คือ เร่งไปช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เป็นทุนของประชาชนทั้งประเทศ นั่นจะเป็นวิธีการช่วยเหลือทุกคนได้อย่างดีที่สุด
“การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน มันทำให้นโยบายไม่สร้างความหวัง ไม่ได้สร้างทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณความเป็นประชาชนของท่านนายกฯ มันอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้าง”
อดีตนายกฯ ทิ้งท้ายด้วยว่า ก่อนที่รัฐบาลจะมาแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญคือ ‘การถวายสัตย์’ ซึ่งในวันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้นคือ ต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเกิดกับประชาธิปไตยที่ต้องงอกงามไพบูลย์ และอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น
“ผมกราบเรียนครับว่า รัฐบาลทุกชุดเข้าบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จ มีทั้งความล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่อภัยไม่ได้ทุกรัฐบาลก็คือ แสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมาย
“ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคง จริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้วไม่ไหวแล้ว”
Tags: พรรคภูมิใจไทย, รัฐสภา, ประชุมสภา, แถลงนโยบาย, อภิสิทธิ์, รัฐบาล, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พรรคประชาธิปัตย์




