วันนี้ (26 มีนาคม 2569) พรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า เหตุผลที่ต้องประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตลาดโลกที่สิงคโปร์จะปิดราคาช่วงประมาณ 19.00 น. จากนั้นจะค่อยๆ ปล่อยราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น ราคาน้ำมันดิบดูไบ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล สรุปออกมาเป็นอัตราดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องทำโครงสร้างราคา เพื่อตีเป็นค่าเงินบาท ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ราว 21.00 น.
จากนั้นคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีการประชุมกันช่วงเวลา 21.00 น. เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นราคาน้ำมันในหลายมิติ ทั้งมิติของราคาตลาดโลก มิติของประเทศเพื่อนบ้าน จนได้เห็นว่าประเทศมาเลเซียขยับราคาน้ำมันขึ้นราว 7 บาทต่อลิตร จึงมีมติในการปรับขึ้น 6 บาท
“กองทุนน้ำมันไม่ได้ดูแต่ราคาอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยเหลือใคร แค่รอให้รอบด้าน เพื่อให้ได้ราคาที่ชัดเจนขึ้น”
พรชัยระบุอีกว่า ในเรื่องสต๊อกน้ำมัน ทางผู้ค้าและสถานีบริการน้ำมันไม่ทราบล่วงหน้า และตนเองก็ไม่ทราบล่วงหน้า เพียงแต่ทำแผนไปเสนอ กบน. เมื่อมีมติก็ประกาศไปตามนั้น ยืนยันว่าไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่า น้ำมันจะขึ้นราคาเท่าใดแน่นอน
“เราจะทำ ผมเองก็ทำตามแผนที่จะทำ คีย์กันตามนั้นเลย ไม่มีใครทราบล่วงหน้าแน่นอน”
ทั้งนี้ กบน.แถลงข่าวว่า การปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวจาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขึ้นเป็น 242.91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล วันที่ 23 มีนาคม 2569 และยังพบว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำเป็นต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท หรือ 8 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหากปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น จะสามารถลดภาระให้กองทุนมีสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาวต่อไปได้
“ราคาน้ำมันในอาเซียน ไม่ได้มีแต่ประเทศเราที่ขึ้นราคา แต่ละประเทศก็ขึ้นโดด มาเลเซียก็ขึ้นทีเดียว 7 บาทเหมือนกัน ขึ้นไปในทิศทางเดียวกันเหมือนกัน”
อย่างไรก็ตามพรชัยไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หลังจากนี้จะขึ้นตามขั้นบันไดอย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้า หรือจะขึ้นพรวดเดียวเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เพราะคณะกรรมการฯ ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งราคาในตลาดโลก ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องพิจารณาเป็นครั้งๆ ต่อไป




