หลังจากที่เราเพิ่งได้ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ คนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ นั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรไปหมาดๆ เร็ววันนี้ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนเดิมอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เป็นปรากฏการณ์ ‘สีน้ำเงินครองประเทศ’ ทั้งดูแลฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากสภาล่างและสภาสูง (ที่หลายครั้งถูกมองว่าเป็นสภาสีน้ำเงิน) 

ปรากฏการณ์ที่ว่ามานี้อาจรวมไปถึงองค์กรอิสระด้วยเช่นกัน เพราะผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมาจากอำนาจการแต่งตั้งของ สว. อย่างในกรณีที่วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในยุคที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนใหม่ 

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า คำว่า ‘สีน้ำเงิน’ เชื่อมโยงกับ ‘พรรคภูมิใจไทย’ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นสีที่อยู่ในโลโก้ของพรรค ขณะเดียวกันฐานอำนาจของพรรคภูมิใจไทยก็อยู่ที่ ‘บุรีรัมย์’ จังหวัดในภาคอีสานใต้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่า ทำไม ‘สีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย-บุรีรัมย์’ จึงเป็นคำที่ใช้แทนกันได้หลังจากนี้ในทางการเมืองไทย

ดังนั้นในเมื่อการเมืองไทยอยู่ในมือของบุรีรัมย์ บทความครั้งนี้จึงอยากพาทุกคนไปดูของ ‘ของดี ของเด่น’ ที่อยู่ในจังหวัดแห่งนี้ ศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลอนุทินว่า มีอะไรที่เป็นที่รู้จักไปทั่วกันบ้าง

สภาสีน้ำเงิน

พูดถึงฝ่ายนิติบัญญัติกันเสียก่อน แต่เดิมในช่วงก่อนที่ประเทศไทยจะมีอนุทินเป็นนายกฯ พื้นที่ของสภาล่างพรรคภูมิใจไทยมีจำนวนเสียง สส.อยู่เพียง 71 เสียง ขณะที่สภาสูง สว.กลับตกเป็นข้อครหาว่าเป็น สภาสีน้ำเงิน ถึงขั้นถูกตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว. 

แม้ว่าต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ของ กกต.ที่มีตัวแทนจาก DSI และ กกต.เข้าพิจารณา มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงเห็นว่า สว.จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคการเมือง รวม 91 คน ‘ไม่มีมูลความผิด’

และหลังการการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจบลง พรรคภูมิใจไทยมี สส.พุ่งทะยานไปถึง 190 เสียง ขณะที่พรรคประชาชนมีเสียงอยู่ที่ 120 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ 74 เสียงตามลำดับ

จึงอาจพูดได้ว่า เสียงของสีน้ำเงินนั้นท่วมท้นจาก 2 สภาฯ ทำให้การยื่นร่างกฎหมายใดๆ ก็ตามของพรรคภูมิใจไทยมีสิทธิอย่างสูงที่จะผ่านการ ‘เห็นชอบ’ และยังทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 อยู่ ‘รอดปลอดภัย’ ตลอดเวลา 4 ปีของการบริหารราชการแผ่นดิน

ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ปรากฏชื่อของโสภณและ มงคล สุระสัจจะ ซึ่งทั้ง 2 คนล้วนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเนวิน

รัฐบาลสีน้ำเงิน

หลังจากที่รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงจากปมคลิปเสียงเจรจากับฮุน เซน (Hun Sen) อดีตนายกฯ กัมพูชาหลุดออกมา พรรคภูมิใจไทยที่ได้รับการสนับสนุนเสียง สส.จากพรรคประชาชน โหวตให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ภายใต้ข้อจำกัดการบริหารราชการแผ่นดินเพียง 4 เดือน และต้องดำเนินการจัดการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทำให้อนุทินได้มีโอกาสจัดทัพ จัดแถวการเลือกตั้งผ่านการโยกย้ายข้าราชการ ตลอดจนดึง ‘มืออาชีพ’ เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาลชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีต CEO ดุสิตธานีมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ ในทันทีที่รัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารราชการได้ผลักดันมาตรการคนละครึ่งพลัส การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ไตรมาส 4 ปี 2568 GDP ของไทยขยายตัวที่ 2.5% 

