เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพศหลากหลาย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘มากกว่าคำนำหน้านาม: การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในสังคมไทย’ ณ คณะนิเทศศาสาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น 11
ภายในงานเสวนาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘คำนำหน้านาม’ ในฐานะจุดเริ่มต้นของการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่หลักประกันด้านสิทธิภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชน ที่ทุกคนควรมีสิทธิในการกำหนดตัวตนของตนเอง
ทั้งหมดนี้คือเสียงบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเสวนา จากเรื่องราวในประเทศและต่างประเทศ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบและทัศนคติในสังคม โดยเริ่มจากประสบการณ์ส่วนตัวของ ริดดี้ สมสุข ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ชายข้ามเพศ
“ในไทยตอนที่เราไปโรงพยาบาลก่อนจะเทกฮอร์โมน เขาก็จะเรียกว่าน้องทอมๆ มานี่หน่อย ต่างจากที่เราไปรักษาที่โรงพยาบาลของประเทศอังกฤษ เขาให้เราเขียนในบัตรผู้ป่วยเลยว่า เราอยากใช้ชื่ออะไร เขาจะ Identify กับเราด้วยชื่อจริงที่เราต้องการจะ Recall ซึ่งเขาเคารพตัวตนตรงนั้นของเรามาก และการใช้คำสรรพนามสำคัญมาก”
รตี แต้สมบัติ ตั้งคำถามว่า “ทำไมเราจะเลือกเพศที่เป็นตัวตนของเราเองไม่ได้” และแสดงมุมมองต่อประเด็นการรับรองเพศสภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงหลักการพื้นฐานด้านสิทธิและความเท่าเทียมในสังคมว่า
“เวลาเราเห็นดราม่าหรือการดีเบตเรื่องการรับรองเพศสภาพ ต้องยอมรับว่า คนข้ามเพศมักถูกทำให้เป็นแพะ ถูกตั้งคำถามว่าจะไปหลอกลวงหรือสร้างความเดือดร้อนให้สังคม ทั้งที่จริงแล้วไม่ควรเป็นแบบนั้น
“ทั้งที่เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา ภายใต้หลัก 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง รัฐยังยอมรับเจตจำนงของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย คุณเข้าคูหาแล้วเลือกพรรคหรือคนที่ใช่ได้ แล้วทำไมเราจะเลือกเพศที่เป็นตัวตนของเราเองไม่ได้ นี่เป็นหลักการง่ายๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน”
นอกจากนี้รตีพูดถึงมิติทางเศรษฐกิจว่า “การที่รัฐบอกว่าจะเดินหน้าสู่ Worldwide ภายในปี 2030 และต้องการดึงเม็ดเงินผ่าน Pink Economy หากประเทศไทยต้องการเป็น Medical Hub ศูนย์กลางด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ (Gender-affirming Surgery) การรับรองกฎหมายเพศสภาพจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่รัฐบาลต้องปักธงในเรื่องนี้ไว้”
ขณะที่ บรรณรต วิโรจน์แดนไทย แชร์เรื่องราวของคนที่ตนรู้จัก ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องการใช้คำนำหน้าที่ไม่ตรงกับตัวตนทางเพศ ที่มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เวลาใช้ห้องน้ำสาธารณะ ก็จะเจอคำถามอย่าง “กะเทยเข้าห้องนี้เหรอ”
“ปัญหาคือคนที่มีสรีระเป็นผู้ชาย แต่มีอวัยวะเพศหญิง เวลาไปเข้าห้องน้ำ แล้วเลือกเข้าห้องน้ำหญิง เขาต้องคอยยืนยันตัวเองอยู่ตลอด ต้อง Modify ตัวเองว่า ใช้นางสาวถึงจะสามารถเข้าใช้ห้องน้ำหญิงได้
“แม่บ้านก็มักจะเข้ามาถามตลอดว่า ‘กะเทยเข้าห้องนี้เหรอ’ ทั้งที่จริงแล้วเขาเป็นผู้หญิง และต้องคอยแสดงบัตรประชาชนอยู่ตลอด แม้กระทั่งเวลาที่ปวดห้องน้ำมาก ต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ก็ยังถูกขวางไม่ให้ปิดประตูเพื่อขอตรวจบัตร ตรงนี้แหละที่ทำให้มองว่าเป็นปัญหาอย่างมาก เรื่องคำนำหน้าและความไม่เข้าใจใน Gender Identity”
ด้าน อารยา อินทรา สไตลิสต์และดีไซเนอร์ ตั้งข้อสังเกตต่อคนในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นว่า “คนจำนวนไม่น้อยยังมีสิทธิพิเศษ ทำให้ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์ทางเพศอย่างไรก็ไม่ได้รับผลกระทบ จึงอยู่ในสถานะที่ ‘ลอยตัว’ เหนือประเด็นปัญหา และสื่อสารออกไปจากมุมมองของผู้ที่ไม่ได้รับความเดือดร้อน
“ถ้าคุณคิดว่าเป็นเรื่องของ Privilege คุณคิดผิด เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ Privilege คนที่อยู่ในสังคมรอบๆ ตัวคุณ ก็คือคนเหมือนกันกับดิฉัน เหมือนกับคนอื่นๆ ทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีค่าเท่ากัน การที่คุณคิดว่าคุณอยู่เหนือกว่าคนอื่น คุณต้องกลับไปคิดใหม่” อารยาฝากข้อความทิ้งท้ายถึงคนในวงการเดียวกัน
อย่างไรก็ตามเวทีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนในสังคมไทยยังไม่มีระบบการศึกษาที่เอื้อให้เกิดความเข้าใจเรื่อง Gender มากนัก และมักเรียนรู้ผ่านสิ่งที่สื่อนำเสนอเป็นหลัก ขณะเดียวกันการพาดหัวข่าวก็มักปรากฏในลักษณะเหมารวมและสร้างภาพจำเชิงลบ เช่น ‘ทอมโหดฆ่าหึง’ หรือ ‘กะเทยโหดฆ่าอำพราง’ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดภาพจำของคนในสังคมไทยที่มีต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ
จากประเด็นทั้งหมด คำถามสำคัญจึงกลับมาที่หลักการของกฎหมายรับรองเพศสภาพว่า เรื่องนี้ยืนอยู่บนหลักการใด คำตอบคืออยู่บนแนวคิดของสิทธิในการกำหนดตัวตนของตนเอง (Self-determination) ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิที่จะระบุว่า ตนเองเป็นเพศใด โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการศาล หรือการรับรองจากบุคคลอื่น
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นเรื่องคำนำหน้านามอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่สะท้อนถึงการยอมรับความเป็นมนุษย์ของคนคนหนึ่งในสังคม คำถามที่สังคมไทยอาจต้องร่วมกันคิดต่อคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับ ‘ตัวตน’ ของกันและกันโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และจะออกแบบระบบอย่างไร ให้มีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย
Tags: เพศกำหนดเอง, รับรองเพศสภาพ, ภาคประชาชน