ทั้งนี้ในช่วงของการบริหารราชการแผ่นดินของอนุทิน 1 ยังได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อต่อสัญญาการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (2570-2574) ซึ่งจะจัดการแข่งขันที่สนาม Chang International Circuit ที่จังหวัดบุรีรัมย์

ส่วนรัฐบาลอนุทิน 2 แม้ว่าโผ ครม.ยังอยู่ในระหว่างการจัดสรรตำแหน่ง แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระทรวงสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองและเศรษฐกิจนั้นอยู่ในโควต้าของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะได้นั่งในกระทรวงเผือกร้อน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จ้องจะเล่นงานรัฐมนตรีคนใหม่ หรือกระทรวงแรงงานที่มีประเด็นสำนักงานประเด็นสังคม ซึ่งพรรคประชาชนก็จ้องเล่นงานอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โผ ครม.ก็คาดกันว่า อำนาจตัดสินสูงสุดจะอยู่ที่ชายหลังม่านอย่างเนวิน ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นผู้เคาะว่าใครจะต้องนั่งตรงไหน อะไร อย่างไร เพื่อให้เกิดเสถียรภาพสูงสุดกับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ถ้าพูดถึงบุรีรัมย์คงจะไม่พูดถึง ‘ปราสาทสายฟ้า’ หรือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลชั้นนำของไทยคงจะไม่ได้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า สโมสรฟุตบอลแห่งนี้นั้นอยู่ภายใต้การนำของเนวิน ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย

ชื่อเสียงของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั้นเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก (Thai League) โดยเคยชนะการแข่งขันรวม 11 สมัย ในฤดูกาล 2551, 2554, 2556, 2557, 2558, 2560, 2561, 2564-65, 2565-66, 2566-67 และ 2567-68

ในฤดูกาลล่าสุด (2025-26) สถิติ ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 คะแนนของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชนะ 18 นัด เสมอ 2 นัด และแพ้ที่ 2 นัด ทำให้มีคะแนนรวมรั้งเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 56 คะแนน ตามด้วยการท่าเรือ เอฟซี ที่ 43 คะแนน และราชบุรี เอฟซี ที่ 42 คะแนน

สำหรับสโมสรแห่งนี้ เนวินได้ไปซื้อกิจการต่อมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) พร้อมกับประกาศเจตนารมย์ว่า อยากทำให้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้เป็นตำนานของฟุตบอลไทย เหมือนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) และสโมสรลิเวอร์พูล (Liverpool F.C.) ของสหราชอาณาจักร

สนามช้างอารีน่า (Chang Arena)

สำหรับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีสนามเหย้าอยู่ที่สนามช้างอารีน่า เดิมทีสนามแห่งนี้มีด้วยกันหลายชื่อ เช่น ไอ-โมบาย สเตเดียม หรือธันเดอร์คาสเซิล สเตเดียม แต่ในเวลาต่อมาได้รับการสนับสนุนจากน้ำดื่มช้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘สนามช้าง’ ในที่สุด

สนามกีฬาแห่งนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ มีความจุกว่า 3.2 หมื่นที่นั่ง ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท นับเป็นสนามกีฬแห่งแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานระดับฟีฟ่า (FIFA)

ในเว็บไซต์ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ระบุว่า สนามกีฬาแห่งนี้เริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2555 มีโครงสร้างเป็นเหล็กและไฟเบอร์ เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลที่ไม่มีลู่วิ่ง อีกทั้งยังเคยถูกบันทึกลงในกินเนสบุ๊ก (Guinness Book of World Records) ว่าเป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานฟีฟ่าที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกเพียง 265 วัน

สนามช้างนี้เองตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นประเด็นพื้นที่ข้อพิพาทกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในคดีเขากระโดง ขณะนี้อยู่ในขั้นการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

Chang International Circuit

อีกหนึ่งสนามกีฬาที่ทำให้บุรีรัมย์กลายเป็น ‘เมืองแห่งกีฬา’ ได้อย่างสมบูรณ์ตามคำขวัญของจังหวัด นั่นก็คือ Chang International Circuit สนามแข่งรถมาตรฐาน FIA Grade 1 แห่งเดียวของเมืองไทย ที่ล่าสุดพึ่งจัดการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 ในรายการ ‘PT Grand Prix of Thailand 2026’ ซึ่งมียอดผู้เข้าชมทั้งหมดรวมกว่า 2.28 แสนราย

อีกทั้งยังมีการประมาณการไว้ด้วยว่า ในช่วงจัดการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ส่งผลให้จังหวัดบุรีรัมย์มีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท และหากรวมที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องมาตลอด 7 ครั้งที่ผ่านมาคาดว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนรวมแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

สำหรับการแข่งขัน MotoGP นั้นประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (2570-2574) เนื่องจาก ครม.มีมติเห็นชอบการต่อสัญญาด้วยงบประมาณ 3,997 ล้านบาท

ปราสาทหินพนมรุ้ง

‘ปราสาทหินพนมรุ้ง’ หรือ ‘อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง’ โบราณสถานแห่งนี้มีอายุยาวนานมากว่า 1,000 ปี โดยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และปราสาทประธานถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17

โดยปราสาทหินแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะตามความเชื่อของศาสนาฮินดู เปรียบให้ปราสาทหินพนมรุ้งแห่งนี้เป็นเหมือนเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศิวะ

ปราสาทหินพนมรุ้งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานแห่งนี้เป็นจำนวนมาก นับเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์

ทั้งนี้ในปราสาทหินพนมรุ้งยังมีปรากฏการณ์แสงอาทิตย์สาดส่องทะลุ 15 ประตู ซึ่งจะเกิดขึ้น 4 ครั้งของทุกปี ในช่วงเดือนมีนาคม เดือนเมษายน เดือนกันยายน และเดือนตุลาคม

ลูกชิ้นยืนกิน

ใครเดินทางไปถึงยังจังหวัดบุรีรัมย์ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือ ไปยืนกินลูกชิ้นปิ้ง กิจกรรมนี้มีมานานกว่า 50 ปี โดยจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์ที่จะมีร้านลูกชิ้นป้านก ขายลูกชิ้นบริเวณริมทางมีโต๊ะตามปกติ แต่ด้วยความที่มีน้ำจิ้มรสเด็ดที่ผสมน้ำพริกเผา จึงทำให้ลูกค้าติดใจในรสชาติและไม่ยอมลุกจากโต๊ะ ต่อมาร้านลูกชิ้นป้านกจึงตัดสินใจเอาโต๊ะและเก้าอี้ออก จึงเป็นที่มาของ ‘ลูกชิ้นยืนกิน’

ด้วยพฤติกรรมของคนท้องถิ่นนี้เอง ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์นำมาสร้างเป็น ‘เทศกาลลูกชิ้นยืนกิน’ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงวัฒนธรรมการกิน ตลอดจนยกระดับคุณภาพให้การกินมีสุขลักษณะที่ดีมากขึ้น โดยเทศกาลลูกชิ้นยืนกินถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2560

และ ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ นี้เองได้ไวรัลขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ Lisa สมาชิกวง Blackpink ได้ยืนยันในเวทีเปิดตัวในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่า ลูกชิ้นยืนกินนั้นอร่อยและอยากกลับมากินอีกครั้ง

Lisa Blackpink

หากพูดถึงบุรีรัมย์ อีกหนึ่งไอคอนที่จะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ สำหรับ ‘ลิซ่า’ หนึ่งในสมาชิก Blackpink เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลีใต้

ลิซ่าเดบิวต์ครั้งแรกในฐานะวง Blackpink ปี 2016 พร้อมกับ 3 สาวอย่าง เจนนี่ (Jennie), โรเซ่ (Rose) และ จีซู (Jisoo) ในบทเพลงแจ้งเกิดอย่าง Boombayah (2016) และ Whistle (2016) และประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินวงเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน

และลิซ่าเองก็ยังได้เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวในปี 2021 ด้วยซิงเกิล Lalisa (2021) ที่ในมิวสิควิดีโอมีการใส่ชุดชฎาไทยจนกลายเป็นไวร้ลทั่วโลกออนไลน์ และได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยว Alter Ego (2025) ตามมา

สำหรับลิซ่าเองถือเป็นหนึ่งในศิลปิน K-Pop ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง การันตีโดยยอดผู้ติดตามใน Instagram สูงสุดในวงการด้วยยอดกว่า 107 ล้านคน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลิซ่าได้กลายเป็นมากกว่าไอคอนของบุรีรัมย์และไอคอนของประเทศไทยไปเสียแล้ว



Tags: , , , , , , , , , , , , ,